เปิดเรื่อง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
งานแปลเอกสารตามต้นฉบับ

Chapter 8
Learning Activities

แปลและนำเสนอตามลำดับหัวข้อจริงในหนังสือ ตั้งแต่หน้า 164 ถึง 186 ทุกหน้ามีข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษคู่กับคำแปลไทย และระบุตำแหน่งในหนังสือกำกับไว้เสมอ

Print, M. (1993). Curriculum Development and Design (2nd ed.). Sydney: Allen & Unwin. Chapter 8: Learning activities, pp. 164 to 186.
นำเสนอห้าคน แบ่งตามหัวข้อของหนังสือ พร้อมกิจกรรมโต้ตอบ 4 ชุด และการสาธิตปัญญาประดิษฐ์ 2 จุด

งานกลุ่ม รายวิชา 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ ปร.ด. หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร 1
วิธีอ่านสไลด์ชุดนี้ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
คู่มือหนึ่งหน้า IIIIIIIVV

ทุกหน้าเนื้อหาประกอบด้วย สี่ชั้น เสมอ

ชั้นที่ 1แถบระบุตำแหน่ง หัวข้อชื่อหัวข้อตามที่พิมพ์ในหนังสือ หน้า164 ถึง 186 ย่อหน้าลำดับย่อหน้าในหน้านั้น
ชั้นที่ 2

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ

กล่องพื้นหมึกด้านซ้าย ยกข้อความจากหนังสือมาตรงตัว เลือกเฉพาะประโยคที่ทำหน้าที่นิยาม อ้างอิง หรือสรุป ซึ่งเป็นประโยคที่ความแม่นยำของคำแปลสำคัญที่สุด

ชั้นที่ 3

คำแปลตรงตัว

กล่องสีประจำองก์ด้านขวา เป็นคำแปลของข้อความที่ยกมาในกล่องซ้าย เทียบกันได้ทีละประโยค เพื่อให้ตรวจสอบคำแปลย้อนกลับได้

ชั้นที่ 4

คำเรียบเรียงไทย

แถบล่างที่ขึ้นต้นด้วยป้าย เรียบเรียง คือสาระส่วนที่เหลือของหัวข้อนั้นซึ่งไม่ได้ยกมาแสดง เป็นการเรียบเรียงเป็นภาษาไทย ไม่ใช่คำแปลตรงตัว

ขอบเขตของการยกข้อความ บทที่ 8 ทั้งบทมีประมาณ 8,742 คำ สไลด์ชุดนี้ยกข้อความต้นฉบับมา 133 ข้อความ รวมประมาณ 2,900 คำ หรือราวหนึ่งในสามของบท แบ่งเป็นประโยคแกนที่ทำตัวหนาไว้ประมาณ 1,360 คำ และรายการที่ผู้เขียนเขียนเป็นข้อ ๆ อีกส่วนหนึ่ง ส่วนสาระที่ไม่ได้ยกมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยในแถบล่างของแต่ละหน้า ทุกข้อความที่ยกมามีเลขหน้าและลำดับย่อหน้ากำกับ จึงเปิดหนังสือตรวจสอบตามได้ทุกบรรทัด
ผู้ช่วยถามตอบมุมล่างขวา ตอบได้ทั้งคำถามเรื่องเนื้อหาและคำถามว่าประโยคใดในหน้าใดแปลว่าอะไร
คู่มือการอ่าน 2
แผนที่บทที่ 8 ตามหัวข้อจริงในหนังสือ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพรวม IIIIIIIVV

สี่หัวข้อใหญ่ เดินตามลำดับของหนังสือทุกประการ

ผู้พูด หัวข้อตามที่พิมพ์ในหนังสือ หน้า สาระสำคัญ
1 ส่วนเปิดบท และ
Learning activities in the curriculum process
164 ถึง 166 นิยามคำ ห้าคำที่ใช้สลับกัน เส้นแบ่งระหว่างเจตนากับผลลัพธ์ และตำแหน่งในวงจรหลักสูตร
2 Teaching–learning strategies
บทนำ และกลุ่มที่ 1 ถึง 3
166 ถึง 172 เหตุผลสามข้อของความหลากหลาย แล้ว Expository, Interactive, Small-group
3 กลุ่มที่ 4 ถึง 6 และ
Other teaching–learning strategies
172 ถึง 179 Inquiry, Individualisation, Models of reality พร้อม Figure 8.1 และ Figure 8.2
4 Criteria for selecting learning activities 180 ถึง 184 หลักการเรียนรู้ 12 ข้อของ Wheeler, Figure 8.3 และเกณฑ์การกรองสี่ชั้น
5 Organising learning activities และ Summary 184 ถึง 186 เกณฑ์สามข้อของ Tyler และรายการสรุปท้ายบท
ลำดับที่กลุ่มใช้เดินเรื่อง สไลด์ชุดนี้เดินตามลำดับหัวข้อในเนื้อความ คือ 4 Inquiry teaching แล้วจึง 5 Individualisation ส่วนภาพ 8.2 หน้า 179 ในฉบับที่กลุ่มใช้ วางจุดเรียงจากซ้ายไปขวาว่า Individualisation แล้วจึง Inquiry กลุ่มรายงานทั้งสองลำดับไว้ตามที่ปรากฏ และเมื่อถึงหน้าภาพ 8.2 จะเรียงตามที่ภาพนั้นแสดง
แผนที่บท 3
ข้อความเปิดบท 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อส่วนเปิดบท หน้า164 ย่อหน้าข้อความคำคมเปิดบท อ้างอิงในตัวบทRobert Zais, 1976:350

ประโยคที่ Print เลือกเปิดบท Chapter epigraph

Source textp. 164

“Good intentions, fine goals and objectives, excellent content, flawless evaluation procedures, then, are all for naught if the learning activities in which students engage do not provide them with experience whose consequences are educational.”

(Robert Zais, 1976:350)

คำแปลหน้า 164

“เจตนาที่ดี จุดหมายและจุดประสงค์ที่คมชัด เนื้อหาที่ยอดเยี่ยม ตลอดจนกระบวนการประเมินที่ไร้ที่ติ ทั้งหมดนี้ล้วนไร้ประโยชน์ หากกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ไม่ได้มอบประสบการณ์ที่มีผลลัพธ์ทางการศึกษาให้แก่พวกเขา”

(โรเบิร์ต ไซส์, ค.ศ. 1976 หน้า 350)

อ่านอย่างไร คำว่า are all for naught แปลว่าสูญเปล่าหรือไร้ประโยชน์ทั้งหมด เป็นสำนวนที่ให้น้ำหนักแรงกว่าคำว่า less effective ประโยคนี้จึงไม่ได้บอกว่าองค์ประกอบอื่นสำคัญน้อยกว่า แต่บอกว่าองค์ประกอบอื่นทั้งหมดขึ้นอยู่กับองค์ประกอบนี้ และคำที่เป็นแกนคือ experience whose consequences are educational คือประสบการณ์ที่ส่งผลในทางการศึกษา ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ใด ๆ ก็ได้
ส่วนเปิดบท หน้า 164, ผู้นำเสนอคนที่ 1 4
ผู้เขียนประกาศภาระของบทไว้สี่อย่าง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อส่วนเปิดบท หน้า164 ย่อหน้าที่ 1 ต่อจากข้อความเปิดบท

บทนี้จะทำสี่อย่าง Statement of the chapter's tasks

Source textp. 164

“This chapter will define the term learning activities, examine a range of appropriate teaching–learning strategies available for inclusion in a curriculum; outline a model for selecting learning activities, and analyse how learning activities may be organised within a curriculum.”

คำแปลหน้า 164

“บทนี้จะนิยามคำว่ากิจกรรมการเรียนรู้ ตรวจสอบยุทธวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีให้เลือกบรรจุลงในหลักสูตร วางเค้าโครงแบบจำลองสำหรับการเลือกกิจกรรมการเรียนรู้ และวิเคราะห์ว่ากิจกรรมการเรียนรู้อาจถูกจัดระเบียบภายในหลักสูตรได้อย่างไร”

เรียบเรียง ภาระสี่อย่างนี้กลายเป็นโครงของทั้งบทพอดี คือ นิยาม อยู่ในหัวข้อแรก สำรวจยุทธวิธี อยู่ในหัวข้อ Teaching–learning strategies แบบจำลองการเลือก อยู่ในหัวข้อ Criteria for selecting และ การจัดระเบียบ อยู่ในหัวข้อ Organising learning activities การอ่านย่อหน้านี้ให้ดีจึงเท่ากับได้แผนที่ของทั้งบทตั้งแต่หน้าแรก
ส่วนเปิดบท หน้า 164, ผู้นำเสนอคนที่ 1 5
ห้าคำที่ตำราใช้แทนกัน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อส่วนเปิดบท หน้า164 ย่อหน้าที่ 2

ห้าคำ ความหมายเดียวกัน Terms frequently used interchangeably

Source textp. 164

“Learning opportunities, learning activities, learning experiences, teaching–learning strategies and method are terms frequently used interchangeably to explain what the teacher does to facilitate learning within the student.”

“That is, how the teacher imparts content and provides opportunities for learners to acquire that content.”

“A slightly different way of expressing this concept is to see it as those opportunities offered to learners to achieve the stated objectives.”

คำแปลหน้า 164

“โอกาสในการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ประสบการณ์การเรียนรู้ ยุทธวิธีการเรียนการสอน และวิธีสอน เป็นคำที่มักถูกใช้แทนกันได้ เพื่ออธิบายสิ่งที่ครูกระทำเพื่อเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นภายในตัวผู้เรียน”

“กล่าวคือ ครูถ่ายทอดเนื้อหาและจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้มาซึ่งเนื้อหานั้นอย่างไร”

“อีกวิธีหนึ่งในการแสดงมโนทัศน์นี้ซึ่งต่างออกไปเล็กน้อย คือการมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสที่หยิบยื่นให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้”

ข้อสังเกตของกลุ่ม คำว่า method ในที่นี้แปลว่าวิธีสอน ไม่ใช่ระเบียบวิธีวิจัย และคำว่า facilitate ที่แปลว่าเอื้อให้เกิด มีน้ำหนักต่างจาก cause ที่แปลว่าทำให้เกิด ตรงนี้เป็นเบาะแสแรกของบทว่าครูจัดได้เพียงเงื่อนไข ส่วนการเรียนรู้เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียนเอง ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นหลักในหน้าถัดไป
ส่วนเปิดบท หน้า 164, ผู้นำเสนอคนที่ 1 6
เส้นแบ่งระหว่างเจตนากับผลลัพธ์ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อส่วนเปิดบท หน้า164 ย่อหน้าที่ 3 ย่อหน้าสุดท้ายก่อนหัวข้อแรก

intent เทียบกับ result The distinction between intent and result

Source textp. 164

“While educators often use the above terms synonymously, a distinction is becoming increasingly apparent within the literature, emphasising the difference between intent and result.”

Learning opportunities and learning activities emphasise what is offered to learners, while learning experiences suggests what results from those activities.

“As well, students may learn something that was not planned, something that could even be in contradiction to the stated objectives.”

“. . . planners can readily prescribe the learning activities that students will be engaged in, but they can only hope that these activities will result in the desired experiences” (1976:352).

คำแปลหน้า 164

“แม้นักการศึกษามักใช้คำข้างต้นเป็นคำพ้องความหมายกัน แต่ความแตกต่างประการหนึ่งกำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในวรรณกรรม โดยเน้นความต่างระหว่างเจตนากับผลลัพธ์

โอกาสในการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ เน้นที่สิ่งซึ่งหยิบยื่นให้แก่ผู้เรียน ส่วนประสบการณ์การเรียนรู้ บ่งถึงสิ่งที่เป็นผลมาจากกิจกรรมเหล่านั้น

“นอกจากนี้ ผู้เรียนอาจเรียนรู้บางสิ่งที่ไม่ได้วางแผนไว้ บางสิ่งที่อาจถึงขั้นขัดแย้งกับจุดประสงค์ที่ระบุไว้ด้วยซ้ำ”

“. . . ผู้วางแผนกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้โดยง่าย แต่พวกเขาทำได้เพียงหวังว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะส่งผลเป็นประสบการณ์ตามที่ต้องการ” (ค.ศ. 1976 หน้า 352)

ทำไมประโยคนี้สำคัญที่สุดของบท เพราะเป็นเส้นแบ่งที่กำหนดว่าอะไรเป็นสิ่งที่หลักสูตรเขียนได้และตรวจสอบได้ ถ้อยแถลงอย่าง "ผู้เรียนจะเกิดความตระหนัก" อยู่ฝั่ง experiences ซึ่งควบคุมโดยตรงไม่ได้ ส่วน "ผู้เรียนอภิปรายกรณีศึกษาในกลุ่มสี่คนแล้วนำเสนอข้อสรุป" อยู่ฝั่ง activities ซึ่งเขียนลงหลักสูตรและตรวจได้ คำว่า can only hope คือคำที่ผู้แปลต้องรักษาไว้ให้ครบ เพราะเป็นการยอมรับข้อจำกัดของการวางแผนหลักสูตร
ส่วนเปิดบท หน้า 164, ผู้นำเสนอคนที่ 1 7
หัวข้อ Learning activities in the curriculum process 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อLearning activities in the curriculum process หน้า164 ถึง 165 ย่อหน้าที่ 1 ของหัวข้อ คร่อมสองหน้า

นิยามอย่างเป็นทางการ Formal definition of learning activities

Source textpp. 164 to 165

Learning activities may be defined as those activities offered to learners in the teaching–learning situation which are designed to enable them to acquire the designated content and thereby achieve the stated objectives and more broadly, the curriculum’s intent.

“This definition incorporates all teaching or instructional strategies planned by teachers as well as those methods by which students may learn by themselves within the context of the classroom or learning environment (such as independent study, fieldwork and excursions).”

คำแปลหน้า 164 ถึง 165

กิจกรรมการเรียนรู้อาจนิยามได้ว่าเป็นกิจกรรมที่จัดให้แก่ผู้เรียนในสถานการณ์การเรียนการสอน ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้เรียนได้มาซึ่งเนื้อหาที่กำหนดไว้ และโดยผลนั้นจึงบรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้ ตลอดจนบรรลุเจตนารมณ์ของหลักสูตรในความหมายที่กว้างกว่า

“นิยามนี้ครอบคลุมยุทธวิธีการสอนหรือการจัดการเรียนการสอนทั้งหมดที่ครูวางแผนไว้ รวมทั้งวิธีการที่ผู้เรียนอาจเรียนรู้ได้ด้วยตนเองภายในบริบทของห้องเรียนหรือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (เช่น การศึกษาอิสระ งานภาคสนาม และทัศนศึกษา)”

ข้อควรระวังในการแปล คำว่า offered to learners สอดคล้องกับเส้นแบ่งในหน้าก่อน คือเป็นสิ่งที่หยิบยื่นให้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนวลี thereby achieve บอกว่าการบรรลุจุดประสงค์เป็นผลสืบเนื่องของการได้มาซึ่งเนื้อหา ไม่ใช่เป้าหมายคู่ขนาน และคำว่า designated content หมายถึงเนื้อหาที่ถูกกำหนดไว้แล้วในบทที่ 7 ไม่ใช่เนื้อหาใด ๆ
ในภาษาไทยควรระวังไม่แปล learning activities ว่า "กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน" เพราะเป็นคนละมโนทัศน์กับระบบการศึกษาไทย
Learning activities in the curriculum process หน้า 164 ถึง 165, ผู้นำเสนอคนที่ 1 8
กิจกรรมสัมพันธ์กับเนื้อหาและเจตนารมณ์อย่างแยกไม่ออก 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อLearning activities in the curriculum process หน้า165 ย่อหน้าที่ 2

ตำแหน่งในวงจรของกระบวนการหลักสูตร In the cycle of the curriculum process

Source textp. 165

“In the cycle of the curriculum process, learning activities are integrally related to content and curriculum intent.”

Just as content is derived from statements of aims, goals, and objectives, so curriculum developers seek to implement that content effectively through the use of appropriate learning activities.

“In this way the various methods not only teach the content but also help achieve the initially stated objectives.”

คำแปลหน้า 165

“ในวงจรของกระบวนการหลักสูตร กิจกรรมการเรียนรู้สัมพันธ์กับเนื้อหาและเจตนารมณ์ของหลักสูตรอย่างแยกออกจากกันไม่ได้”

เช่นเดียวกับที่เนื้อหาถูกสกัดมาจากถ้อยแถลงเรื่องจุดหมาย เป้าหมาย และจุดประสงค์ นักพัฒนาหลักสูตรก็แสวงหาหนทางที่จะทำให้เนื้อหานั้นเกิดผลอย่างมีประสิทธิผล ผ่านการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม

“ด้วยวิธีนี้ วิธีการต่าง ๆ จึงไม่เพียงสอนเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้แต่แรกด้วย”

เรียบเรียง ย่อหน้าถัดมาในหน้าเดียวกัน Print ยกตัวอย่างโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ที่คณะครูซึ่งทำหน้าที่เป็นนักพัฒนาหลักสูตรต้องการให้นักเรียนประถมปลายตระหนักในมโนทัศน์และหลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นถ้อยแถลงของจุดประสงค์ จากนั้นจึงพัฒนาความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่เหมาะสมขึ้นมา ซึ่งเป็นถ้อยแถลงของเนื้อหา โดยกำหนดให้ผู้เรียนได้เนื้อหาเรื่องโลหะพื้นฐานและสมบัติของโลหะ แล้วคำถามจึงเกิดขึ้นว่า เรารู้อะไรเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และตัวผู้เรียนของเรา ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้มาซึ่งเนื้อหาของหลักสูตรนี้ นี่คือจุดที่บทที่ 8 เข้ามารับช่วงต่อ
Learning activities in the curriculum process หน้า 165, ผู้นำเสนอคนที่ 1 9
ตัวอย่างวิทยาศาสตร์ประถม และบทบาทของนักพัฒนาหลักสูตร 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อLearning activities in the curriculum process หน้า165 ถึง 166 ย่อหน้าที่ 4 ถึง 5

ใครควรเป็นผู้เสนอกิจกรรม Guidance to teachers who will implement this curriculum

Source textpp. 165 to 166

“After all, the developer’s intention is to provide the best possible guidance to teachers who will implement this curriculum.”

Consequently curriculum developers who are in close contact with current school practice are more likely to incude appropriate teaching–learning strategies in their curricula.

“The selection of appropriate teaching–learning strategies reflects the curriculum developer’s professional understanding of the task at hand and the needs of students, given the directions from the earlier curriculum elements.”

คำแปลหน้า 165 ถึง 166

“อย่างไรก็ดี เจตนาของนักพัฒนาหลักสูตรคือการให้แนวทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่ครูผู้ที่จะนำหลักสูตรนี้ไปใช้”

ผลที่ตามมาคือ นักพัฒนาหลักสูตรที่สัมผัสใกล้ชิดกับการปฏิบัติในโรงเรียนตามสภาพปัจจุบัน มีแนวโน้มมากกว่าที่จะบรรจุยุทธวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมลงในหลักสูตรของตน

“การเลือกยุทธวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม สะท้อนความเข้าใจเชิงวิชาชีพของนักพัฒนาหลักสูตร ทั้งต่อภาระงานที่อยู่ตรงหน้าและต่อความต้องการของผู้เรียน โดยมีทิศทางมาจากองค์ประกอบของหลักสูตรที่ตัดสินใจไปก่อนหน้าแล้ว”

หมายเหตุการแปล คำว่า incude ในประโยคที่สองเป็นการสะกดผิดที่ปรากฏในตัวเล่ม ความหมายที่ตั้งใจคือ include กลุ่มยกมาตามที่ปรากฏจริงโดยไม่แก้ไข เพื่อรักษาความซื่อตรงต่อต้นฉบับ
เรียบเรียง คำตอบของตัวอย่างเรื่องโลหะพื้นฐานอยู่ในย่อหน้าถัดมา คณะผู้พัฒนาเสนอว่า การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ผสมกับการทดลองปฏิบัติ เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนประถมปลาย โดยระบุด้วยว่าการสาธิตและการนำเสนอด้วยสื่อโสตทัศน์ก็อาจเหมาะสม หรือภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง อาจใช้แนวทางการสืบเสาะหาความรู้ก็ได้
Learning activities in the curriculum process หน้า 165 ถึง 166, ผู้นำเสนอคนที่ 1 10
ตัวอย่างที่สอง เมื่อทั้งสาขาเปลี่ยนยุทธวิธี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อLearning activities in the curriculum process ย่อหน้าปิดหัวข้อ หน้า166 ย่อหน้าสุดท้ายของหัวข้อ

การสอนบริหารธุรกิจที่ Harvard An excellent example of this

Source textp. 166

Techniques that have subsequently become familiar in business education involve case-study analysis, simulations, small group inquiry, role-playing as well as interactive teaching sessions.

“These methods have had the effect of making the task of learning business management more realistic and more valuable.”

คำแปลหน้า 166

เทคนิคที่ต่อมากลายเป็นสิ่งคุ้นเคยในการศึกษาด้านธุรกิจ ประกอบด้วย การวิเคราะห์กรณีศึกษา สถานการณ์จำลอง การสืบเสาะแบบกลุ่มย่อย การแสดงบทบาทสมมติ ตลอดจนช่วงการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์

“วิธีการเหล่านี้ส่งผลให้ภาระงานของการเรียนรู้เรื่องการจัดการธุรกิจ มีความสมจริงมากขึ้นและมีคุณค่ามากขึ้น”

เรียบเรียง ย่อหน้าก่อนหน้านี้ระบุว่าเดิมการสอนบริหารธุรกิจในสถาบันอุดมศึกษาใช้การบรรยายอย่างเป็นทางการและกลุ่มอภิปรายบ้าง จนกระทั่งสถาบันอย่าง Harvard Graduate School of Business ริเริ่มแนวทางที่ได้ผลกว่า Print สรุปว่าตัวอย่างนี้ขยายไปใช้กับหลักสูตรใด ๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่ได้ทั้งหมด
คำถามที่ส่งต่อให้ผู้นำเสนอคนที่ 2 ถ้าวิธีที่คุ้นเคยไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป แล้วมีอะไรให้เลือกบ้าง หัวข้อถัดไปคือ Teaching–learning strategies
Learning activities in the curriculum process หน้า 166, ผู้นำเสนอคนที่ 1 11
หัวข้อ Teaching–learning strategies 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อTeaching–learning strategies หน้า166 ย่อหน้าที่ 1 ถึง 2 ของหัวข้อ

แคตตาล็อกที่ผู้เขียนอ้างถึง A very comprehensive catalogue of teaching models

Source textp. 166

“There are numerous ways whereby a teacher may facilitate learning in schools.”

“In many ways, this group of strategies is similar to those analysed in some depth by B. Joyce & M. Weil now in the fourth edition of their well-known book Models of Teaching (1992).”

คำแปลหน้า 166

“มีหนทางมากมายที่ครูจะเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในโรงเรียน”

“ในหลายแง่มุม ยุทธวิธีกลุ่มนี้คล้ายคลึงกับที่ บี. จอยซ์ และ เอ็ม. ไวล์ วิเคราะห์ไว้อย่างลึกซึ้งพอสมควร ในหนังสือที่เป็นที่รู้จักกันดีของพวกเขาชื่อ Models of Teaching ซึ่งขณะนี้อยู่ในฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่ (ค.ศ. 1992)”

หมายเหตุการแปล รายการ 14 ยุทธวิธีข้างต้นเป็นของ Saylor และคณะ ไม่ใช่หกกลุ่มของ Print Print ยกมาเพื่อแสดงว่ารายการที่มีอยู่นั้นยาวเพียงใด ก่อนจะย่อเหลือหกกลุ่มในหน้าถัดไป คำว่า synectics เป็นชื่อเฉพาะของรูปแบบการสอนที่เน้นการใช้อุปมาอุปไมยเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ กลุ่มเลือกทับศัพท์เพราะยังไม่มีคำแปลไทยที่เป็นมาตรฐาน
Teaching–learning strategies หน้า 166, ผู้นำเสนอคนที่ 2 12
เหตุผลสามข้อที่ต้องใช้ยุทธวิธีหลากหลาย 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อTeaching–learning strategies หน้า166 ถึง 167 ย่อหน้าที่ 3 และรายการ 1 ถึง 3

คลังยุทธวิธีของครู Three arguments supporting variety

Source textpp. 166 to 167

Experience and research indicate that a variety of methods is important for effective teaching and therefore all teachers should have an effective repertoire of teaching–learning strategies.

  1. “Not all students learn equally well when the same strategies are employed.”
  2. “Certain teaching–learning methods are more applicable to particular situations. . . . No one strategy is appropriate, or can hope to be appropriate, to all learning contexts.”
  3. “No single method is superior, particularly in terms of student performance, to another in all learning situations.”
คำแปลหน้า 166 ถึง 167

ประสบการณ์และงานวิจัยบ่งชี้ว่าความหลากหลายของวิธีการมีความสำคัญต่อการสอนที่ได้ผล ดังนั้นครูทุกคนจึงควรมีคลังยุทธวิธีการเรียนการสอนที่ใช้การได้จริง

  1. “ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้ได้ดีเท่ากันทุกคนเมื่อใช้ยุทธวิธีเดียวกัน”
  2. “วิธีการเรียนการสอนบางอย่างเหมาะกับบางสถานการณ์มากกว่า . . . ไม่มียุทธวิธีใดเหมาะสม หรือหวังจะเหมาะสม กับทุกบริบทการเรียนรู้ได้”
  3. “ไม่มีวิธีการใดเหนือกว่าอีกวิธีหนึ่งในทุกสถานการณ์การเรียนรู้ โดยเฉพาะในแง่ผลการเรียนของผู้เรียน”
เรียบเรียง Print ระบุว่านักเขียนและนักวิจัยจำนวนมากหยิบยกความจำเป็นของความหลากหลายขึ้นมา ได้แก่ Zais (1976), Pratt (1980), Joyce และ Weil (1992), Brady (1992) และ Saylor, Alexander และ Lewis (1981) คำอธิบายของข้อ 3 ยกตัวอย่างว่าการบรรยายใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามาก แต่อาจไม่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจและประยุกต์ทักษะบางอย่างได้จริง เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่กลายเป็นแกนของทั้งหัวข้อถัดไปว่า ยุทธวิธีต้องถูกจับคู่กับจุดประสงค์ เพื่อให้เลือกวิธีที่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
Teaching–learning strategies หน้า 166 ถึง 167, ผู้นำเสนอคนที่ 2 13
หกกลุ่มหลักของยุทธวิธี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อTeaching–learning strategies หน้า167 ย่อหน้ารายการหกกลุ่มและย่อหน้าปิดหัวข้อ

รายการหกกลุ่มตามที่พิมพ์ในหนังสือ The principal groupings of teaching–learning strategies

Source textp. 167

“The principal groupings of teaching–learning strategies are:”

  1. Expository teaching.
  2. Interactive teaching.
  3. Small group teaching/discussion.
  4. Inquiry teaching/problem solving.
  5. Individualisation.
  6. Models of reality.

“Furthermore, it is useful to view this variety of strategies as a problem-solving device to overcome the difficulties experienced in classroom teaching.”

คำแปลหน้า 167

“การจัดกลุ่มหลักของยุทธวิธีการเรียนการสอนมีดังนี้”

  1. การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว
  2. การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์
  3. การสอนแบบกลุ่มย่อยหรือการอภิปราย
  4. การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้หรือการแก้ปัญหา
  5. การจัดการเรียนรู้รายบุคคล
  6. แบบจำลองความเป็นจริง

“ยิ่งไปกว่านั้น การมองความหลากหลายของยุทธวิธีชุดนี้ว่าเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา เพื่อเอาชนะความยากลำบากที่พบในการสอนในชั้นเรียน ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์”

ข้อสังเกตของกลุ่ม ในรายการนี้หนังสือพิมพ์ว่า Small group teaching/discussion ไม่มียัติภังค์ แต่เมื่อถึงหัวข้อจริงในหน้า 170 พิมพ์ว่า 3 Small-group teaching/discussion มียัติภังค์ กลุ่มยกมาตามที่ปรากฏจริงในแต่ละที่
Print ยังแนะนำวิธีใช้รายการนี้ว่า เมื่อยุทธวิธีที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล ให้ย้อนถามว่าเหมาะกับบริบทการเรียนรู้หรือไม่ แล้วใช้แบบจำลองในภาพ 8.3 หายุทธวิธีที่เหมาะสมกว่า ซึ่งเป็นการชี้ไปข้างหน้าถึงหัวข้อของผู้นำเสนอคนที่ 4
Teaching–learning strategies หน้า 167, ผู้นำเสนอคนที่ 2 14
หัวข้อ 1 Expository teaching 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อ1 Expository teaching หน้า167 ย่อหน้าที่ 1 ของหัวข้อ

ธรรมชาติและตัวอย่าง 1 Expository teaching

Source textp. 167

This method involves the transmission of information in a single direction from a source to learners.

“The source may take a variety of forms (books, television, persons), although it is commonly a teacher in a classroom.”

Learners are essentially passive receivers of information in this strategy.

“Common examples of expository teaching are lectures, demonstrations, set reading tasks and audio-visual presentations.”

คำแปลหน้า 167

วิธีการนี้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสารสนเทศไปในทิศทางเดียว จากแหล่งข้อมูลไปสู่ผู้เรียน

“แหล่งข้อมูลอาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย (หนังสือ โทรทัศน์ ตัวบุคคล) แม้โดยทั่วไปจะเป็นครูในห้องเรียน”

ในยุทธวิธีนี้ ผู้เรียนเป็นผู้รับสารในลักษณะตั้งรับเป็นสำคัญ

“ตัวอย่างที่พบบ่อยของการสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว ได้แก่ การบรรยาย การสาธิต งานอ่านที่กำหนดให้ และการนำเสนอด้วยสื่อโสตทัศน์”

หมายเหตุการแปล คำว่า expository มาจาก exposition ที่แปลว่าการแสดงหรือการอธิบาย กลุ่มเลือกแปลว่า "การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว" แทนที่จะแปลว่า "การสอนแบบบรรยาย" เพราะต้นฉบับระบุตัวอย่างไว้สี่อย่างซึ่งกว้างกว่าการบรรยาย คำว่า passive receivers เป็นคำที่ผู้แปลต้องรักษาไว้ เพราะจะกลับมาเป็นข้อจำกัดหลักในหน้าถัดไป
1 Expository teaching หน้า 167, ผู้นำเสนอคนที่ 2 15
หัวข้อ 1 Expository teaching ข้อดี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อ1 Expository teaching หน้า168 ย่อหน้าที่ 2 และย่อหน้าปิดฝั่งข้อดี

ประสิทธิภาพคือจุดเด่น Efficiency and effectiveness of resources

Source textp. 168

Efficiency and effectiveness of resources are hallmarks of expository teaching.

“A single source, a lecturer, for example, could provide the necessary information to groups of several hundred/thousand students simultaneously.”

Finally, through the use of expository teaching, instructors may feel confident that they have covered the course.

“The final effectiveness of the learning, of course, rests with the learner.”

คำแปลหน้า 168

ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของทรัพยากร คือเครื่องหมายประจำตัวของการสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว

“แหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว เช่น ผู้บรรยายหนึ่งคน สามารถให้สารสนเทศที่จำเป็นแก่ผู้เรียนกลุ่มละหลายร้อยหรือหลายพันคนได้พร้อมกัน”

ประการสุดท้าย ด้วยการใช้การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว ผู้สอนอาจรู้สึกมั่นใจว่าตนได้สอนครบตามรายวิชาแล้ว

“แน่นอนว่าประสิทธิผลขั้นสุดท้ายของการเรียนรู้นั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเอง”

เรียบเรียง ส่วนที่ไม่ได้ยกมาแสดงระบุว่าปัจจัยควบคุมมีเพียงพื้นที่ที่มีและระดับเทคโนโลยี ผู้บรรยายคนหนึ่งอาจบรรยายให้ผู้เรียน 400 คนในห้องบรรยายขนาดใหญ่ แล้วส่งสัญญาณผ่านโทรทัศน์วงจรปิดไปยังห้องข้างเคียง หรือผ่านดาวเทียมและเคเบิลไปยังผู้เรียนที่อยู่ไกล Print ยกรายการมหาวิทยาลัยเปิดทางโทรทัศน์ที่ออกอากาศทาง ABC ของออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ดีของวิธีนี้
ข้อดีอีกข้อคือผู้เรียนได้รับสารสนเทศที่สังเคราะห์มาอย่างดีจากผู้ที่รู้ดีที่สุด ซึ่งในเวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมงอาจได้เนื้อหาที่หากค้นเองต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในห้องสมุด
1 Expository teaching หน้า 168, ผู้นำเสนอคนที่ 2 16
หัวข้อ 1 Expository teaching ข้อจำกัด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อ1 Expository teaching หน้า168 ถึง 169 ย่อหน้าฝั่งข้อจำกัด รวมข้อความที่ยกจาก Hattie

ข้อจำกัดและข้อสรุปของกลุ่มที่ 1 Limitations, and 'dollops of feedback'

Source textpp. 168 to 169

“These methods emphasise passive learning behaviour on the part of students.”

Finally, students receive minimal immediate feedback and hence are not aware of the accuracy of their learning.

“. . . the most powerful single moderator that enhances student achievement is feedback. The simplest prescription for improving education must be ‘dollops of feedback’.” (1992:9)

Overall, expository teaching is very efficient in terms of the use of teaching resources and addressing the curriculum, but generally less effective in terms of student learning.

คำแปลหน้า 168 ถึง 169

“วิธีการเหล่านี้เน้นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบตั้งรับในส่วนของผู้เรียน”

ประการสุดท้าย ผู้เรียนได้รับข้อมูลย้อนกลับทันทีน้อยที่สุด จึงไม่ตระหนักว่าสิ่งที่ตนเรียนรู้นั้นถูกต้องเพียงใด

“. . . ตัวแปรกำกับเดี่ยวที่ทรงพลังที่สุดซึ่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนได้ คือข้อมูลย้อนกลับ ใบสั่งยาที่ง่ายที่สุดสำหรับการปรับปรุงการศึกษาจึงต้องเป็น ‘ข้อมูลย้อนกลับเป็นกอง ๆ’” (ค.ศ. 1992 หน้า 9)

โดยภาพรวม การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียวมีประสิทธิภาพสูงมากในแง่การใช้ทรัพยากรการสอนและการครอบคลุมหลักสูตร แต่โดยทั่วไปมีประสิทธิผลด้อยกว่าในแง่การเรียนรู้ของผู้เรียน

หมายเหตุการแปล วลี dollops of feedback แปลตรงตัวว่าข้อมูลย้อนกลับเป็นก้อน ๆ หรือเป็นกอง ๆ คำว่า dollop ใช้กับอาหารที่ตักเป็นก้อนใหญ่ เช่น ครีมหรือมันบด Hattie จงใจใช้คำที่ไม่เป็นทางการเพื่อเน้นปริมาณ กลุ่มเลือกคงภาพของคำไว้แทนที่จะแปลเป็น "ข้อมูลย้อนกลับจำนวนมาก" ซึ่งจะสูญเสียน้ำเสียงของต้นฉบับ
ประโยคสุดท้ายคือประโยคที่ต้องแยกให้ขาดระหว่าง efficient ที่แปลว่ามีประสิทธิภาพ กับ effective ที่แปลว่ามีประสิทธิผล สองคำนี้จะถูกใช้คู่กันตลอดทั้งบท
1 Expository teaching หน้า 168 ถึง 169, ผู้นำเสนอคนที่ 2 17
หัวข้อ 2 Interactive teaching 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อ2 Interactive teaching หน้า169 ย่อหน้าที่ 1 ถึง 2 ของหัวข้อ

ธรรมชาติและตัวอย่าง 2 Interactive teaching

Source textp. 169

Similar in nature to expository teaching, the essential difference with interactive teaching is the deliberate encouragement of interaction between learner and teacher.

“This usually takes the form of question–reaction episodes interdispersed with expository information.”

“Sometimes known as the discussion or question–discussion technique, it incorporates the successful features of expository teaching with interactive and feedback elements.”

“Essentially learners are more active in this approach and thinking skills are enhanced through the interactive element.”

คำแปลหน้า 169

แม้มีธรรมชาติคล้ายกับการสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว แต่ความแตกต่างที่เป็นสาระของการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ คือการส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครูอย่างจงใจ

“โดยทั่วไปสิ่งนี้อยู่ในรูปของช่วงถามและตอบสนอง ที่แทรกสลับอยู่กับการให้สารสนเทศแบบถ่ายทอด”

“บางครั้งเรียกกันว่าเทคนิคการอภิปราย หรือเทคนิคการถามและอภิปราย วิธีนี้ผนวกคุณลักษณะที่ประสบความสำเร็จของการสอนแบบถ่ายทอดทางเดียวเข้ากับองค์ประกอบด้านปฏิสัมพันธ์และข้อมูลย้อนกลับ”

“โดยสาระแล้ว ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้นในแนวทางนี้ และทักษะการคิดได้รับการยกระดับผ่านองค์ประกอบด้านปฏิสัมพันธ์”

หมายเหตุการแปล คำว่า interdispersed ในต้นฉบับเป็นการสะกดที่พบไม่บ่อย รูปที่ใช้กันทั่วไปคือ interspersed ความหมายคือแทรกสลับอยู่ทั่ว กลุ่มยกมาตามที่ปรากฏจริง
เรียบเรียง ย่อหน้าถัดมาระบุว่ายุทธวิธีนี้พบได้ทั่วไปในห้องเรียนออสเตรเลีย ตัวอย่างคือการสอนในชั้นเรียนปกติ การสอนแบบติวเตอร์ การสัมมนา และการอภิปรายกลุ่ม ภาพที่เป็นแบบฉบับคือครูหนึ่งคนกับผู้เรียน 20 ถึง 35 คน ให้ข้อมูลผ่านคำพูดและสื่อโสตทัศน์ แล้วในจังหวะที่เหมาะสมจึงเกิดช่วงถามตอบ ซึ่งครูเป็นผู้เริ่มเป็นส่วนใหญ่แต่ผู้เรียนก็เริ่มได้
2 Interactive teaching หน้า 169, ผู้นำเสนอคนที่ 2 18
หัวข้อ 2 Interactive teaching ข้อดีและข้อจำกัด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อ2 Interactive teaching หน้า169 ถึง 170 ย่อหน้าฝั่งข้อดี และย่อหน้าปิดหัวข้อ

แลกทรัพยากรกับคุณภาพการเรียนรู้ More than offset by the enhanced quality of student learning

Source textpp. 169 to 170

“Interactive teaching incorporates effective and efficient use of resources, provision of immediate feedback, more active learner participation and more opportunities for remedial and extension work.”

Thus the opportunity for teacher–learner interaction is the major advantage of this category of method.

Consequently interactive teaching is less efficient in terms of teaching resources, but for most educators this is more than offset by the enhanced quality of student learning and the nature of teacher–learner interactions.

คำแปลหน้า 169 ถึง 170

“การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ผนวกการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ การให้ข้อมูลย้อนกลับทันที การมีส่วนร่วมของผู้เรียนที่กระตือรือร้นมากขึ้น และโอกาสที่มากขึ้นสำหรับการสอนซ่อมเสริมและการสอนเพิ่มเติม”

ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน จึงเป็นข้อได้เปรียบหลักของวิธีการประเภทนี้

ผลที่ตามมาคือ การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์มีประสิทธิภาพด้อยกว่าในแง่ทรัพยากรการสอน แต่สำหรับนักการศึกษาส่วนใหญ่ ข้อเสียนี้ถูกชดเชยจนเกินคุ้มด้วยคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ยกระดับขึ้น และด้วยธรรมชาติของปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน

เรียบเรียง ข้อจำกัดที่ไม่ได้ยกมาแสดงคือ ยุทธวิธีนี้ใช้ทรัพยากรได้ด้อยกว่า เพราะสอนผู้เรียนกลุ่มเล็กกว่าในสถานที่และเวลาเดียวกัน จึงต้องใช้ครู ห้อง และเครื่องมือมากกว่า หากครูมีหลายห้องในวิชาและระดับเดียวกัน วิธีนี้ก็ต้องสอนซ้ำ ซึ่งเป็นการใช้เวลาและแรงงานอย่างไม่คุ้ม แม้จะประหยัดเวลาเตรียมการลงบ้าง และเมื่อไม่มีการสอนซ้ำ เวลาเตรียมการที่สูงก็กลายเป็นข้อเสียแทน
Print ยังระบุว่าวิธีนี้เป็นที่นิยมมากในโรงเรียน เพราะช่วยให้ครูควบคุมผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผลกว่าด้วย
2 Interactive teaching หน้า 169 ถึง 170, ผู้นำเสนอคนที่ 2 19
หัวข้อ 3 Small-group teaching/discussion 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 3 IIIIIIIVV
หัวข้อ3 Small-group teaching/discussion หน้า170 ย่อหน้าที่ 1 ถึง 2 ของหัวข้อ

ครูเปลี่ยนบทบาท From transmitter of knowledge to coordinator of activities

Source textp. 170

The principal feature of this strategy involves the division of a class into small groups which work relatively independently to achieve a goal.

Here the role of the teacher changes from one of transmitter of knowledge to coordinator of activities and guide to information and its processing.

“Through the interaction engendered by group discussion students acquire the skills of planning and organising work, developing arguments, sharing knowledge, dividing tasks, adopting compromise positions and so forth.”

คำแปลหน้า 170

คุณลักษณะหลักของยุทธวิธีนี้เกี่ยวข้องกับการแบ่งชั้นเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งทำงานอย่างค่อนข้างเป็นอิสระเพื่อบรรลุเป้าหมายหนึ่ง

ในกรณีนี้ บทบาทของครูเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ประสานกิจกรรม และเป็นผู้ชี้ทางไปสู่สารสนเทศตลอดจนการประมวลสารสนเทศนั้น

“ผ่านปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายกลุ่ม ผู้เรียนได้มาซึ่งทักษะการวางแผนและจัดระบบงาน การพัฒนาข้อโต้แย้ง การแบ่งปันความรู้ การแบ่งภาระงาน การยอมรับจุดยืนที่ประนีประนอม และอื่น ๆ”

เรียบเรียง ตัวอย่างงานที่มอบหมายซึ่งต้นฉบับยกไว้ ได้แก่ ให้ผู้เรียนอภิปรายประเด็นร่วมสมัยในวิชาสังคมศึกษา แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวละครหลักของนวนิยาย ส่วนตัวอย่างรูปแบบของการสอนแบบกลุ่มย่อย ได้แก่ การอภิปรายกลุ่ม การสอนแบบติวเตอร์บางรูปแบบ การสัมมนาบางรูปแบบ กลุ่มระดมความคิดอย่างรวดเร็วที่เรียกว่า buzz groups และกลุ่มระดมสมอง
Print เน้นว่าสำหรับผู้เรียนจำนวนมาก กลุ่มย่อยเป็นโอกาสเดียวในโรงเรียน ที่จะได้ทักษะเหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล
3 Small-group teaching/discussion หน้า 170, ผู้นำเสนอคนที่ 2 20
หัวข้อ 3 ข้อเสนอเชิงนโยบายของผู้เขียน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 3 IIIIIIIVV
หัวข้อ3 Small-group teaching/discussion หน้า171 ย่อหน้าที่ 2 ถึง 3 ของหน้า

บทเรียนจากทศวรรษ 1980 Curriculum developers should be deliberately finding ways

Source textp. 171

One of the more significant lessons educators have learnt from the 1980s is to move away from excessively competitive, individualistic approaches to learning towards more cooperative, group-based learning approaches.

Curriculum developers should be deliberately finding ways to include this type of strategy in the curricula they are devising.

“As well, teachers need to watch that student attitudes, expressed effectively through interaction in the small group, do not become little more than the pooling of ignorance.”

คำแปลหน้า 171

บทเรียนที่สำคัญกว่าบทเรียนอื่นซึ่งนักการศึกษาได้เรียนรู้จากทศวรรษ 1980 ประการหนึ่ง คือการเคลื่อนออกจากแนวทางการเรียนรู้ที่แข่งขันและเน้นความเป็นปัจเจกจนเกินไป ไปสู่แนวทางการเรียนรู้ที่ร่วมมือกันและใช้กลุ่มเป็นฐานมากขึ้น

นักพัฒนาหลักสูตรควรแสวงหาหนทางอย่างจงใจ ที่จะบรรจุยุทธวิธีประเภทนี้ลงในหลักสูตรที่ตนกำลังออกแบบ

“นอกจากนี้ ครูจำเป็นต้องคอยระวังว่าเจตคติของผู้เรียนซึ่งแสดงออกอย่างได้ผลผ่านปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มย่อยนั้น จะไม่กลายเป็นเพียงการรวมความไม่รู้เข้าไว้ด้วยกัน”

หมายเหตุการแปล วลี the pooling of ignorance เป็นสำนวนวิจารณ์ที่แปลตรงตัวว่าการเอาความไม่รู้มากองรวมกัน หมายถึงกลุ่มที่อภิปรายกันอย่างคึกคักแต่ไม่มีใครมีความรู้พอ ผลลัพธ์จึงไม่คืบหน้า กลุ่มเลือกแปลตรงตัวเพื่อรักษาน้ำเสียงเชิงวิจารณ์ไว้
เรียบเรียง ข้อจำกัดอื่นที่ต้นฉบับระบุคือ ยุทธวิธีนี้ต้องเปลี่ยนบทบาทครู ใช้เวลามาก ดูเหมือนครอบคลุมเนื้อหาได้น้อย และมีแรงต้านสูงในวิชาอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แม้จะใช้กันมากในภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ และนิติศาสตร์ ระดับมัธยมและอุดมศึกษา อีกทั้งครูบางส่วนกังวลเรื่องความไม่เกิดผลผลิตเมื่อวัดจากระดับเสียงที่เกิดขึ้น ซึ่ง Print แย้งว่าผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเงียบสนิทจึงจะเรียนรู้ได้ และมีส่วนร่วมไม่ได้เลยถ้าไม่พูดคุยกัน
3 Small-group teaching/discussion หน้า 171, ผู้นำเสนอคนที่ 2 21
สรุปสามกลุ่มแรกก่อนส่งไม้ต่อ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
สรุปของกลุ่ม IIIIIIIVV ตารางนี้กลุ่มสังเคราะห์ขึ้น ไม่ได้ปรากฏเป็นตารางในหนังสือ

สามกลุ่มแรก เดินสวนทางกันบนสองแกน

ยุทธวิธี หน้าในหนังสือ ประสิทธิภาพ
ด้านทรัพยากร
ประสิทธิผล
ด้านการเรียนรู้
ประโยคที่ผู้เขียนใช้สรุป
1 Expository teaching
การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว
167 ถึง 169 สูงมาก ด้อยกว่า very efficient . . . but generally less effective in terms of student learning
2 Interactive teaching
การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์
169 ถึง 170 ด้อยกว่า ยกระดับขึ้น more than offset by the enhanced quality of student learning
3 Small-group teaching
การสอนแบบกลุ่มย่อย
170 ถึง 172 ต่ำ ดีในทักษะเฉพาะ the only school opportunity for them to acquire these skills effectively
แนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในองก์ถัดไป เมื่อเดินจากบนลงล่าง ประสิทธิภาพด้านทรัพยากรลดลง บทบาทของผู้เรียนเพิ่มขึ้น และครูถอยจากผู้ส่งสารไปเป็นผู้ประสานงาน แนวโน้มนี้จะดำเนินต่อจนถึงกลุ่มที่ 6 และปรากฏเป็นภาพชัดในภาพ 8.2 หน้า 179 ซึ่งผู้นำเสนอคนที่ 3 จะพาไปดู
ก่อนส่งไม้ต่อ หน้าถัดไปเป็นแบบฝึกจับคู่คำแปล เพื่อตรวจว่าเราแยกคำสำคัญของสามกลุ่มแรกได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะคู่คำที่แปลสลับกันบ่อยที่สุด คือ efficient กับ effective และ activities กับ experiences
สรุปสามกลุ่มแรก, ผู้นำเสนอคนที่ 2 22
กิจกรรมโต้ตอบ จับคู่คำแปลให้ถูกต้อง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV ข้อความโจทย์ทุกข้อยกจากต้นฉบับจริง

ข้อความนี้ ควรแปลว่าอย่างไร

ข้อ 1 จาก 10 ตอบถูก 0 / 10
แบบฝึกจับคู่คำแปล, ผู้นำเสนอคนที่ 2 23
หัวข้อ 4 Inquiry teaching/problem solving 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 4 IIIIIIIVV
หัวข้อ4 Inquiry teaching/problem solving หน้า172 ย่อหน้าที่ 1 และรายการสี่ขั้น

ให้ปัญหาก่อน แล้วเรียนรู้ระหว่างหาคำตอบ 4 Inquiry teaching/problem solving

Source textp. 172

The hallmark of this strategy is that learners are actively engaged in determining answers to questions or resolving problems.

“Instead of teachers providing information for learners to digest, students are first posed a problem, a question to solve, a dilemma to resolve or an issue to address, which they learn about through the process of finding an answer.”

  1. “Problem awareness: creation of doubt in students’ minds.”
  2. “Forming tentative hypotheses or possible solution to the problem or issue by the learner.”
  3. “Research and collection of data to test those hypotheses.”
  4. “Forming conclusions based on the evidence collected and accept or reject the hypothesis/possible solution.”
คำแปลหน้า 172

เครื่องหมายประจำตัวของยุทธวิธีนี้ คือผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในการหาคำตอบของคำถาม หรือในการแก้ปัญหา

“แทนที่ครูจะให้สารสนเทศแก่ผู้เรียนไปย่อย ผู้เรียนกลับถูกตั้งปัญหา คำถามที่ต้องแก้ ประเด็นขัดแย้งที่ต้องคลี่คลาย หรือประเด็นที่ต้องจัดการให้ก่อน ซึ่งพวกเขาจะเรียนรู้เรื่องนั้นผ่านกระบวนการค้นหาคำตอบ”

  1. “การตระหนักในปัญหา คือการสร้างความสงสัยขึ้นในใจของผู้เรียน”
  2. “การที่ผู้เรียนตั้งสมมติฐานเบื้องต้น หรือทางแก้ที่เป็นไปได้ของปัญหาหรือประเด็นนั้น”
  3. “การค้นคว้าและการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานเหล่านั้น”
  4. “การสรุปผลบนฐานของหลักฐานที่เก็บรวบรวมได้ แล้วยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐานหรือทางแก้ที่เป็นไปได้นั้น”
เรียบเรียง ต้นฉบับระบุว่ามีขั้นที่ห้าซึ่งบางครั้งถูกรวมไว้ในยุทธวิธีนี้ด้วย คือการสรุปข้อสรุปให้เป็นหลักทั่วไปแล้วนำไปใช้กับข้อมูลชุดใหม่ และย้ำว่าในทุกขั้น สาระสำคัญคือผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ขณะที่ครูทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้กระบวนการแก้ปัญหาดีขึ้น
ยุทธวิธีนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ enquiry teaching, discovery learning, problem solving, inductive learning หรือแม้แต่ the scientific method และ Print ระบุว่ายุทธวิธีนี้ได้รับการสนับสนุนน้อยอย่างน่าประหลาดใจในห้องเรียนของออสเตรเลีย
4 Inquiry teaching/problem solving หน้า 172, ผู้นำเสนอคนที่ 3 24
หัวข้อ 4 ข้อได้เปรียบหลัก 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 4 IIIIIIIVV
หัวข้อ4 Inquiry teaching/problem solving หน้า172 ถึง 173 ย่อหน้าฝั่งข้อได้เปรียบ

การเรียนรู้ที่ซึมลึกและแผ่กว้าง The pervasive nature of the learning that occurs within students

Source textpp. 172 to 173

The main advantage of inquiry teaching is the pervasive nature of the learning that occurs within students.

That is, learners who resolve problems for themselves retain that understanding more effectively because of the close identification with acquiring that information.

“In this way students develop a range of inquiry-based skills which may be translated to realistic situations in later life.”

“Finally, the inquiry strategy promotes a logical, rational way of thinking, a positive approach to problem solving and more systematic approaches to decision-making.”

คำแปลหน้า 172 ถึง 173

ข้อได้เปรียบหลักของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ คือธรรมชาติอันแผ่ซ่านของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน

กล่าวคือ ผู้เรียนที่แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง จะคงความเข้าใจนั้นไว้ได้อย่างมีประสิทธิผลมากกว่า เพราะความผูกพันใกล้ชิดกับการได้มาซึ่งสารสนเทศนั้น

“ด้วยวิธีนี้ ผู้เรียนจึงพัฒนาทักษะฐานการสืบเสาะหลากหลายด้าน ซึ่งอาจแปลงไปใช้กับสถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตภายหลังได้”

“ประการสุดท้าย ยุทธวิธีการสืบเสาะส่งเสริมวิธีคิดที่เป็นตรรกะและมีเหตุผล ทัศนคติเชิงบวกต่อการแก้ปัญหา และแนวทางการตัดสินใจที่เป็นระบบมากขึ้น”

หมายเหตุการแปล คำว่า pervasive แปลว่าแผ่ซ่านหรือซึมลึกไปทั่ว ไม่ใช่แค่ลึก Print ใช้คำนี้เพื่อบอกว่าการเรียนรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะจุด แต่กระจายไปทั่วโครงสร้างความเข้าใจของผู้เรียน ส่วนวลี close identification with acquiring that information หมายถึงการที่ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของกระบวนการได้มาซึ่งความรู้นั้น กลุ่มแปลว่า "ความผูกพันใกล้ชิด" เพราะคำว่า identification ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าการระบุตัวตน
4 Inquiry teaching/problem solving หน้า 172 ถึง 173, ผู้นำเสนอคนที่ 3 25
หัวข้อ 4 ข้อจำกัดและประเด็นความปลอดภัย 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 4 IIIIIIIVV
หัวข้อ4 Inquiry teaching/problem solving หน้า173 ย่อหน้าฝั่งข้อจำกัด

เวลา บทบาทครู และความปลอดภัย Perceived disadvantages to teachers

Source textp. 173

Classroom teachers often reject the inquiry strategy because it requires a changed role on their behalf.

“No longer are they the source of knowledge, the arbiter of right and wrong, but more the provider of materials and advice.”

“In this transition, control of learning changes from teacher to students and this may be perceived as a threatening situation for many teachers.”

Allowing students to inquire into the use of power saws in an industrial arts class on woodwork, for example, would clearly be inappropriate.

คำแปลหน้า 173

ครูในห้องเรียนมักปฏิเสธยุทธวิธีการสืบเสาะ เพราะยุทธวิธีนี้เรียกร้องให้พวกเขาเปลี่ยนบทบาท

“พวกเขาไม่ได้เป็นแหล่งความรู้และเป็นผู้ตัดสินถูกผิดอีกต่อไป แต่เป็นผู้จัดหาสื่อและให้คำแนะนำมากกว่า”

“ในการเปลี่ยนผ่านนี้ การควบคุมการเรียนรู้ย้ายจากครูไปสู่ผู้เรียน และสิ่งนี้อาจถูกรับรู้ว่าเป็นสถานการณ์ที่คุกคามสำหรับครูจำนวนมาก”

ตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้ผู้เรียนสืบเสาะหาความรู้เรื่องการใช้เลื่อยไฟฟ้าในคาบอุตสาหกรรมศิลป์วิชางานไม้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างชัดเจน

เรียบเรียง ข้อจำกัดข้อแรกที่ต้นฉบับระบุคือ ยุทธวิธีนี้ใช้เวลามากอย่างยิ่งเมื่อนำไปใช้ในห้องเรียน ทำให้ต้องแข่งกับยุทธวิธีอื่นที่ตอบสนองความต้องการของหลักสูตรซึ่งอิงความรู้เป็นหลัก ปริมาณเนื้อหาที่ครอบคลุมได้ในวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยยุทธวิธีนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของที่ทำได้ด้วยยุทธวิธีถ่ายทอดหรือปฏิสัมพันธ์
ก่อนถึงตัวอย่างเลื่อยไฟฟ้า ต้นฉบับระบุว่าองค์ประกอบบางส่วนของหลักสูตรในวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ คหกรรมศาสตร์ พลศึกษา และวิทยาศาสตร์ ไม่เหมาะกับการให้ผู้เรียนทดลองเอง เพียงเพราะห่วงความปลอดภัยของผู้เรียน
ท้ายหัวข้อยังกล่าวถึงรูปแบบย่อยชื่อ group investigation ตาม Saylor และคณะ (1981 หน้า 288) ซึ่งเน้นการทำงานเป็นทีม และให้น้ำหนักกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการเก็บข้อมูลน้อยลง
4 Inquiry teaching/problem solving หน้า 173, ผู้นำเสนอคนที่ 3 26
หัวข้อ 5 Individualisation 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 5 IIIIIIIVV
หัวข้อ5 Individualisation หน้า174 ย่อหน้าที่ 1 ของหัวข้อ และรายการรูปแบบ ก กับ ข

งานตามระดับ ก้าวตามจังหวะของตน 5 Individualisation

Source textp. 174

The essential features of individualised learning are that learners complete tasks appropriate to their ability level and proceed with this learning at their own pace.

The focus of responsibility for learning changes from the teacher to the learner and considerable learning is undertaken independently of others.

“Two forms of individualisation have been quite commonly found in schools in the past (though less evident recently) and they are equally appropriate to curricula in other educational situations such as TAFE and adult learning situations.”

คำแปลหน้า 174

คุณลักษณะที่เป็นสาระของการเรียนรู้รายบุคคล คือผู้เรียนทำภาระงานที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของตน และดำเนินการเรียนรู้นี้ไปตามจังหวะก้าวของตนเอง

จุดศูนย์รวมของความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ย้ายจากครูไปสู่ผู้เรียน และการเรียนรู้จำนวนมากถูกดำเนินไปอย่างเป็นอิสระจากผู้อื่น

“รูปแบบสองแบบของการจัดการเรียนรู้รายบุคคลเคยพบได้ค่อนข้างบ่อยในโรงเรียนในอดีต (แม้จะปรากฏน้อยลงในระยะหลัง) และทั้งสองแบบเหมาะสมพอกันกับหลักสูตรในสถานการณ์ทางการศึกษาอื่น เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษา TAFE และสถานการณ์การเรียนรู้ของผู้ใหญ่”

เรียบเรียง รูปแบบ ก. ชุดสื่อการเรียนรู้รายบุคคลที่มีโครงสร้างสูง ให้ผู้เรียนเดินตามลำดับภาระงานที่กำหนดไว้ ตามจังหวะและระดับความยากที่เหมาะกับตน มักใช้แบบทดสอบวินิจฉัยเพื่อกำหนดระดับพฤติกรรมแรกเข้า และได้ข้อมูลย้อนกลับจากแบบทดสอบที่แทรกอยู่ตลอดชุดงาน ตัวอย่างคือการสอนแบบโปรแกรม ชุดสื่อ SRA ในโรงเรียนประถม และโมดูลเรียนตามจังหวะตนเองในวิทยาลัย TAFE เช่น ทักษะเคาะตัวถังรถ การพ่นสี และการประมวลผลคำ
รูปแบบ ข. การเรียนรู้แบบไม่มีโครงสร้างหรือการเรียนรู้อิสระ ผู้เรียนแก้ปัญหาที่ตนสนใจโดยค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ครูเป็นผู้เอื้ออำนวยในบริบทที่มีโครงสร้างน้อย ใช้สัญญาการเรียนรู้เป็นเครื่องให้โครงสร้าง โดยมีความเป็นอิสระทางปัญญาเป็นเป้าหมายที่ต้องการ
5 Individualisation หน้า 174, ผู้นำเสนอคนที่ 3 27
หัวข้อ 5 ข้อดีตกที่ผู้เรียน ข้อเสียตกที่ครู 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 5 IIIIIIIVV
หัวข้อ5 Individualisation หน้า175 ถึง 176 ย่อหน้าฝั่งข้อดีและฝั่งข้อจำกัด

คำพูดของครูที่ผู้เขียนยกมา Writing 30 programs instead of one

Source textpp. 175 to 176

The advantages of individualisation as a teaching–learning strategy are vested almost entirely with the learner.

“Many teachers resist introducing individualisation into their classes as it requires substantially more teacher time for organisation and preparation.”

“As some of my students, who are practising teachers, have said, ‘But this means writing 30 programs instead of one!’”

“Finally, individualisation appears to be the very antithesis of group or collective work appproaches and excessive emphasis on an independent, individual approach to learning may well prove counterproductive to effective learner outcomes.”

คำแปลหน้า 175 ถึง 176

ข้อได้เปรียบของการจัดการเรียนรู้รายบุคคลในฐานะยุทธวิธีการเรียนการสอนนั้น ตกอยู่กับตัวผู้เรียนแทบทั้งหมด

“ครูจำนวนมากต่อต้านการนำการจัดการเรียนรู้รายบุคคลเข้าสู่ชั้นเรียนของตน เพราะมันเรียกร้องเวลาของครูสำหรับการจัดระบบและการเตรียมการมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

“ดังที่นักศึกษาบางคนของข้าพเจ้าซึ่งเป็นครูประจำการได้กล่าวไว้ว่า ‘แต่นี่หมายความว่าต้องเขียนโปรแกรม 30 ชุด แทนที่จะเขียนเพียงชุดเดียว’”

“ประการสุดท้าย การจัดการเรียนรู้รายบุคคลดูจะเป็นขั้วตรงข้ามอย่างแท้จริงของแนวทางการทำงานแบบกลุ่มหรือแบบรวมหมู่ และการเน้นแนวทางการเรียนรู้แบบอิสระเฉพาะบุคคลจนมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นผลเสียต่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิผลของผู้เรียนได้”

หมายเหตุการแปล คำว่า appproaches ในย่อหน้าสุดท้ายสะกดผิดในตัวเล่ม โดยมีตัว p เกินมาหนึ่งตัว กลุ่มยกมาตามที่ปรากฏจริง
เรียบเรียง ข้อดีอื่นที่ต้นฉบับระบุคือ การเรียนรู้ทรงพลังเมื่อผู้เรียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่น่าสนใจของตนเอง ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้เหมาะสมกว่า ให้ก้าวหน้าตามจังหวะของตน ทำนอกเวลาและนอกสถานที่เรียนได้ และเสริมการกำกับตนเองของผู้เรียนได้อย่างมาก
ส่วนข้อจำกัดอีกข้อคือครูควบคุมการเรียนรู้ได้น้อยลงโดยตรง โดยเฉพาะความมั่นใจว่าผู้เรียนได้สัมผัสเนื้อหาครบถ้วนหรือไม่
5 Individualisation หน้า 175 ถึง 176, ผู้นำเสนอคนที่ 3 28
หัวข้อ 6 Models of reality 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 6 IIIIIIIVV
หัวข้อ6 Models of reality หน้า176 ย่อหน้าที่ 1 ของหัวข้อ

จำลองโลกจริงเมื่อพาไปสัมผัสของจริงไม่ได้ 6 Models of reality

Source textp. 176

“An alternative way to facilitate effective learning within students is to involve them in learning situations that are as real life as possible.”

“Sometimes it is preferable to participate in ‘real life’ activities (such as work experience), but for many reasons this option is frequently not available in schools.”

In these situations we need to replicate the real world by creating models of the salient features of that world, i.e. create models of reality.

“Simulations, physical models, games and role-playing are examples of these models.”

คำแปลหน้า 176

“อีกหนทางหนึ่งในการเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลภายในตัวผู้เรียน คือการให้พวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์การเรียนรู้ที่ใกล้เคียงชีวิตจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“บางครั้งการเข้าร่วมกิจกรรมใน ‘ชีวิตจริง’ (เช่น การฝึกประสบการณ์การทำงาน) ย่อมดีกว่า แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ ทางเลือกนี้มักไม่มีให้ในโรงเรียน”

ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจำเป็นต้องจำลองโลกจริงขึ้นมาใหม่ ด้วยการสร้างแบบจำลองของลักษณะเด่นของโลกนั้น กล่าวคือ สร้างแบบจำลองความเป็นจริงขึ้นมา

“สถานการณ์จำลอง แบบจำลองทางกายภาพ เกม และการแสดงบทบาทสมมติ ล้วนเป็นตัวอย่างของแบบจำลองเหล่านี้”

หมายเหตุการแปล คำว่า salient features แปลว่าลักษณะเด่นหรือลักษณะที่โดดเด่นออกมา ประเด็นของ Print คือแบบจำลองไม่จำเป็นต้องเหมือนจริงทุกอย่าง แต่ต้องจับลักษณะที่สำคัญของโลกจริงไว้ให้ได้
คำว่า models of reality กลุ่มเลือกแปลว่า "แบบจำลองความเป็นจริง" ไม่ใช่ "สถานการณ์จำลอง" เพราะสถานการณ์จำลองหรือ simulations เป็นเพียงหนึ่งในสี่ประเภทตามภาพ 8.1 ที่จะดูในหน้าถัดไป
6 Models of reality หน้า 176, ผู้นำเสนอคนที่ 3 29
Figure 8.1 Models of reality 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพจากต้นฉบับ IIIIIIIVV ข้อความในการ์ดทั้งสี่ยกจากภาพ 8.1 หน้า 177 ตามที่พิมพ์จริง

Figure 8.1 Models of reality ความต่อเนื่องสี่ประเภทของแบบจำลองความเป็นจริง

High reality
ความเป็นจริงสูง
Abstract reality
ความเป็นจริงเชิงนามธรรม
Physical models

แบบจำลองทางกายภาพ

Flight simulator
Architectural model
Ship simulator

เครื่องฝึกบินจำลอง, หุ่นจำลองทางสถาปัตยกรรม, เครื่องฝึกเดินเรือจำลอง

Work Models

แบบจำลองการทำงาน

Practice teaching
Articled clerkship
Apprenticeship

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, การฝึกงานเสมียนกฎหมายตามสัญญา, การฝึกหัดในระบบช่างฝีมือ

Games/simulations

เกมและสถานการณ์จำลอง

Starpower
Monopoly
Test cricket

ระบบกติกาที่ย่อโลกจริงให้เหลือกลไกซึ่งจับต้องและเล่นซ้ำได้

Role-playing

การแสดงบทบาทสมมติ

Students adopt roles and act out situations to reflect: poverty, job interview, share trading.

ผู้เรียนสวมบทบาทและแสดงสถานการณ์ออกมา เพื่อสะท้อนประเด็นอย่างความยากจน การสัมภาษณ์งาน และการซื้อขายหุ้น

สิ่งที่ต้นฉบับระบุไว้เกี่ยวกับโรงเรียน แบบจำลองทางกายภาพในโรงเรียนพบได้ค่อนข้างน้อย เพราะโดยทั่วไปมีราคาแพงมากที่จะจัดหา ตัวอย่างที่พอมีคือครัวที่จัดขึ้นในห้องเรียนคหกรรมศาสตร์ หรือชั้นเรียนธุรกิจศึกษาที่จัดเป็นสำนักงาน มีเคาน์เตอร์ให้บริการและสถานีคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกที่แพง และโรงเรียนจำนวนมากไม่มีกำลังพอ ในทางกลับกัน ปลายฝั่งนามธรรมอย่างบทบาทสมมติแทบไม่มีต้นทุน
Figure 8.1 หน้า 177, ผู้นำเสนอคนที่ 3 30
หัวข้อ 6 ขั้นตอนดำเนินการและการถอดบทเรียน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 6 IIIIIIIVV
หัวข้อ6 Models of reality หน้า177 ย่อหน้าย่อหน้าขั้นตอนดำเนินการ

ขั้นตอนที่เป็นสาระ และขั้นที่ห้ามข้าม The essential procedural steps in models of reality

Source textp. 177

The essential procedural steps in models of reality commence with the teacher establishing a scenario (what is happening), students agreeing to abide by the rules of the model, and then a lengthy period of participation.

All forms of simulations and role-play should also finish with a thorough debriefing session.

“Debriefing is a very important feature of any model of reality (especially role-play and simulations) and must be incorporated within the curriculum.”

คำแปลหน้า 177

ขั้นตอนดำเนินการที่เป็นสาระของแบบจำลองความเป็นจริง เริ่มต้นด้วยการที่ครูตั้งฉากสถานการณ์ขึ้นมา (ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น) ผู้เรียนตกลงที่จะปฏิบัติตามกฎของแบบจำลองนั้น จากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาการเข้าร่วมที่ยาวนานพอสมควร

สถานการณ์จำลองและบทบาทสมมติทุกรูปแบบ ควรจบลงด้วยช่วงการถอดบทเรียนอย่างถี่ถ้วนด้วยเช่นกัน

“การถอดบทเรียนเป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากของแบบจำลองความเป็นจริงทุกชนิด (โดยเฉพาะบทบาทสมมติและสถานการณ์จำลอง) และจะต้องถูกบรรจุไว้ภายในหลักสูตร”

หมายเหตุการแปล คำว่า debriefing มาจากการทหาร หมายถึงการซักถามหลังปฏิบัติภารกิจเพื่อสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น ในบริบทการศึกษาคือช่วงที่ครูพาผู้เรียนย้อนทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นในสถานการณ์จำลองและมีความหมายอย่างไร กลุ่มแปลว่า "การถอดบทเรียน" ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในวงการศึกษาไทย
ข้อความว่า must be incorporated within the curriculum สำคัญมากในบริบทของบทนี้ เพราะเป็นจุดที่ Print บอกว่าขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของนักพัฒนาหลักสูตรที่ต้องเขียนลงในเอกสาร ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของครูหน้าชั้น
ต้นฉบับยังเสนอให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการค้นคว้าธรรมชาติของแบบจำลองที่ตนใช้ด้วย เช่น ในสถานการณ์จำลองการซื้อขายหุ้น ผู้เรียนอาจค้นว่าอะไรคือนิยามของผู้ค้าหลักทรัพย์ และหุ้นซื้อขายกันอย่างไร
6 Models of reality หน้า 177, ผู้นำเสนอคนที่ 3 31
หัวข้อ 6 ทรงพลังที่สุด แต่ถูกใช้น้อยที่สุด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 6 IIIIIIIVV
หัวข้อ6 Models of reality หน้า178 ย่อหน้าฝั่งข้อจำกัด และย่อหน้าปิดหัวข้อ

ประโยคปิดหัวข้อที่แหลมคมที่สุด One of the most underutilised, yet effective, strategies available

Source textp. 178

“For some forms of learning to be effective, the student simply has to learn by doing.”

“Yet the disadvantages of replicating reality have meant that for many students in schools, models of reality are almost unknown teaching–learning strategies.”

“Teachers often don’t employ them because they are very time consuming, have questionable learner effects in terms of achieving curriculum goals, require substantial additional teacher preparation and usually demand teachers change their standard classroom procedures.”

Consequently models of reality remain, in schools, one of the most underutilised, yet effective, learning–teaching strategies available.

คำแปลหน้า 178

“สำหรับการเรียนรู้บางรูปแบบที่จะให้ได้ผลนั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเท่านั้น”

“กระนั้น ข้อเสียของการจำลองความเป็นจริงก็ทำให้แบบจำลองความเป็นจริงกลายเป็นยุทธวิธีการเรียนการสอนที่ผู้เรียนจำนวนมากในโรงเรียนแทบไม่รู้จัก”

“ครูมักไม่นำมันมาใช้เพราะมันใช้เวลามาก มีผลต่อผู้เรียนที่ยังตั้งคำถามได้ในแง่การบรรลุเป้าหมายของหลักสูตร เรียกร้องการเตรียมการเพิ่มเติมของครูอย่างมาก และมักเรียกร้องให้ครูเปลี่ยนขั้นตอนมาตรฐานในห้องเรียนของตน”

ผลที่ตามมาคือ ในโรงเรียน แบบจำลองความเป็นจริงยังคงเป็นหนึ่งในยุทธวิธีการเรียนการสอนที่ถูกใช้น้อยที่สุด ทั้งที่มีประสิทธิผลมากที่สุด เท่าที่มีให้เลือก

หมายเหตุการแปล ประโยคปิดหัวข้อใช้โครงสร้าง the most underutilised, yet effective ซึ่งวางคำสองคำที่ขัดกันไว้คู่กันโดยเจตนา คือถูกใช้น้อยที่สุดแต่ได้ผลที่สุด ผู้แปลต้องรักษาความขัดแย้งนี้ไว้ ไม่ควรแปลให้ราบเรียบเป็น "ยังถูกใช้ไม่มากนัก"
สังเกตด้วยว่าที่นี่ Print เขียนว่า learning–teaching strategies โดยสลับลำดับคำ จากที่ใช้ว่า teaching–learning strategies ตลอดทั้งบท
เรียบเรียง ต้นฉบับยังระบุด้วยว่าตารางสอนของโรงเรียนมักไม่เอื้อ เพราะเริ่มและจบสถานการณ์จำลองภายในคาบ 40 นาทีได้ยาก และครูจำนวนมากไม่รู้วิธีดำเนินการยุทธวิธีเหล่านี้ให้ได้ผล ขณะที่ในการฝึกอบรมวิชาชีพ เช่น การฝึกลูกเรือและพนักงานต้อนรับของสายการบิน ยุทธวิธีนี้กลับเป็นสิ่งจำเป็น
6 Models of reality หน้า 178, ผู้นำเสนอคนที่ 3 32
หัวข้อ Other teaching–learning strategies 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
หัวข้อปิดของส่วนยุทธวิธี IIIIIIIVV
หัวข้อOther teaching–learning strategies หน้า179 ย่อหน้าที่ 1 และย่อหน้าเรื่องความเป็นจริง

การฝึกซ้ำไม่ใช่ยุทธวิธีที่เจ็ด More a method of reinforcement than a learning strategy

Source textp. 179

Some writers distinguish practice/drill as a separate strategy (Saylor et al., 1981; Marsh, 1986), although they may be considered more a method of reinforcement than a learning strategy.

The important point here is that learning is usually acquired elsewhere and the practice or drill serves to consolidate that learning.

While reality may be an effective teacher it is rarely an efficient, systematic and thorough teacher where learning through a specifically designed curriculum can be extrapolated from one context to another.

คำแปลหน้า 179

นักเขียนบางคนแยกการฝึกและการทำซ้ำออกมาเป็นยุทธวิธีต่างหาก (Saylor และคณะ, 1981; Marsh, 1986) แม้ว่ามันอาจถูกพิจารณาว่าเป็นวิธีการเสริมแรง มากกว่าจะเป็นยุทธวิธีการเรียนรู้

ประเด็นสำคัญในที่นี้คือ การเรียนรู้มักถูกได้มาจากที่อื่นแล้ว และการฝึกหรือการทำซ้ำทำหน้าที่ทำให้การเรียนรู้นั้นมั่นคงขึ้น

แม้ความเป็นจริงอาจเป็นครูที่มีประสิทธิผล แต่มันแทบไม่เคยเป็นครูที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และถี่ถ้วน ในแบบที่การเรียนรู้ผ่านหลักสูตรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะจะสามารถขยายจากบริบทหนึ่งไปสู่อีกบริบทหนึ่งได้

เรียบเรียง ต้นฉบับระบุว่าในโรงเรียน การฝึกและการทำซ้ำถูกใช้อย่างต่อเนื่องในวิชาอย่างคณิตศาสตร์ พลศึกษา และนาฏศิลป์ บทบาทการเสริมแรงที่มันทำนั้นสำคัญ แต่โดยทั่วไปเป็นความรับผิดชอบของครูในฐานะผู้ใช้หลักสูตร มากกว่าของนักพัฒนาหลักสูตร
ส่วนเรื่องความเป็นจริง Print ยกตัวอย่างการเรียนแล่นเรือใบว่า เรียนจากการลองผิดลองถูกในสถานการณ์จริงก็ได้ แต่การหัดแล่นเรือใบลำเล็กเตรียมเราให้พร้อมสำหรับเรือใบแข่งเดินสมุทรได้เพียงระดับหนึ่ง ขณะที่การเรียนผ่านหลักสูตรของโรงเรียนสอนแล่นเรือจะให้ทักษะทั่วไปและทักษะเฉพาะที่ถ่ายโอนไปยังบริบทอื่นได้
Other teaching–learning strategies หน้า 179, ผู้นำเสนอคนที่ 3 33
Figure 8.2 Teaching–learning strategies 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพจากต้นฉบับ IIIIIIIVV ข้อความปลายแกนทั้งหกบรรทัดยกจากภาพ 8.2 หน้า 179 ตามที่พิมพ์จริง

Figure 8.2 Teaching–learning strategies ความต่อเนื่องของยุทธวิธีทั้งหกบนสามแกนพร้อมกัน

ปลายซ้ายของแกน

Low reality
High teacher participation
Low learner involvement

ความเป็นจริงต่ำ
ครูมีส่วนร่วมสูง
ผู้เรียนเข้ามาเกี่ยวข้องน้อย

ปลายขวาของแกน

High reality
Low teacher participation
High learner involvement

ความเป็นจริงสูง
ครูมีส่วนร่วมต่ำ
ผู้เรียนเข้ามาเกี่ยวข้องมาก

1 Exposition 2 Interactive teaching 3 Small groups 4 Individualisation 5 Inquiry 6 Models of reality
จุดที่กลุ่มอยากให้สังเกตมากที่สุดของหน้านี้ ลำดับที่ปรากฏในภาพ 8.2 ของฉบับที่กลุ่มใช้ เรียงจากซ้ายไปขวาว่า Exposition, Interactive teaching, Small groups, Individualisation, Inquiry, Models of reality ส่วนลำดับหัวข้อในเนื้อความคือ 4 Inquiry teaching แล้วจึง 5 Individualisation
กลุ่มรายงานทั้งสองลำดับไว้ตามที่เห็น และไม่สรุปว่าลำดับใดถูกหรือผิด เพราะภาพนี้เรียงตามระดับการเข้ามาเกี่ยวข้องของผู้เรียนบนความต่อเนื่อง ส่วนเนื้อความเรียงตามลำดับหัวข้อของบท ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน ทั้งนี้ฉบับพิมพ์ที่ต่างกันอาจจัดวางต่างกันได้ ผู้ฟังที่ถือฉบับอื่นจึงอาจเห็นไม่ตรงกับที่แสดงไว้นี้
Figure 8.2 หน้า 179, ผู้นำเสนอคนที่ 3 34
กิจกรรมโต้ตอบ กดเลือกจุดบนความต่อเนื่องของภาพ 8.2 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV เรียงตามลำดับที่ปรากฏในภาพ 8.2 หน้า 179 ของฉบับที่กลุ่มใช้

กดเลือกจุด แล้วดูว่า สามแกนขยับสวนทางกันอย่างไร

ระดับความเป็นจริงReality ต่ำ สูง
การมีส่วนร่วมของครูTeacher participation ต่ำ สูง
การเข้ามาเกี่ยวข้องของผู้เรียนLearner involvement ต่ำ สูง

Figure 8.2 หน้า 179, ผู้นำเสนอคนที่ 3 35
สรุปหกกลุ่มยุทธวิธีทั้งหมด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ปิดส่วนของยุทธวิธี IIIIIIIVV ตารางนี้กลุ่มสังเคราะห์ขึ้นจากเนื้อความ ไม่ใช่ตารางในหนังสือ

หกกลุ่ม พร้อมหน้าอ้างอิงของแต่ละกลุ่ม

ลำดับ ชื่อหัวข้อในหนังสือ หน้า คำแปลที่กลุ่มใช้ ประโยคที่ใช้นิยาม
1 Expository teaching 167 ถึง 169 การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว transmission of information in a single direction from a source to learners
2 Interactive teaching 169 ถึง 170 การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ deliberate encouragement of interaction between learner and teacher
3 Small-group teaching/discussion 170 ถึง 172 การสอนแบบกลุ่มย่อย division of a class into small groups which work relatively independently
4 Inquiry teaching/problem solving 172 ถึง 174 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ learners are actively engaged in determining answers to questions or resolving problems
5 Individualisation 174 ถึง 176 การจัดการเรียนรู้รายบุคคล learners complete tasks appropriate to their ability level and proceed at their own pace
6 Models of reality 176 ถึง 179 แบบจำลองความเป็นจริง replicate the real world by creating models of the salient features of that world
ส่งไม้ต่อให้ผู้นำเสนอคนที่ 4 เมื่อมียุทธวิธีให้เลือกถึงหกกลุ่ม คำถามถัดไปคือจะเลือกอย่างไร หัวข้อ Criteria for selecting learning activities หน้า 180 ถึง 184 ตอบคำถามนี้ โดยเสนอแบบจำลองการกรองสี่ชั้นในภาพ 8.3 พร้อมหลักการเรียนรู้ 12 ข้อของ Wheeler ที่แทรกไว้ก่อนหน้า
สรุปหกกลุ่มยุทธวิธี, ผู้นำเสนอคนที่ 3 36
หัวข้อ Criteria for selecting learning activities 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 4 IIIIIIIVV
หัวข้อCriteria for selecting learning activities หน้า180 ย่อหน้าที่ 1 ถึง 3 ของหัวข้อ

ประโยคที่ผู้เขียนพูดในนามตนเอง It is my belief that curriculum developers have a responsibility

Source textp. 180

It is my belief that curriculum developers have a responsibility to advocate appropriate teaching–learning strategies for a curriculum even if they believe that classroom teachers will make their own strategy selections based upon their own criteria.

“While teacher professionalism and autonomy should not be diminished, the curriculum developer may have very important reasons for recommending particular strategies.”

Ultimately, however, it is the teacher’s professional decision as to which specific strategies will be employed to teach the content in the curriculum.

คำแปลหน้า 180

ข้าพเจ้าเชื่อว่านักพัฒนาหลักสูตรมีความรับผิดชอบที่จะต้องเสนอแนะยุทธวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับหลักสูตรหนึ่ง ๆ แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อว่าครูในห้องเรียนจะเลือกยุทธวิธีของตนเองโดยอาศัยเกณฑ์ของตนเองก็ตาม

“แม้ความเป็นวิชาชีพและความเป็นอิสระของครูไม่ควรถูกลดทอนลง แต่นักพัฒนาหลักสูตรก็อาจมีเหตุผลที่สำคัญมากในการเสนอแนะยุทธวิธีบางอย่างเป็นการเฉพาะ”

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่ายุทธวิธีเฉพาะใดจะถูกนำมาใช้สอนเนื้อหาในหลักสูตรนั้น เป็นการตัดสินใจเชิงวิชาชีพของครู

หมายเหตุการแปล วลี It is my belief เป็นจุดที่ผู้เขียนเปลี่ยนจากการรายงานวรรณกรรม มาเป็นการแสดงจุดยืนของตนเอง ผู้แปลควรรักษาสรรพนามบุรุษที่หนึ่งไว้ ไม่ควรแปลให้กลายเป็นข้อความเชิงข้อเท็จจริงทั่วไป เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าเป็นฉันทามติของสาขา
เรียบเรียง ตัวอย่างที่ต้นฉบับยกคือ หลักสูตรประวัติศาสตร์ที่ต้องการให้เกิดความเข้าใจเชิงเห็นอกเห็นใจ นักพัฒนาอาจเสนอแนะสถานการณ์จำลอง บทบาทสมมติ และการอภิปรายกลุ่มย่อย ซึ่งจะช่วยให้ครูประวัติศาสตร์บรรลุเจตนารมณ์ที่ต้องการได้ และหากครูต้องการผลตามที่ระบุไว้ในเอกสารหลักสูตร ก็ควรใช้ยุทธวิธีที่เสนอแนะไว้ในลักษณะที่ระบุ แม้จะขัดกับขั้นตอนมาตรฐานของตนก็ตาม
Criteria for selecting learning activities หน้า 180, ผู้นำเสนอคนที่ 4 37
เกณฑ์ที่นักวิชาการเสนอไว้ก่อนหน้า 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 4 IIIIIIIVV
หัวข้อCriteria for selecting learning activities หน้า180 ถึง 181 ย่อหน้าย่อหน้า McNeil, Zais, Brady และ ย่อหน้านำเข้าสู่ Wheeler

สามชุดเกณฑ์ก่อนหน้า และเหตุผลที่ยังไม่พอ Several authors have posited criteria

Source textpp. 180 to 181

“McNeil (1985) argued for philosophical criteria, psychological criteria, technological criteria, criteria from pressure groups and practicality as a criterion in the procedure for selecting teaching–learning strategies.”

While these criteria are valuable, some of them lack direct practical application for school curricula.

“Zais (1976:355–64) suggested aims, goals and objectives; foundation commitments; content; and students’ experience as appropriate criteria.”

“Brady (1992), however, argues for the selection criteria to include variety, scope, validity, appropriateness and relevance as means by which to judge learning activities.”

However, there is probably more agreement amongst educators over the principles of learning than there is about learning theories.

คำแปลหน้า 180 ถึง 181

“แมกนีล (ค.ศ. 1985) เสนอเกณฑ์เชิงปรัชญา เกณฑ์เชิงจิตวิทยา เกณฑ์เชิงเทคโนโลยี เกณฑ์จากกลุ่มกดดัน และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ให้เป็นเกณฑ์หนึ่งในกระบวนการเลือกยุทธวิธีการเรียนการสอน”

แม้เกณฑ์เหล่านี้จะมีคุณค่า แต่บางข้อขาดการนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้โดยตรงกับหลักสูตรของโรงเรียน

“ไซส์ (ค.ศ. 1976 หน้า 355 ถึง 364) เสนอ จุดหมาย เป้าหมายและจุดประสงค์ พันธะผูกพันต่อฐานคิดของหลักสูตร เนื้อหา และประสบการณ์ของผู้เรียน ให้เป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม”

“ส่วนเบรดี (ค.ศ. 1992) เสนอว่าเกณฑ์การเลือกควรครอบคลุมความหลากหลาย ขอบเขต ความตรง ความเหมาะสม และความสัมพันธ์กับผู้เรียน ในฐานะเครื่องมือที่ใช้ตัดสินกิจกรรมการเรียนรู้”

อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักการศึกษานั้น น่าจะมีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องหลักการเรียนรู้ มากกว่าที่มีในเรื่องทฤษฎีการเรียนรู้

ข้อสังเกตของกลุ่ม เกณฑ์ทั้งสามชุดข้างต้นบอกว่าควรคำนึงถึงอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าควรคำนึงถึงตามลำดับใด สิ่งที่ Print เพิ่มเข้ามาในภาพ 8.3 จึงไม่ใช่รายการเกณฑ์ใหม่ แต่คือลำดับการใช้เกณฑ์
ประโยคสุดท้ายเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนใช้อธิบายว่าทำไมจึงเลือกยกหลักการเรียนรู้ 12 ข้อของ Wheeler มาแทรก ก่อนจะเสนอแบบจำลองของตนเอง คือเพราะหลักการเรียนรู้เป็นสิ่งที่นักการศึกษาเห็นตรงกันมากกว่าทฤษฎี หน้าถัดไปคือหลักการทั้ง 12 ข้อนั้น ในรูปแบบการ์ดพลิกสองภาษา
Criteria for selecting learning activities หน้า 180 ถึง 181, ผู้นำเสนอคนที่ 4 38
กิจกรรมโต้ตอบ หลักการเรียนรู้ 12 ข้อของ Wheeler 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV Wheeler (1967:130) อ้างใน Print หน้า 181 ยกมาครบทั้ง 12 ข้อ

กดการ์ดเพื่อเปิดดูเต็มจอพร้อมคำแปล

พลิกแล้ว 0 จาก 12
ธีมที่ 1การมีส่วนร่วมเชิงรุก ข้อ 1 และ 2
ธีมที่ 2เป้าหมายและแรงจูงใจของแต่ละคน ข้อ 3 และ 7
ธีมที่ 3การทำซ้ำและการเสริมแรง ข้อ 4 และ 5
ธีมที่ 4ความแตกต่างระหว่างบุคคล ข้อ 8 และ 11
ธีมที่ 5การถ่ายโอนและการเรียนรู้หลายอย่างพร้อมกัน ข้อ 9 และ 12
Wheeler (1967:130) อ้างใน Print หน้า 181, ผู้นำเสนอคนที่ 4 39
Figure 8.3 Selection of learning activities 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพจากต้นฉบับ IIIIIIIVV
หัวข้อFigure 8.3 Selection of learning activities หน้า181 ถึง 182 ย่อหน้าย่อหน้านำเข้าภาพ และย่อหน้าอธิบายภาพ

กระบวนการกรองสี่ชั้น A 'percolating' procedure

Source textpp. 181 to 182

Figure 8.3 suggests that a ‘percolating’ procedure is helpful to teachers seeking to select the most effective teaching–learning strategies for curriculum development and for the teaching of a curriculum’s content in their classrooms.

“In this model, the process of percolating through the four levels is set within the broader context of the curriculum conception favoured by curriculum developers.”

The model advocated in figure 8.3 suggests four criteria that curriculum developers may use which can serve the function of sifting through a range of learning activities to determine the most appropriate for a curriculum.

“These criteria are objectives, appropriateness, resources available and constraints.”

คำแปลหน้า 181 ถึง 182

ภาพ 8.3 เสนอว่ากระบวนการ ‘กรอง’ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับครูซึ่งกำลังแสวงหายุทธวิธีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลที่สุด ทั้งเพื่อการพัฒนาหลักสูตร และเพื่อการสอนเนื้อหาของหลักสูตรในห้องเรียนของตน

“ในแบบจำลองนี้ กระบวนการกรองผ่านสี่ระดับถูกวางไว้ภายในบริบทที่กว้างกว่า คือมโนทัศน์หลักสูตรที่นักพัฒนาหลักสูตรนิยม”

แบบจำลองที่เสนอไว้ในภาพ 8.3 เสนอเกณฑ์สี่ข้อที่นักพัฒนาหลักสูตรอาจใช้ได้ ซึ่งทำหน้าที่ร่อนกรองผ่านกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนหนึ่ง เพื่อหากิจกรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหลักสูตร

“เกณฑ์เหล่านี้คือ จุดประสงค์ ความเหมาะสม ทรัพยากรที่มีอยู่ และข้อจำกัด”

หมายเหตุการแปล คำว่า percolating มาจากการกรองกาแฟ คือของเหลวไหลผ่านตัวกรองทีละชั้น และแต่ละชั้นกักบางอย่างไว้ Print ใส่เครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยวคร่อมคำนี้ในต้นฉบับ แสดงว่าใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ
สังเกตว่าในหน้า 182 ผู้เขียนเรียกแบบจำลองนี้ว่า method-selection algorithm และในหน้า 184 เรียกว่า model or algorithm คำว่า algorithm มีน้ำหนักแข็งกว่าคำว่าแนวทาง เพราะหมายถึงลำดับขั้นตอนที่กำหนดไว้แน่นอน ผู้แปลจึงไม่ควรลดทอนเป็นเพียง "แนวทาง"
ภาพ 8.3 ในหนังสือเป็นแผนภาพลูกศรแนวดิ่งสี่ชั้น เรียงว่า Objectives, Learners, Resources, Constraints
Figure 8.3 หน้า 181 ถึง 182, ผู้นำเสนอคนที่ 4 40
หัวข้อย่อย Objectives 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อObjectives หน้า182 ย่อหน้าที่ 1 และย่อหน้าปิดหัวข้อย่อย

ตัวกรองชั้นแรกและมีอำนาจมากที่สุด The first barrier or sifting layer

Source textp. 182

The first barrier or sifting layer that curriculum developers must pass learning activities through is to determine if they can achieve the stated objectives.

“Many learning activities are available to the curriculum developer and the teacher to select from but only a few may be appropriate to facilitate the curriculum’s intention.”

The major point to be made in applying the objectives criterion of the method-selection algorithm is that the type of method or techniques selected by the curriculum developer is primarily dependent upon the nature of the objectives involved.

คำแปลหน้า 182

ด่านแรกหรือชั้นร่อนกรองชั้นแรกที่นักพัฒนาหลักสูตรต้องส่งกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเข้าไป คือการตัดสินว่ากิจกรรมเหล่านั้นสามารถบรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้ได้หรือไม่

“มีกิจกรรมการเรียนรู้มากมายให้นักพัฒนาหลักสูตรและครูเลือก แต่มีเพียงไม่กี่อย่างที่อาจเหมาะสมกับการเอื้อให้เจตนารมณ์ของหลักสูตรเป็นจริง”

ประเด็นสำคัญของการใช้เกณฑ์จุดประสงค์ในกระบวนวิธีการเลือกวิธีสอนนี้ คือ ประเภทของวิธีการหรือเทคนิคที่นักพัฒนาหลักสูตรเลือกนั้น ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของจุดประสงค์ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

ตัวอย่างสามกรณีที่ต้นฉบับยกไว้ หนึ่ง ถ้าจุดประสงค์ต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจการทำงานของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อย่างตะเกียงบุนเสน ยุทธวิธีปฏิสัมพันธ์และถ่ายทอดทางเดียวย่อมเหมาะสม แต่ยุทธวิธีสืบเสาะไม่เหมาะ สอง แต่ถ้าจุดประสงค์ของหลักสูตรวิทยาศาสตร์เดียวกันต้องการให้ผู้เรียนใช้ปิเปตได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย วิธีปฏิสัมพันธ์ วิธีกลุ่มย่อย และอาจรวมถึงการจัดการเรียนรู้รายบุคคล จึงจะใช้ได้ สาม ถ้าจุดประสงค์เน้นความเข้าใจเชิงเห็นอกเห็นใจทางวัฒนธรรมในวรรณคดี ยุทธวิธีสืบเสาะและแบบจำลองความเป็นจริงเหมาะสมกว่าถ่ายทอดและปฏิสัมพันธ์อย่างมาก
ต้นฉบับสรุปว่ากระบวนการนี้ตอกย้ำความจำเป็นของถ้อยแถลงเจตนารมณ์ที่สร้างมาอย่างดีและใช้ถ้อยคำชัดเจน
Objectives หน้า 182, ผู้นำเสนอคนที่ 4 41
หัวข้อย่อย Learner appropriateness 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อLearner appropriateness หน้า183 ย่อหน้าทั้งหัวข้อย่อย

ความสอดคล้องกับคุณลักษณะของผู้เรียน Consistent with the characteristics of the students involved

Source textp. 183

Having limited the range of potential methods to those which satisfy the needs of the curriculum’s objectives, it is important for curriculum developers to consider which of the remaining methods are consistent with the characteristics of the students involved, namely, the students’ interests, abilities and levels of development.

Expository and inquiry strategies, for example, may be more appropriate to the formal operations level, although for different reasons.

“In earlier stages, drill and repetition may be more appropriate as might individualisation and small groups.”

คำแปลหน้า 183

เมื่อได้จำกัดขอบเขตของวิธีการที่เป็นไปได้ให้เหลือเฉพาะวิธีที่ตอบสนองความต้องการของจุดประสงค์ของหลักสูตรแล้ว เป็นเรื่องสำคัญที่นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องพิจารณาว่า วิธีการที่เหลืออยู่วิธีใดสอดคล้องกับคุณลักษณะของผู้เรียนที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ความสนใจ ความสามารถ และระดับพัฒนาการของผู้เรียน

ตัวอย่างเช่น ยุทธวิธีถ่ายทอดทางเดียวและยุทธวิธีสืบเสาะ อาจเหมาะสมกว่ากับระดับปฏิบัติการเชิงรูปนัย แม้จะด้วยเหตุผลที่ต่างกันก็ตาม

“ในขั้นก่อนหน้านั้น การฝึกซ้ำและการทำซ้ำอาจเหมาะสมกว่า เช่นเดียวกับการจัดการเรียนรู้รายบุคคลและกลุ่มย่อย”

จุดที่ต้องอ่านอย่างระวัง วลี although for different reasons เป็นวลีสั้นที่ผู้แปลมักตัดทิ้ง แต่มีความหมายมาก เพราะบอกว่ายุทธวิธีถ่ายทอดกับยุทธวิธีสืบเสาะเหมาะกับขั้นปฏิบัติการเชิงรูปนัยด้วยเหตุผลคนละอย่าง ยุทธวิธีถ่ายทอดต้องการผู้เรียนที่ประมวลข้อมูลนามธรรมจากคำพูดได้เอง ส่วนการสืบเสาะต้องการผู้เรียนที่ตั้งและทดสอบสมมติฐานอย่างเป็นระบบได้
เรียบเรียง ต้นฉบับระบุว่าในแง่หนึ่ง เกณฑ์นี้ถูกพิจารณาไปแล้วตั้งแต่ตอนเลือกจุดประสงค์ เพราะเมื่อใช้เกณฑ์ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุตามบทที่ 6 นักพัฒนาที่รอบคอบย่อมคำนึงถึงอายุ ความสามารถทั่วไป และขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาไปแล้ว ส่วนการเชื่อมกับพัฒนาการนั้นอ้างถึงนักจิตวิทยาพัฒนาการอย่าง Jean Piaget
Learner appropriateness หน้า 183, ผู้นำเสนอคนที่ 4 42
หัวข้อย่อย Resources 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 3 IIIIIIIVV
หัวข้อResources หน้า183 ย่อหน้าทั้งหัวข้อย่อย

มีอยู่หรือไม่ และว่างเมื่อไร Do these resources exist and are they available at the required time?

Source textp. 183

“Some methods will require access to hardware (for example, film projectors, computers, tape-recorders) and software (for example, films, computer programs, tapes).”

But do these resources exist within the institution and are they available at the required time?

An objective that required students to observe the action of the ocean waves in practice is extremely difficult for students in Alice Springs!

“When each potential method is assessed in terms of this criterion, the number of viable methods remaining is likely to be reduced substantially further.”

คำแปลหน้า 183

“วิธีการบางอย่างจะต้องเข้าถึงฮาร์ดแวร์ (เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง) และซอฟต์แวร์ (เช่น ฟิล์มภาพยนตร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เทปบันทึกเสียง)”

แต่ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่ภายในสถาบันหรือไม่ และมีให้ใช้ได้ในเวลาที่ต้องการหรือเปล่า

จุดประสงค์ที่กำหนดให้ผู้เรียนสังเกตการเคลื่อนไหวของคลื่นทะเลจากของจริงนั้น เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนที่เมืองอลิซสปริงส์

“เมื่อประเมินวิธีการที่เป็นไปได้แต่ละวิธีด้วยเกณฑ์นี้ จำนวนวิธีการที่ยังใช้การได้ซึ่งเหลืออยู่ มีแนวโน้มจะลดลงไปอีกอย่างมาก”

หมายเหตุการแปล ประโยคเรื่องอลิซสปริงส์เป็นการเล่นกับความรู้ทางภูมิศาสตร์ของผู้อ่านชาวออสเตรเลีย เพราะอลิซสปริงส์เป็นเมืองกลางทะเลทรายที่อยู่ห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุดกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ต้นฉบับจบประโยคด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์เพื่อแสดงน้ำเสียงขบขัน
เมื่อแปลเป็นไทย ผู้ฟังอาจไม่ทราบบริบทนี้ กลุ่มจึงเลือกคงชื่อเมืองไว้แล้วอธิบายเพิ่มในหมายเหตุ แทนที่จะเปลี่ยนเป็นชื่อจังหวัดของไทย เพราะการเปลี่ยนตัวอย่างถือเป็นการดัดแปลง ไม่ใช่การแปล
ข้อสังเกตของกลุ่ม คำถามในประโยคที่สองเป็นคำถามสองชั้น คือมีอยู่หรือไม่ กับว่างให้ใช้ในเวลาที่ต้องการหรือไม่ สองคำถามนี้ไม่เหมือนกัน โรงเรียนอาจมีห้องปฏิบัติการหนึ่งห้อง แต่ถ้าถูกจองเต็มทุกคาบก็เท่ากับไม่มี
Resources หน้า 183, ผู้นำเสนอคนที่ 4 43
หัวข้อย่อย Constraints 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 4 IIIIIIIVV
หัวข้อConstraints หน้า184 ย่อหน้าทั้งหัวข้อย่อย และย่อหน้าปิดแบบจำลอง

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือเวลา Perhaps the most significant constraint in schools is time

Source textp. 184

Closely allied to the criterion of resource availability is the notion that in all teaching–learning situations there is a number of constraints that operate to further reduce the choice of the ideal (or most appropriate) methods.

Perhaps the most significant constraint in schools is time.

“Another constraint might be a teacher’s recognition of his/her own limitations.”

The model further suggests that developers have an intimate knowledge of the institution for which the curriculum is being developed in order to select methods effectively.

คำแปลหน้า 184

สิ่งที่เกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับเกณฑ์ความพร้อมของทรัพยากร คือความคิดที่ว่า ในทุกสถานการณ์การเรียนการสอนย่อมมีข้อจำกัดจำนวนหนึ่งที่ทำงานอยู่ เพื่อลดทางเลือกของวิธีการในอุดมคติ (หรือวิธีการที่เหมาะสมที่สุด) ให้แคบลงไปอีก

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในโรงเรียนน่าจะเป็นเรื่องเวลา

“ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งอาจเป็นการที่ครูตระหนักถึงขีดจำกัดของตนเอง”

แบบจำลองนี้ยังบ่งชี้ต่อไปอีกว่า นักพัฒนาหลักสูตรต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถาบัน ที่หลักสูตรนั้นกำลังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ จึงจะเลือกวิธีการได้อย่างมีประสิทธิผล

เรียบเรียง ตัวอย่างเรื่องเวลาที่ต้นฉบับยกคือ หลังพิจารณาเกณฑ์สามชั้นแรกครบแล้ว อาจสรุปว่าทัศนศึกษาหรือการออกภาคสนามเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับจุดประสงค์นั้น แต่ทัศนศึกษาอาจกินเวลาครึ่งวันและสร้างความไม่พอใจให้เพื่อนร่วมงานบางคน ขณะที่การนำเสนอด้วยสื่อโสตทัศน์อาจให้ผลกระทบใกล้เคียงกันภายในเวลาเพียงยี่สิบนาที และมีแรงต้านน้อยกว่ามาก
ส่วนขีดจำกัดของครูนั้น ต้นฉบับระบุว่าครูบางคนอาจรู้สึกอึดอัดกับเสียงที่เกิดจากการอภิปรายกลุ่มและสถานการณ์จำลอง หรือกับความวุ่นวายที่ดูเหมือนไร้ระเบียบอันเป็นผลจากการเรียนตามจังหวะของแต่ละคน
ข้อจำกัดอื่นที่ระบุไว้เป็นรายการ ได้แก่ งบประมาณที่มี, ความพร้อมของบุคลากร เช่น สำหรับงานภาคสนามและการสอนเป็นทีม, นโยบายของโรงเรียน และนโยบายขององค์กรส่วนกลาง
Constraints หน้า 184, ผู้นำเสนอคนที่ 4 44
กิจกรรมโต้ตอบ เครื่องกรองสี่ชั้นจากภาพ 8.3 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ สามจังหวะ กฎ ออกแบบ ประเมิน IIIIIIIVV จังหวะที่ 1 ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตรรกะการกรองอ้างเกณฑ์ในต้นฉบับ หน้า 182 ถึง 184

ตั้งเงื่อนไขสี่ชั้น แล้วดูว่า อะไรรอดถึงปลายทาง

กรองให้เสร็จก่อน จึงจะเรียกบอทได้
Figure 8.3 หน้า 181 ถึง 184, ผู้นำเสนอคนที่ 4 45
สรุปหัวข้อ Criteria ก่อนส่งไม้ต่อ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ปิดหัวข้อ Criteria IIIIIIIVV ตารางนี้กลุ่มสังเคราะห์จากหัวข้อย่อยทั้งสี่

สี่ชั้น พร้อมประโยคที่ใช้นิยามแต่ละชั้น

ชั้น หัวข้อย่อยในหนังสือ หน้า คำถามที่ชั้นนั้นถาม ประเภทของเกณฑ์
1 Objectives
จุดประสงค์
182 กิจกรรมนี้บรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้ได้หรือไม่ เป็นตัวกรองที่มีอำนาจมากที่สุด ความเหมาะสมทางการศึกษา
2 Learner appropriateness
ความเหมาะสมกับผู้เรียน
183 สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถ และระดับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ ความเหมาะสมทางการศึกษา
3 Resources
ทรัพยากร
183 ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มีอยู่ในสถาบันหรือไม่ และว่างในเวลาที่ต้องใช้หรือเปล่า ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
4 Constraints
ข้อจำกัด
184 เวลา ขีดจำกัดของครู งบประมาณ บุคลากร นโยบายโรงเรียนและนโยบายส่วนกลาง ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
โครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในลำดับสี่ชั้น สองชั้นแรกถามว่าควรใช้หรือไม่ในเชิงการศึกษา ส่วนสองชั้นหลังถามว่าใช้ได้จริงหรือไม่ในเชิงปฏิบัติ การเรียงเช่นนี้ทำให้คำถามเชิงคุณค่ามาก่อนคำถามเชิงความเป็นไปได้เสมอ ถ้ากลับลำดับ จะได้กิจกรรมที่ทำได้แต่ไม่ตอบจุดประสงค์
ส่งไม้ต่อ เมื่อเลือกกิจกรรมได้แล้ว หัวข้อสุดท้ายของบทถามว่าจะเรียงร้อยกิจกรรมเหล่านั้นข้ามเวลาอย่างไร
สรุปหัวข้อ Criteria, ผู้นำเสนอคนที่ 4 47
หัวข้อ Organising learning activities 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้นำเสนอคนที่ 5 IIIIIIIVV
หัวข้อOrganising learning activities หน้า184 ถึง 185 ย่อหน้าที่ 1 ถึง 2 ของหัวข้อ

ประโยคที่ผู้เขียนยอมรับข้อจำกัดของสาขาตนเอง Little research or writing is available in the curriculum field

Source textpp. 184 to 185

Little research or writing is available in the curriculum field that deals with the issue of organising or structuring learning activities.

“In part this is due to the strong tradition of classroom teachers determining the appropriate learning activities for their students.”

“Teachers claim, quite reasonably, that their experience, their knowledge of the learners’ abilities and the school context places them in a unique position to organise learning activities.”

Nevertheless, three criteria proposed by Tyler (1949) have become accepted in the field as a rule-of-thumb basis for organising learning activities.

คำแปลหน้า 184 ถึง 185

มีงานวิจัยหรืองานเขียนน้อยมากในสาขาหลักสูตร ที่จัดการกับประเด็นเรื่องการจัดระเบียบหรือการจัดโครงสร้างกิจกรรมการเรียนรู้

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธรรมเนียมอันเข้มแข็งที่ให้ครูในห้องเรียนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับผู้เรียนของตน”

“ครูอ้างอย่างสมเหตุสมผลว่า ประสบการณ์ของพวกเขา ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียน และบริบทของโรงเรียน ทำให้พวกเขาอยู่ในฐานะที่ไม่มีใครแทนได้ในการจัดระเบียบกิจกรรมการเรียนรู้”

กระนั้นก็ตาม เกณฑ์สามข้อที่ไทเลอร์ (ค.ศ. 1949) เสนอไว้ ก็ได้รับการยอมรับในสาขานี้ ในฐานะฐานคิดแบบใช้คร่าว ๆ สำหรับการจัดระเบียบกิจกรรมการเรียนรู้

หมายเหตุการแปล วลี rule-of-thumb basis แปลว่าฐานคิดแบบใช้คร่าว ๆ หรือหลักการที่ใช้กะประมาณเอา ไม่ใช่หลักการที่ผ่านการพิสูจน์เชิงประจักษ์ ผู้แปลไม่ควรยกระดับเป็น "หลักการ" เฉย ๆ เพราะจะทำให้ข้อความดูหนักแน่นกว่าที่ผู้เขียนตั้งใจ
ข้อสังเกตของกลุ่ม ประโยคแรกเป็นการที่ผู้เขียนตำราประกาศช่องว่างทางวิชาการไว้กลางเล่ม เมื่อเทียบกับบทที่ 7 เรื่องการจัดเนื้อหาซึ่งมีฐานเรื่องขอบเขตและลำดับที่แน่นกว่ามาก ตรงนี้เป็นจุดที่นักวิจัยสายหลักสูตรและการสอนใช้อ้างเพื่อชี้ช่องว่างของงานวิจัยได้
ต้นฉบับยังให้เหตุผลเพิ่มอีกสองข้อ คือธรรมชาติอันซับซ้อนของการเรียนรู้และความหลากหลายของอิทธิพลที่ส่งผลต่อแต่ละบุคคล และการที่การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ยาวนาน จึงยากจะแยกแยะระหว่างตัวแปรที่มีอิทธิพล
Organising learning activities หน้า 184 ถึง 185, ผู้นำเสนอคนที่ 5 48
หัวข้อย่อย Continuity 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ข้อที่ 1 IIIIIIIVV
หัวข้อContinuity หน้า185 ย่อหน้าทั้งหัวข้อย่อย

การกล่าวซ้ำในแนวดิ่ง Continuity

Source textp. 185

Tyler (1949) defined continuity as ‘. . . the vertical reiteration of major curriculum elements’.

This means that if an objective emphasises particular processes such as inquiry skills, then these skills require repetition at various points along the curriculum in order that learners may have repeated exposure to and opportunity to practise this activity.

คำแปลหน้า 185

ไทเลอร์ (ค.ศ. 1949) นิยามความต่อเนื่องว่าเป็น ‘. . . การกล่าวซ้ำในแนวดิ่งขององค์ประกอบหลักของหลักสูตร’

สิ่งนี้หมายความว่า หากจุดประสงค์เน้นกระบวนการเฉพาะอย่าง เช่น ทักษะการสืบเสาะ ทักษะเหล่านั้นก็ต้องการการทำซ้ำ ณ จุดต่าง ๆ ตลอดหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนได้สัมผัสซ้ำ ๆ และมีโอกาสได้ฝึกฝนกิจกรรมนี้

หมายเหตุการแปล คำว่า reiteration แปลว่าการกล่าวซ้ำหรือการย้ำซ้ำ ต่างจาก repetition ที่แปลว่าการทำซ้ำเฉย ๆ Tyler เลือกใช้คำที่มีนัยของการย้ำสิ่งเดิมโดยตั้งใจ ไม่ใช่การบังเอิญเกิดซ้ำ คำว่า vertical ในที่นี้หมายถึงแนวดิ่งของเวลา คือข้ามภาคเรียนหรือข้ามปีการศึกษา ซึ่งจะไปตรงข้ามกับคำว่า horizontal ในเกณฑ์ข้อที่สาม
ข้อสังเกตของกลุ่ม เกณฑ์ข้อนี้ใช้ตรวจหลักสูตรได้ทันที เพียงถามว่าทักษะเป้าหมายที่ระบุไว้ในจุดประสงค์ ปรากฏซ้ำในกี่จุดของโครงสร้างหลักสูตร ถ้าปรากฏเพียงครั้งเดียว เกณฑ์ข้อนี้ยังไม่ผ่าน
Continuity หน้า 185, ผู้นำเสนอคนที่ 5 49
หัวข้อย่อย Sequence 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ข้อที่ 2 IIIIIIIVV
หัวข้อSequence หน้า185 ย่อหน้าทั้งหัวข้อย่อย

ไม่ใช่แค่ทำซ้ำ แต่ต้องยากขึ้น Sequence

Source textp. 185

“This concept is an extension of continuity.”

Sequence requires that the activity not only be repeated, but also that it progresses from simple to complex.

“This hierarchical organisation of learning activities may occur within a subject or theme over a period such as a year, as well as progress through many years of schooling.”

Taba (1962:296) refers to sequencing as ‘cumulative learning’, a term which seems quite appropriate.

คำแปลหน้า 185

“มโนทัศน์นี้เป็นส่วนขยายของความต่อเนื่อง”

การจัดลำดับเรียกร้องว่ากิจกรรมไม่เพียงต้องถูกทำซ้ำเท่านั้น แต่ยังต้องก้าวหน้าจากง่ายไปสู่ซับซ้อนด้วย

“การจัดระเบียบกิจกรรมการเรียนรู้แบบเป็นลำดับชั้นเช่นนี้ อาจเกิดขึ้นภายในวิชาหรือหัวเรื่องหนึ่ง ตลอดช่วงเวลาหนึ่งเช่นหนึ่งปี ตลอดจนก้าวหน้าไปตลอดหลายปีของการศึกษาในโรงเรียน”

ทาบา (ค.ศ. 1962 หน้า 296) เรียกการจัดลำดับว่า ‘การเรียนรู้แบบสะสม’ ซึ่งเป็นคำที่ดูจะเหมาะสมทีเดียว

หมายเหตุการแปล คำว่า cumulative learning กลุ่มแปลว่า "การเรียนรู้แบบสะสม" เพราะภาพของคำคือการทับถมกันขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ต่อเนื่องกัน วลี a term which seems quite appropriate เป็นการที่ Print แสดงความเห็นชอบกับคำของ Taba ซึ่งผู้แปลควรรักษาไว้ เพราะเป็นการประเมินของผู้เขียน
ตัวอย่างที่ต้นฉบับยกคือการอ่าน ซึ่งได้ทักษะพื้นฐานมาก่อน แล้วจึงเพิ่มคำศัพท์ที่ซับซ้อน แล้วต่อด้วยการอ่านเชิงความเข้าใจที่ซับซ้อนขึ้นในภายหลัง
ข้อควรระวัง คำว่า sequence ปรากฏทั้งในบทที่ 7 และบทที่ 8 แต่เป็นคนละระดับ ในบทที่ 7 หมายถึงลำดับของเนื้อหา ส่วนในบทที่ 8 หมายถึงลำดับของกิจกรรม เวลานำไปอ้างในงานวิชาการต้องระบุให้ชัดว่าอ้างระดับใด
Sequence หน้า 185, ผู้นำเสนอคนที่ 5 50
หัวข้อย่อย Integration 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ข้อที่ 3 IIIIIIIVV
หัวข้อIntegration หน้า185 ถึง 186 ย่อหน้าทั้งหัวข้อย่อย

ความสัมพันธ์ในแนวราบ Integration

Source textpp. 185 to 186

The third criterion suggested by Tyler refers to the horizontal relationship between learning activities.

Tyler’s intention was that at any point in time, the learning activities are so related that they provide a unified and integrated experience for the learner.

Traditionally, educators have not performed well according to this criterion, claiming instead that the responsibility for integration lies with the learner.

“As well, it appears difficult to entice educators out of the shell of their subject areas and so promote integration.”

คำแปลหน้า 185 ถึง 186

เกณฑ์ข้อที่สามที่ไทเลอร์เสนอ กล่าวถึงความสัมพันธ์ในแนวราบระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้

เจตนาของไทเลอร์คือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง กิจกรรมการเรียนรู้ต้องสัมพันธ์กันจนถึงขั้นที่ มอบประสบการณ์อันเป็นเอกภาพและบูรณาการให้แก่ผู้เรียน

ตามธรรมเนียมที่ผ่านมา นักการศึกษาทำได้ไม่ดีนักตามเกณฑ์ข้อนี้ โดยอ้างแทนว่าความรับผิดชอบต่อการบูรณาการนั้นอยู่ที่ตัวผู้เรียน

“นอกจากนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะล่อให้นักการศึกษาออกมาจากเปลือกของสาขาวิชาของตน เพื่อส่งเสริมการบูรณาการ”

หมายเหตุการแปล คำว่า entice แปลว่าล่อหรือชักจูงด้วยสิ่งจูงใจ ซึ่งมีน้ำเสียงต่างจาก persuade ที่แปลว่าโน้มน้าว การเลือกใช้คำนี้บ่งว่าผู้เขียนมองว่านักการศึกษาไม่ได้อยากออกมาเอง ส่วนคำว่า shell of their subject areas เป็นภาพเปรียบเทียบว่าสาขาวิชาเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ ผู้แปลควรรักษาภาพนี้ไว้ ไม่ควรแปลราบเป็น "ขอบเขตของสาขาวิชา"
ตัวอย่างที่ต้นฉบับยกคือ กิจกรรมในวิชาวรรณคดีอังกฤษอาจเกี่ยวข้องกับทักษะการทำแผนที่จากวิชาภูมิศาสตร์ ตลอดจนทักษะการค้นคว้าจากวิชาพฤกษศาสตร์
ข้อสังเกตของกลุ่ม สองประโยคหลังเป็นการวิจารณ์วงการของผู้เขียนเอง ไม่ใช่การรายงานผลวิจัย ผู้แปลจึงควรคงน้ำเสียงวิจารณ์ไว้ และผู้นำเสนอควรระบุให้ชัดว่านี่คือความเห็นของ Print
Integration หน้า 185 ถึง 186, ผู้นำเสนอคนที่ 5 51
หัวข้อ Summary รายการสรุปท้ายบท 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ปิดบท IIIIIIIVV
หัวข้อSummary หน้า186 ย่อหน้ารายการสรุปหกข้อ

รายการสรุปที่ผู้เขียนเขียนเอง Summary

Source textp. 186
  1. “Learning activities include those specific activities offered to learners that will allow them to understand curriculum content and so achieve the stated objectives.”
  2. “A wide variety of activities, particularly teaching methods, is available and should be used appropriately.”
  3. “Curriculum developers should recommend the use of a variety of learning activities which are consistent with the objectives and content.”
  4. “A model for the selection of appropriate learning activities considers in descending hierarchical order:”
    — Objectives. — The learner. — Resource availability. — Constraints.
คำแปลหน้า 186
  1. “กิจกรรมการเรียนรู้ครอบคลุมกิจกรรมเฉพาะที่จัดให้แก่ผู้เรียน ซึ่งจะทำให้พวกเขาเข้าใจเนื้อหาของหลักสูตร และโดยผลนั้นจึงบรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้”
  2. “กิจกรรมที่หลากหลายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะวิธีสอน มีอยู่ให้เลือกและควรถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม”
  3. “นักพัฒนาหลักสูตรควรเสนอแนะให้ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหา”
  4. “แบบจำลองสำหรับการเลือกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม พิจารณาตามลำดับชั้นจากมากไปน้อยดังนี้”
    จุดประสงค์ ผู้เรียน ความพร้อมของทรัพยากร ข้อจำกัด
เรียบเรียง รายการสรุปยังมีอีกสองข้อที่ไม่ได้ยกมาแสดงในกล่องข้างต้น ข้อหนึ่งไล่ชื่อยุทธวิธีทั้งหกพร้อมคำนิยามสั้น ๆ ของแต่ละกลุ่ม และเพิ่ม Reality เข้ามาเป็นรายการสุดท้าย โดยระบุว่าเป็นการที่ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านประสบการณ์นอกสถาบันการศึกษา อีกข้อหนึ่งระบุว่าการจัดระเบียบกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ต่างจากเนื้อหาตรงที่มีแนวทางซึ่งอิงงานวิจัยและวรรณกรรมอยู่น้อยมาก โดยข้อเสนอที่มีได้แก่การจัดโครงสร้างตามความต่อเนื่อง การจัดลำดับ และการบูรณาการ
ข้อสังเกตของกลุ่ม ในรายการสรุปนี้ ผู้เขียนใช้คำว่า learning–teaching strategies โดยสลับลำดับคำ จากที่ใช้ว่า teaching–learning strategies เป็นหลักตลอดทั้งบท
Summary หน้า 186, ผู้นำเสนอคนที่ 5 52
สาธิตสด ศัพท์คำนี้ Print ใช้ในความหมายใด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
สาธิตสด LIVE IIIIIIIVV

ตัวอธิบายศัพท์ ในบริบทของบทที่ 8

ระบบตอบห้าช่องเสมอ คือ ความหมายทั่วไป ของคำนั้น, ความหมายเฉพาะที่ Print ใช้ในบทที่ 8, สิ่งที่คำนี้ต้องไม่ถูกสับสนด้วย, คำแปลไทยที่เสนอพร้อมเหตุผล และคำแปลไทยที่ควรเลี่ยง

ศัพท์ที่ลองแล้วน่าสนใจ ได้แก่ expository, percolating, models of reality, continuity, reiteration, cumulative learning, efficient เทียบกับ effective
ข้อจำกัด ระบบถูกล็อกให้ตอบเฉพาะคำที่ปรากฏในบทที่ 8 ถ้าคำที่ป้อนไม่อยู่ในบทนี้ ระบบจะบอกตรง ๆ แทนการเดา และห้ามอ้างเลขหน้าที่ไม่ได้ระบุไว้
คำอธิบายศัพท์จะแสดงที่นี่
พิมพ์ศัพท์ด้านซ้ายแล้วกดปุ่มเพื่อเริ่ม ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า API Key ให้กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้าย
หน้าสาธิตปัญญาประดิษฐ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 53
ประเด็นอภิปราย และรายการอ้างอิง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เปิดวง IIIIIIIVV

สามคำถามที่เกิดจากการแปลบทนี้

คำถามที่ 1

คำที่แปลยากที่สุด

คู่คำ activities กับ experiences ในหน้า 164 เป็นเส้นแบ่งที่ทั้งบทตั้งอยู่บนนั้น ในภาษาไทยเรามีคู่คำที่แยกเจตนากับผลลัพธ์ได้คมเท่านี้หรือไม่ และการที่หลักสูตรไทยมักเขียนจุดประสงค์ด้วยคำอย่าง "ตระหนัก" หรือ "ซาบซึ้ง" สะท้อนอะไรตามเกณฑ์ของ Zais

คำถามที่ 2

สองลำดับในเล่มเดียว

ลำดับหัวข้อในเนื้อความกับลำดับจุดในภาพ 8.2 ไม่เหมือนกัน ในฐานะผู้แปล เราควรรายงานทั้งสองลำดับไว้ หรือควรเลือกลำดับใดลำดับหนึ่งให้ผู้อ่าน และถ้าเป็นงานแปลที่จะตีพิมพ์ ควรใส่เชิงอรรถบอกฉบับพิมพ์ที่ใช้หรือไม่

คำถามที่ 3

ตัวอย่างที่ผูกกับบริบท

ตัวอย่างอลิซสปริงส์ในหน้า 183 อาศัยความรู้ภูมิศาสตร์ออสเตรเลีย ผู้แปลควรคงชื่อเมืองไว้แล้วอธิบายเพิ่ม หรือเปลี่ยนเป็นบริบทไทยเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจทันที เส้นแบ่งระหว่างการแปลกับการดัดแปลงอยู่ตรงไหน

รายการอ้างอิง

ต้นฉบับที่กลุ่มแปล
Print, M. (1993). Curriculum development and design (2nd ed.). Sydney: Allen & Unwin. Chapter 8: Learning activities, pp. 164 to 186.

แหล่งที่ผู้เขียนอ้างถึงภายในบทที่ 8
Barry, K., & King, L. (1988).
Brady, L. (1992).
Cole, P., & Chan, L. (1987).
Hattie, J. (1992). อ้างข้อความจากหน้า 9
Joyce, B., & Weil, M. (1992). Models of teaching (4th ed.).
McNeil, J. (1985).
Marsh, C. (1986).
Pratt, D. (1980).
Reynolds, M. (1989).
Saylor, J. G., Alexander, W., & Lewis, A. J. (1981). อ้างหน้า 271 ถึง 294 และหน้า 288
Taba, H. (1962). อ้างข้อความจากหน้า 296
Tyler, R. W. (1949).
Wheeler, D. K. (1967). อ้างรายการจากหน้า 130
Zais, R. (1976). อ้างข้อความจากหน้า 350, 352 และหน้า 355 ถึง 364

หมายเหตุเรื่องการอ้างอิง
รายชื่อข้างต้นคัดจากที่ปรากฏในเนื้อความบทที่ 8 เท่านั้น รายละเอียดบรรณานุกรมฉบับเต็มอยู่ในส่วน References ของหนังสือ ตั้งแต่หน้า 250 เป็นต้นไป ทั้งหมดนี้เป็นการอ้างอิงทุติยภูมิผ่าน Print (1993) ผู้ที่จะนำไปอ้างในงานวิชาการควรตรวจสอบกับต้นฉบับปฐมภูมิอีกครั้ง

ปิดการนำเสนอ, ผู้นำเสนอคนที่ 5 54
ภาคผนวก อภิธานศัพท์สองภาษาและคำแปลที่ตกลงใช้ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำรองไว้ตอบคำถาม

ศัพท์ 16 คำ พร้อมเหตุผลของการเลือกคำ

ต้นฉบับ ปรากฏหน้า คำแปลที่ใช้ เหตุผล และคำแปลที่กลุ่มเลี่ยง
learning activities 164 กิจกรรมการเรียนรู้ เลี่ยง "กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน" เพราะเป็นคนละมโนทัศน์กับระบบการศึกษาไทย
learning experiences 164 ประสบการณ์การเรียนรู้ ต้องต่างจากคำบนให้ขาด เพราะเป็นเส้นแบ่งเจตนากับผลลัพธ์ที่ทั้งบทตั้งอยู่บนนั้น
learning opportunities 164 โอกาสในการเรียนรู้ อยู่ฝั่งเจตนา เช่นเดียวกับ learning activities
teaching–learning strategies 164 ยุทธวิธีการเรียนการสอน เลือก "ยุทธวิธี" แทน "กลวิธี" เพราะเป็นการตัดสินใจระดับหลักสูตร ไม่ใช่เทคนิคย่อยหน้าชั้น
expository teaching 167 การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว เลี่ยง "การสอนแบบบรรยาย" เพราะต้นฉบับรวมการสาธิต งานอ่าน และสื่อโสตทัศน์ไว้ด้วย
passive receivers 167 ผู้รับสารในลักษณะตั้งรับ เลี่ยง "ผู้รับสารเชิงรับ" ซึ่งฟังคลุมเครือ
efficient เทียบ effective 169 มีประสิทธิภาพ เทียบ มีประสิทธิผล คู่คำที่ใช้ตลอดทั้งบท ห้ามใช้สลับกัน efficient คือคุ้มทรัพยากร effective คือได้ผลการเรียนรู้
dollops of feedback 169 ข้อมูลย้อนกลับเป็นกอง ๆ คงภาพของคำไว้ เลี่ยง "ข้อมูลย้อนกลับจำนวนมาก" ซึ่งทำให้น้ำเสียงไม่เป็นทางการของ Hattie หายไป
pooling of ignorance 171 การรวมความไม่รู้เข้าไว้ด้วยกัน แปลตรงตัวเพื่อรักษาน้ำเสียงเชิงวิจารณ์
models of reality 176 แบบจำลองความเป็นจริง เลี่ยง "สถานการณ์จำลอง" เพราะเป็นเพียงหนึ่งในสี่ประเภทตามภาพ 8.1
debriefing 177 การถอดบทเรียน ใช้คำที่วงการศึกษาไทยคุ้นเคย เลี่ยงทับศัพท์
percolating procedure 181 กระบวนการกรอง ต้นฉบับใส่อัญประกาศเดี่ยวคร่อมคำ แสดงว่าใช้เชิงเปรียบเทียบกับการกรองกาแฟ
algorithm 182, 184 กระบวนวิธี เลี่ยง "แนวทาง" ซึ่งอ่อนกว่าต้นฉบับ คำนี้หมายถึงลำดับขั้นตอนที่กำหนดไว้แน่นอน
reiteration 185 การกล่าวซ้ำ ต่างจาก repetition ที่แปลว่าการทำซ้ำ คำนี้มีนัยของการย้ำสิ่งเดิมโดยตั้งใจ
cumulative learning 185 การเรียนรู้แบบสะสม คำของ Taba ที่ Print เห็นชอบด้วย ภาพของคำคือการทับถมกันขึ้นไป
rule-of-thumb basis 185 ฐานคิดแบบใช้คร่าว ๆ ห้ามยกระดับเป็น "หลักการ" เฉย ๆ เพราะจะหนักแน่นกว่าที่ผู้เขียนตั้งใจ
ภาคผนวก 55
ภาคผนวก ดัชนีหัวข้อและหน้าในหนังสือ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำรองไว้ตอบคำถาม

เปิดหนังสือตามได้ทันที ทุกหัวข้อและทุกภาพ

ลำดับ หัวข้อตามที่พิมพ์ในหนังสือ หน้า หน้าสไลด์ ผู้นำเสนอ
0 ส่วนเปิดบท ข้อความของ Zais และย่อหน้าบอกภาระของบท 164 4 ถึง 7 คนที่ 1
1 Learning activities in the curriculum process 164 ถึง 166 8 ถึง 11 คนที่ 1
2 Teaching–learning strategies 166 ถึง 167 12 ถึง 14 คนที่ 2
2.1 1 Expository teaching 167 ถึง 169 15 ถึง 17 คนที่ 2
2.2 2 Interactive teaching 169 ถึง 170 18 ถึง 19 คนที่ 2
2.3 3 Small-group teaching/discussion 170 ถึง 172 20 ถึง 23 คนที่ 2
2.4 4 Inquiry teaching/problem solving 172 ถึง 174 24 ถึง 26 คนที่ 3
2.5 5 Individualisation 174 ถึง 176 27 ถึง 28 คนที่ 3
2.6 6 Models of reality พร้อม Figure 8.1 หน้า 177 176 ถึง 179 29 ถึง 32 คนที่ 3
2.7 Other teaching–learning strategies พร้อม Figure 8.2 หน้า 179 179 33 ถึง 36 คนที่ 3
3 Criteria for selecting learning activities รวม Wheeler 12 ข้อ และ Figure 8.3 หน้า 181 180 ถึง 182 37 ถึง 40 คนที่ 4
3.1 ถึง 3.4 Objectives, Learner appropriateness, Resources, Constraints 182 ถึง 184 41 ถึง 46 คนที่ 4
4 Organising learning activities รวม Continuity, Sequence, Integration 184 ถึง 186 47 ถึง 50 คนที่ 5
5 Summary 186 51 คนที่ 5
ภาคผนวก 56
ภาคผนวก บันทึกการตัดสินใจของกลุ่มผู้แปล 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำรองไว้ตอบคำถาม

หกเรื่องที่กลุ่มตัดสินใจแล้วและพร้อมอธิบาย

เรื่องที่ 1

ปริมาณข้อความที่ยกมา

บทที่ 8 มีประมาณ 8,742 คำ กลุ่มยกข้อความต้นฉบับมา 133 ข้อความ รวมราว 2,900 คำ หรือประมาณหนึ่งในสามของบท โดยเลือกประโยคที่ทำหน้าที่นิยาม อ้าง หรือสรุป บวกรายการที่ผู้เขียนเขียนเป็นข้อ ๆ ซึ่งตัดทอนไม่ได้โดยไม่เสียความ ส่วนที่เหลือเรียบเรียงเป็นไทย เหตุผลที่ไม่ยกทั้งบทคือ ข้อความเต็มย่อหน้าอ่านไม่ออกจริงบนจอ และการทำซ้ำทั้งบทเกินขอบเขตการยกมาเพื่อการศึกษา

เรื่องที่ 2

การสะกดผิดในต้นฉบับ

กลุ่มพบคำที่สะกดผิดในตัวเล่มสามคำ คือ incude หน้า 166, interdispersed หน้า 169 และ appproaches หน้า 176 กลุ่มยกมาตามที่ปรากฏจริงโดยไม่แก้ไข และระบุไว้ในหมายเหตุของหน้านั้น ๆ

เรื่องที่ 3

สองลำดับในเล่มเดียว

เนื้อความวาง Inquiry เป็นข้อ 4 และ Individualisation เป็นข้อ 5 ส่วนภาพ 8.2 หน้า 179 ในฉบับที่กลุ่มใช้ วาง Individualisation ไว้ก่อน กลุ่มเดินตามลำดับของเนื้อความ แล้วรายงานลำดับของภาพไว้ตามที่ปรากฏ ไม่ตัดสินว่าลำดับใดถูกหรือผิด

เรื่องที่ 4

ตัวอย่างที่ผูกกับบริบท

ตัวอย่างอลิซสปริงส์ในหน้า 183 กลุ่มคงชื่อเมืองไว้แล้วอธิบายเพิ่มในหมายเหตุ แทนที่จะเปลี่ยนเป็นชื่อจังหวัดไทย เพราะการเปลี่ยนตัวอย่างถือเป็นการดัดแปลง ไม่ใช่การแปล

เรื่องที่ 5

คำที่สลับลำดับ

ผู้เขียนใช้ teaching–learning strategies เป็นหลักตลอดบท แต่ในหน้า 178 และในรายการสรุปหน้า 186 กลับใช้ learning–teaching strategies กลุ่มยกมาตามที่ปรากฏจริงในแต่ละที่ และตั้งข้อสังเกตไว้

เรื่องที่ 6

การอ้างอิงทุติยภูมิ

ชื่อผู้แต่งทั้งหมดที่ปรากฏในบทนี้ ได้แก่ Zais, Hattie, Tyler, Taba, Wheeler และอื่น ๆ กลุ่มไม่ได้อ่านต้นฉบับปฐมภูมิ แต่อ้างผ่าน Print (1993) ทุกหน้าที่กล่าวถึงจึงระบุไว้ว่าเป็นการอ้างอิงทุติยภูมิ

วิธีตรวจสอบความถูกต้องของข้อความที่ยกมา ข้อความภาษาอังกฤษทุกประโยคในสไลด์ชุดนี้ ผ่านการตรวจเทียบกับไฟล์ต้นฉบับของหนังสือด้วยสคริปต์ โดยเทียบแบบอักขระต่ออักขระหลังตัดช่องว่างส่วนเกิน หากพบว่าไม่ตรงแม้แต่คำเดียว จะถูกรายงานทันที ผู้ฟังสามารถขอให้เปิดหนังสือตรวจสอบทีละประโยคได้ตามหน้าที่กำกับไว้
ภาคผนวก 57
ภาคผนวก แผนเวลา 60 นาที และแผนสำรอง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำหรับซ้อมนำเสนอ

แผนเวลาและจุดส่งไม้ต่อ

ผู้พูด หน้าสไลด์ เวลา ข้อควรระวังบนเวที
เปิด 1 ถึง 3 3 นาที หน้า 2 ต้องอธิบายโครงสี่ชั้นให้ครบ เพราะผู้ฟังจะใช้โครงนี้อ่านทั้ง 50 หน้าที่เหลือ
คนที่ 1 4 ถึง 11 10 นาที หน้า 7 คือหัวใจของทั้งบท ให้เวลามากที่สุด อ่านต้นฉบับดัง ๆ หนึ่งรอบก่อนอ่านคำแปล
คนที่ 2 12 ถึง 23 13 นาที หน้า 15 ถึง 21 เดินให้เร็ว อย่าอ่านต้นฉบับทุกประโยค เลือกอ่านเฉพาะที่ทำตัวหนาไว้ หน้า 23 แบบฝึกให้เล่นเพียง 3 ข้อ ไม่เกิน 3 นาที
คนที่ 3 24 ถึง 36 14 นาที องก์ที่ยาวที่สุด หน้า 34 เรื่องสองลำดับในเล่มเดียวคือจุดขายทางวิชาการ อย่ารีบผ่าน พูดให้ชัดว่ากลุ่มรายงาน ไม่ได้ตัดสิน หน้า 35 ให้กดเพียง 3 จุดจากหก คือจุดที่ 1 จุดที่ 3 และจุดที่ 6 เพื่อให้เห็นแท่งสวนทางชัดที่สุด
คนที่ 4 37 ถึง 46 12 นาที หน้า 39 การ์ด Wheeler ให้เปิดโมดัลเพียง 3 ถึง 4 ข้อ อย่าเปิดครบ หน้า 45 เครื่องกรองคือไฮไลต์ ให้ผู้ฟังทายก่อนว่าอะไรจะรอด แล้วค่อยกดกรอง จากนั้นจึงกดจังหวะที่ 2 และ 3 ประเด็นที่ต้องพูดคือ ส่วนที่เชื่อถือได้ที่สุดของหน้านี้คือส่วนที่ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จังหวะที่ 2 และ 3 ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ใช้เวลาเพิ่มประมาณ 1 นาที ข้ามได้ถ้าเวลาไม่พอ
คนที่ 5 47 ถึง 53 8 นาที หน้า 47 ประโยคที่ผู้เขียนยอมรับช่องว่างของสาขาตนเอง เป็นจุดที่กรรมการมักถามต่อ ปิดที่หน้า 53 เหลือเวลาถามตอบอย่างน้อย 10 นาที
แผนสำรองเมื่อเวลาไม่พอ ลำดับการตัด หนึ่ง ข้ามจังหวะที่ 2 และ 3 ของเครื่องกรองในหน้า 45 และตัดหน้าสาธิตตัวอธิบายศัพท์หน้า 52 สอง ตัดหน้า 22 และ 36 ซึ่งเป็นตารางสรุปของกลุ่ม สาม ยุบหน้า 41 ถึง 44 เหลือเดินตารางเดียวในหน้า 46
เมื่ออินเทอร์เน็ตมีปัญหา กิจกรรมโต้ตอบทั้งสี่ชุดในหน้า 23, 35, 39 และ 45 ทำงานได้ตามปกติโดยไม่ต้องต่อเน็ตและไม่ต้องมี API Key ส่วนจังหวะที่ 2 และ 3 ของหน้า 45 กับหน้า 52 ต้องมีทั้งสองอย่าง
การเรียกหน้าภาคผนวก หน้า 54 ถึง 57 ไม่ถูกนับในลำดับหลัก แถบล่างจะขึ้นว่า ภาคผนวก 01 ถึง 04 เรียกดูได้โดยกดลูกศรขวาต่อจากหน้า 53 อีกสี่ครั้ง จึงควรหยุดที่หน้า 53 เมื่อจบการนำเสนอ
ภาคผนวก 58
ผู้ช่วยถาม-ตอบ งานแปลบทที่ 8
ถามได้ทั้งเรื่องสาระของบท และเรื่องคำแปลของแต่ละประโยค

ตั้งค่า API Key ก่อนใช้งาน AI Demo

สไลด์นี้ประมวลผล AI แบบ client-side กรุณาใส่ API Key เพื่อเริ่มใช้หน้าสาธิตนี้ กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้ายได้ทุกเมื่อ

ตั้งค่า AI Model

Presets