เปิดเรื่อง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
Print (1993) บทที่ 8

กิจกรรมการเรียนรู้
Learning Activities

องค์ประกอบที่แปลงจุดมุ่งหมายและเนื้อหาให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน หกกลุ่มยุทธวิธี เกณฑ์การเลือกสี่ชั้น และเกณฑ์การจัดระเบียบสามข้อ

แปลและสังเคราะห์จาก Print, M. (1993). Curriculum Development and Design (2nd ed.), Chapter 8: Learning activities, หน้า 164 ถึง 186 นำเสนอห้าองก์โดยผู้พูดห้าคน พร้อมกิจกรรมโต้ตอบสี่ชุด และหน้าสาธิตปัญญาประดิษฐ์สามหน้า

งานกลุ่ม รายวิชา 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ ปร.ด. หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร 1
เหตุใดบทนี้จึงเป็นจุดที่หลักสูตรเป็นจริงหรือล้มเหลว 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
บทนำ IIIIIIIVV

เอกสารหลักสูตรที่ดีที่สุด ไม่มีความหมาย ถ้ากิจกรรมไม่พาไปถึง

เจตนาที่ดี จุดมุ่งหมายที่คมชัด เนื้อหาที่ยอดเยี่ยม และกระบวนการประเมินที่ไร้ที่ติ ล้วนไร้ประโยชน์ ถ้ากิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ได้ให้ประสบการณ์ที่มีผลลัพธ์ทางการศึกษาแก่เขา

Zais (1976, หน้า 350) อ้างใน Print (1993, หน้า 164) เป็นข้อความเปิดบทที่ 8

01

บทนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ในระยะพัฒนาของโมเดลสามระยะที่ Print เสนอไว้ท้ายบทที่ 3 ต่อจากจุดมุ่งหมาย (บทที่ 6) และเนื้อหา (บทที่ 7) แล้วส่งต่อให้การประเมิน (บทที่ 9)

02

บทนี้ทำอะไรสี่อย่าง

นิยามคำว่ากิจกรรมการเรียนรู้, สำรวจยุทธวิธีที่มีให้เลือก, เสนอแบบจำลองสำหรับเลือกกิจกรรม และวิเคราะห์วิธีจัดระเบียบกิจกรรมภายในหลักสูตร

03

ทำไมสำคัญกับวิชานี้

นี่คือจุดที่ "การพัฒนาหลักสูตร" กับ "การนำหลักสูตรไปใช้" มาบรรจบกัน นักพัฒนาเขียนข้อเสนอ แต่ครูเป็นผู้ตัดสินใจจริงหน้าชั้น

ประเด็นที่กลุ่มอยากให้จับไว้ตั้งแต่ต้น Print ไม่ได้ถือว่ากิจกรรมการเรียนรู้เป็นเรื่องเทคนิคปลายทาง แต่ถือเป็นองค์ประกอบของหลักสูตรที่นักพัฒนาต้องตัดสินใจและระบุลงในเอกสารหลักสูตร แม้จะรู้ว่าครูอาจเลือกต่างออกไปก็ตาม จุดยืนนี้จะกลับมาอีกครั้งในองก์ที่ 4
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 2
แผนที่การนำเสนอ ห้าองก์ ห้าผู้พูด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพรวม IIIIIIIVV

เดินจาก คำนิยาม สู่ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

องก์ หัวข้อ คำถามหลักที่องก์นั้นตอบ หน้าต้นฉบับ หน้าสไลด์
I ทำความเข้าใจคำและตำแหน่ง กิจกรรมการเรียนรู้คืออะไร ต่างจากประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไร และอยู่ตรงไหนของวงจรหลักสูตร 164 ถึง 166 1 ถึง 9
II สามกลุ่มยุทธวิธีที่ครูควบคุม ทำไมต้องใช้หลายยุทธวิธี และการสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว แบบมีปฏิสัมพันธ์ และแบบกลุ่มย่อย ทำงานอย่างไร 166 ถึง 172 10 ถึง 18
III สามกลุ่มยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม การจัดการเรียนรู้รายบุคคล การสืบเสาะหาความรู้ และแบบจำลองความเป็นจริง ให้อะไรที่สามกลุ่มแรกให้ไม่ได้ 172 ถึง 179 19 ถึง 29
IV เกณฑ์การเลือกกิจกรรม เมื่อมียุทธวิธีให้เลือกมากมาย จะกรองอย่างไรให้เหลือชุดที่ใช้ได้จริง 180 ถึง 184 30 ถึง 39
V การจัดระเบียบ วิพากษ์ และเชื่อมโยง เมื่อเลือกกิจกรรมได้แล้ว จะเรียงร้อยข้ามเวลาอย่างไร และกรอบปี 1993 ยังใช้ได้แค่ไหน 184 ถึง 186 40 ถึง 48
จุดตัดระหว่างองก์ที่ 2 กับองก์ที่ 3 มาจากต้นฉบับเอง ภาพ 8.2 ในหน้า 179 เรียงยุทธวิธีทั้งหกบนแกนการมีส่วนร่วมของครูจากมากไปน้อย กลุ่มจึงตัดตรงกลางของแกนนั้น สามกลุ่มแรกคือฝั่งที่ครูควบคุมสูง สามกลุ่มหลังคือฝั่งที่ผู้เรียนควบคุมสูง ไม่ใช่การแบ่งตามความสะดวกของกลุ่ม
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 3
ห้าคำที่ตำราใช้สลับกันจนสับสน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง IIIIIIIVV

คำห้าคำ ความหมายเดียว แต่มีเส้นแบ่งซ่อนอยู่หนึ่งเส้น

Print ระบุว่านักการศึกษาใช้ห้าคำนี้แทนกันได้ในทางปฏิบัติ ทุกคำอธิบายสิ่งเดียวกันคือ สิ่งที่ครูทำเพื่อเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ในตัวผู้เรียน หรือพูดอีกแบบคือ โอกาสที่หยิบยื่นให้ผู้เรียนเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้

01

โอกาสในการเรียนรู้

learning
opportunities

02

กิจกรรมการเรียนรู้

learning
activities

03

ประสบการณ์การเรียนรู้

learning
experiences

04

ยุทธวิธีการเรียนการสอน

teaching-learning
strategies

05

วิธีสอน

method

แต่วรรณกรรมเริ่มแยกให้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ Print ชี้ว่าความแตกต่างที่กำลังปรากฏชัดคือ เส้นแบ่งระหว่าง เจตนา กับ ผลลัพธ์ สามคำแรกกับคำที่สี่และห้าอยู่ฝั่งเจตนา ส่วนคำว่าประสบการณ์การเรียนรู้อยู่ฝั่งผลลัพธ์ หน้าถัดไปคือหัวใจของเส้นแบ่งนี้
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 4
เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดของบทนี้ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง IIIIIIIVV

สิ่งที่เราเสนอให้ ไม่เท่ากับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ฝั่งเจตนา สิ่งที่หลักสูตรควบคุมได้

learning opportunities, learning activities

  • เป็นสิ่งที่นักพัฒนาหลักสูตร กำหนดล่วงหน้าได้
  • เขียนลงในเอกสารหลักสูตรได้ ตรวจสอบได้ว่าทำหรือไม่ทำ
  • เป็นสิ่งที่บทที่ 8 ทั้งบทพูดถึง
ฝั่งผลลัพธ์ สิ่งที่ได้แค่หวัง

learning experiences

  • เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน จากกิจกรรมนั้น
  • อาจไม่ตรงกับที่ตั้งใจ และผู้เรียนอาจเรียนรู้สิ่งที่ไม่ได้วางแผนไว้
  • บางครั้งขัดแย้งกับจุดประสงค์ที่ระบุไว้ด้วยซ้ำ

ผู้วางแผนกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้โดยง่าย แต่เขาทำได้เพียงหวังว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะส่งผลเป็นประสบการณ์ตามที่ต้องการ

Zais (1976, หน้า 352) อ้างใน Print (1993, หน้า 165)

ผลที่ตามมาต่อการเขียนหลักสูตรและการวิจัย ถ้าเขียนหลักสูตรว่า "ผู้เรียนจะเกิดความตระหนัก" นั่นคือประสบการณ์ ควบคุมไม่ได้โดยตรง แต่ถ้าเขียนว่า "ผู้เรียนอภิปรายกรณีศึกษาในกลุ่มย่อยสี่คน แล้วนำเสนอข้อสรุป" นั่นคือกิจกรรม เขียนได้ ตรวจได้ และนำไปสู่การเลือกยุทธวิธีในองก์ถัดไปได้
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 5
นิยามที่ Print ใช้ตลอดทั้งบท 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง IIIIIIIVV

นิยามที่กว้างกว่าคำว่า วิธีสอน

กิจกรรมการเรียนรู้ คือกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนในสถานการณ์การเรียนการสอน ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนได้มาซึ่งเนื้อหาที่กำหนดไว้ และโดยผลนั้นทำให้บรรลุจุดประสงค์ที่ระบุ ตลอดจนเจตนารมณ์ของหลักสูตรในภาพกว้าง

Print (1993, หน้า 164 ถึง 165)

นิยามนี้ครอบคลุมสองฝั่งพร้อมกัน

ฝั่งที่ 1

ยุทธวิธีที่ครูวางแผน

ครอบคลุมยุทธวิธีการสอนหรือการจัดการเรียนการสอนทั้งหมดที่ครูวางแผนไว้ล่วงหน้า นี่คือส่วนที่คนทั่วไปนึกถึงเมื่อพูดถึงวิธีสอน

ฝั่งที่ 2

วิธีที่ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง

ครอบคลุมวิธีที่ผู้เรียนอาจเรียนรู้ได้เองภายในบริบทของห้องเรียนหรือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น การศึกษาอิสระ งานภาคสนาม และทัศนศึกษา

ข้อควรระวังในการแปล คำว่า learning activities ในบทนี้ ไม่เท่ากับ "กิจกรรมเสริมหลักสูตร" หรือ "กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน" ในความหมายที่ใช้ในระบบการศึกษาไทย แต่หมายถึงองค์ประกอบของหลักสูตรที่ตอบคำถามว่า เนื้อหาถูกส่งถึงผู้เรียนด้วยวิธีใด ซึ่งครอบคลุมทั้งการบรรยายในคาบเรียนปกติและกิจกรรมนอกห้องเรียน
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 6
ตำแหน่งในวงจรของกระบวนการหลักสูตร 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง IIIIIIIVV

กิจกรรมไม่ได้ลอยมาเดี่ยว ๆ แต่สืบทอดมาจากจุดมุ่งหมายและเนื้อหา

บทที่ 5
วิเคราะห์สภาพแวดล้อม

รู้ว่าผู้เรียนเป็นใคร โรงเรียนมีอะไร

บทที่ 6
เจตนารมณ์ของหลักสูตร

จุดหมาย เป้าหมาย จุดประสงค์

บทที่ 7
เนื้อหา

เลือกเนื้อหา จัดขอบเขตและลำดับ

บทที่ 8
กิจกรรมการเรียนรู้

เลือกยุทธวิธีที่ทำให้เนื้อหาถึงผู้เรียน

บทที่ 9
การประเมิน

ตรวจว่าบรรลุเจตนารมณ์หรือไม่

ตรรกะที่ Print ใช้

เนื้อหามาจากจุดมุ่งหมาย กิจกรรมมาจากเนื้อหา

เช่นเดียวกับที่เนื้อหาถูกสกัดมาจากถ้อยแถลงเรื่องจุดหมาย เป้าหมาย และจุดประสงค์ นักพัฒนาหลักสูตรก็ต้องหาทางทำให้เนื้อหานั้นเกิดผลจริงผ่านกิจกรรมที่เหมาะสม วิธีการที่เลือกจึงไม่เพียงสอนเนื้อหา แต่ยังช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้แต่แรกด้วย

ข้อสังเกตของ Print

นักพัฒนาที่ใกล้ชิดห้องเรียนเสนอกิจกรรมได้ดีกว่า

Print ระบุตรง ๆ ว่านักพัฒนาหลักสูตรที่ยังสัมผัสกับการปฏิบัติในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด มีแนวโน้มจะบรรจุยุทธวิธีที่เหมาะสมลงในหลักสูตรของตนมากกว่า ข้อนี้เป็นข้ออ้างที่ดีสำหรับการมีครูประจำการอยู่ในคณะทำงานพัฒนาหลักสูตร

องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 7
ตัวอย่างที่ 1 วิทยาศาสตร์ประถมปลาย 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง IIIIIIIVV

เดินตรรกะทีละขั้น จากจุดประสงค์ถึงยุทธวิธีจริง

ขั้นตอน สิ่งที่คณะครูผู้พัฒนาหลักสูตรทำ อ้างอิงองค์ประกอบ
1. จุดประสงค์ ต้องการให้นักเรียนประถมปลายตระหนักในมโนทัศน์และหลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น เจตนารมณ์ของหลักสูตร บทที่ 6
2. เนื้อหา พัฒนาความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่เหมาะสม เพื่อขยายหลักสูตรวิทยาศาสตร์ประถมเดิม และให้สอดคล้องกับระดับพัฒนาการทางปัญญาของผู้เรียน กำหนดให้เรียนเรื่องโลหะพื้นฐานและสมบัติของโลหะ เนื้อหา บทที่ 7
3. คำถามที่เกิดขึ้น เรารู้อะไรเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และตัวผู้เรียนของเรา ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้มาซึ่งเนื้อหาของหลักสูตรนี้ จุดเชื่อมเข้าสู่บทที่ 8
4. ยุทธวิธีที่เลือก เมื่อพิจารณาการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและเจตนารมณ์ที่ระบุไว้แล้ว คณะผู้พัฒนาเสนอว่าการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ผสมกับการทดลองปฏิบัติเป็นวิธีที่เหมาะสม กิจกรรมการเรียนรู้ บทที่ 8
5. ทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้ อาจเป็นการสาธิตและการนำเสนอด้วยสื่อโสตทัศน์ก็ได้ หรือภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง อาจใช้แนวทางการสืบเสาะหาความรู้ ทางเลือกที่ยังเปิดอยู่
สิ่งที่ตัวอย่างนี้พิสูจน์ การเลือกยุทธวิธีที่เหมาะสมสะท้อนความเข้าใจเชิงวิชาชีพของนักพัฒนาหลักสูตร ทั้งต่อภาระงานที่อยู่ตรงหน้าและต่อความต้องการของผู้เรียน โดยมีทิศทางมาจากองค์ประกอบของหลักสูตรที่ตัดสินใจไปก่อนแล้ว ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวของผู้สอน
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 8
ตัวอย่างที่ 2 เมื่อทั้งสาขาเปลี่ยนยุทธวิธี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง IIIIIIIVV

วิธีที่ "เคยทำกันมา" ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป

เดิม การสอนบริหารธุรกิจในระดับอุดมศึกษา
  • บรรยายอย่างเป็นทางการเป็นหลัก
  • เสริมด้วยกลุ่มอภิปรายบ้างเล็กน้อย
ใหม่ ริเริ่มโดย Harvard Graduate School of Business
  • การวิเคราะห์กรณีศึกษา
  • สถานการณ์จำลอง
  • การสืบเสาะแบบกลุ่มย่อย
  • การแสดงบทบาทสมมติ
  • รวมทั้งการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์
สมจริงขึ้น
วิธีการชุดใหม่ทำให้งานการเรียนรู้เรื่องการจัดการธุรกิจใกล้เคียงสภาพจริงมากขึ้น
มีค่ามากขึ้น
และทำให้การเรียนรู้นั้นมีคุณค่าต่อผู้เรียนมากขึ้นตามไปด้วย
ขยายผลได้
Print ระบุว่าตัวอย่างนี้ใช้เทียบเคียงกับหลักสูตรใด ๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่ได้ทั้งหมด
คำถามส่งต่อองก์ที่ 2 ถ้าวิธีที่คุ้นเคยไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป แล้วเรามีอะไรให้เลือกบ้าง และแต่ละอย่างแลกอะไรกับอะไร องก์ที่ 2 และ 3 จะไล่ยุทธวิธีทั้งหกกลุ่มที่ Print รวบรวมไว้ พร้อมข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละกลุ่ม
องก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง, ผู้นำเสนอคนที่ 1 9
เหตุผลสามข้อที่ต้องใช้ยุทธวิธีหลายแบบ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม IIIIIIIVV

ครูทุกคนควรมีคลังยุทธวิธี แต่หลักฐานบอกว่าส่วนใหญ่ใช้แคบเกินไป

Print ระบุว่าประสบการณ์และงานวิจัยชี้ตรงกันว่าความหลากหลายของวิธีการสำคัญต่อการสอนที่ได้ผล แต่ก็มีหลักฐานเช่นกันว่าครูใช้ยุทธวิธีในวงแคบ ทั้งที่การสอนของตนจะดีขึ้นได้ถ้าใช้วิธีการมากกว่านี้ ข้อโต้แย้งสามข้อต่อไปนี้ Print รวบรวมจาก Zais (1976), Pratt (1980), Joyce และ Weil (1992), Brady (1992) และ Saylor, Alexander และ Lewis (1981)

เหตุผลที่ 1

ผู้เรียนไม่ได้เรียนดีเท่ากันด้วยวิธีเดียวกัน

ผู้เรียนบางคนชอบเรียนผ่านการสืบเสาะหาความรู้ ขณะที่บางคนชอบแนวทางการถ่ายทอดมากกว่า ความแตกต่างนี้ไม่ใช่ความบกพร่องของผู้เรียน แต่เป็นเงื่อนไขที่หลักสูตรต้องรองรับ

เหตุผลที่ 2

บางวิธีเหมาะกับบางสถานการณ์เท่านั้น

การบรรยายไม่เหมาะเท่ากับงานกลุ่มย่อยหรืองานรายบุคคล เมื่อเป้าหมายคือการพัฒนามโนภาพแห่งตน ไม่มียุทธวิธีใดเหมาะ หรือหวังจะเหมาะ กับทุกบริบทการเรียนรู้ได้

เหตุผลที่ 3

ไม่มีวิธีใดเหนือกว่าในทุกสถานการณ์

วิธีหนึ่งอาจมีประสิทธิภาพสูงในบริบทหนึ่ง แต่ไร้ประสิทธิผลในอีกบริบท การบรรยายใช้ทรัพยากรได้คุ้มมาก แต่อาจไม่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจและประยุกต์ทักษะบางอย่างได้จริง เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์

ข้อสรุปที่ Print ดึงออกมาจากสามข้อนี้ ยุทธวิธีต้องจับคู่กับจุดประสงค์ เพื่อให้เลือกวิธีที่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด นี่คือประโยคที่จะกลายเป็นชั้นแรกของแบบจำลองการกรองในองก์ที่ 4
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 10
จากรายการยาวเหยียด สู่หกกลุ่มที่จัดการได้ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม IIIIIIIVV

Print ย่อแคตตาล็อกของคนอื่น เหลือ หกกลุ่มหลัก

แหล่งที่ 1

Saylor, Alexander และ Lewis (1981, หน้า 271 ถึง 294)

แคตตาล็อกแบบจำลองการสอนที่ครอบคลุมมาก ประกอบด้วย การบรรยาย, การอภิปรายและซักถาม, การดูและการฟัง, การสืบเสาะ, ระบบการสอน, การสอนแบบโปรแกรม, การฝึกและการทำซ้ำ, การแสดงบทบาทสมมติ, สถานการณ์จำลอง, กิจกรรมชุมชน, การสืบค้นแบบกลุ่ม, การใช้หลักนิติศาสตร์, การเรียนรู้อิสระ และซินเนคติกส์

แหล่งที่ 2

Joyce และ Weil (1992) Models of Teaching ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4

Print ระบุว่ากลุ่มยุทธวิธีชุดนี้คล้ายกับที่ Joyce และ Weil วิเคราะห์ไว้อย่างลึกซึ้งในหนังสือที่เป็นที่รู้จักกันดีเล่มนี้

สำหรับครูใหม่ Print แนะนำแหล่งเพิ่มเติมคือ Cole และ Chan (1987), Barry และ King (1988) และ Reynolds (1989)

หกกลุ่มหลักของ Print ตามลำดับที่ปรากฏในเนื้อความ

01 องก์นี้

การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว

Expository teaching

02 องก์นี้

การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์

Interactive teaching

03 องก์นี้

การสอนแบบกลุ่มย่อย

Small-group teaching

04 องก์ถัดไป

การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้

Inquiry teaching

05 องก์ถัดไป

การจัดการเรียนรู้รายบุคคล

Individualisation

06 องก์ถัดไป

แบบจำลองความเป็นจริง

Models of reality

Print ย้ำว่านี่เป็นการวิเคราะห์อย่างคร่าว ๆ เพื่อช่วยให้นักพัฒนาหลักสูตรจับคู่เนื้อหากับกิจกรรมได้ดีขึ้น ไม่ใช่การวิเคราะห์ยุทธวิธีอย่างลึกซึ้ง และเสนอให้มองยุทธวิธีทั้งชุดนี้เป็น เครื่องมือแก้ปัญหา เมื่อยุทธวิธีที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล ให้ย้อนกลับมาถามว่าเหมาะกับบริบทหรือไม่ แล้วใช้แบบจำลองในภาพ 8.3 หาวิธีที่เหมาะกว่า

องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 11
กลุ่มที่ 1 การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 1 IIIIIIIVV

Expository teaching ข้อมูลไหลทางเดียวจากแหล่งสู่ผู้เรียน

ธรรมชาติ การถ่ายทอดสารสนเทศไปในทิศทางเดียวจากแหล่งข้อมูลสู่ผู้เรียน แหล่งข้อมูลเป็นได้หลายรูปแบบ ทั้งหนังสือ โทรทัศน์ หรือตัวบุคคล แต่โดยทั่วไปคือครูในห้องเรียน ผู้เรียนเป็นผู้รับสารแบบตั้งรับ
ตัวอย่างที่ 1

การบรรยาย

แหล่งเดียวส่งข้อมูลถึงผู้ฟังหลายร้อยถึงหลายพันคนพร้อมกัน ข้อจำกัดอยู่ที่พื้นที่และระดับเทคโนโลยีเท่านั้น

ตัวอย่างที่ 2

การสาธิต

ครูแสดงกระบวนการให้ดูโดยผู้เรียนสังเกตการณ์ เหมาะกับเนื้อหาที่ต้องเห็นลำดับขั้นชัดเจน

ตัวอย่างที่ 3

งานอ่านที่กำหนดให้

ผู้เรียนได้สารสนเทศที่สังเคราะห์มาแล้วอย่างดีจากหลายแหล่ง ในเวลาที่สั้นกว่าการค้นเอง

ตัวอย่างที่ 4

สื่อโสตทัศน์

Print ยกกรณีรายการมหาวิทยาลัยเปิดทางโทรทัศน์ในออสเตรเลีย ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของกลุ่มนี้

ครูมีส่วนร่วมสูงสุด ผู้เรียนมีส่วนร่วมต่ำสุด

ในภาพ 8.2 หน้า 179 กลุ่มนี้อยู่ปลายซ้ายสุดของความต่อเนื่อง คือจุดที่ความเป็นจริงต่ำที่สุด ครูมีส่วนร่วมมากที่สุด และผู้เรียนมีส่วนร่วมน้อยที่สุด

องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 12
กลุ่มที่ 1 ข้อดีและข้อจำกัด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 1 IIIIIIIVV

ประสิทธิภาพสูงมาก แต่ ประสิทธิผลต่ำกว่า

ข้อดี
  • ใช้ทรัพยากรได้คุ้มที่สุด แหล่งเดียวส่งถึงคนจำนวนมากพร้อมกัน ขยายผ่านโทรทัศน์วงจรปิดหรือดาวเทียมได้อีก
  • ผู้เรียนได้ฟังคนที่รู้ดีที่สุด ในหนึ่งถึงสองชั่วโมงได้เนื้อหาที่ถ้าค้นเองต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในห้องสมุด
  • ครูมั่นใจว่าสอนครบหลักสูตร เมื่อควบคุมการกระจายเนื้อหาเอง จึงรู้ว่าอย่างน้อยผู้เรียนได้รับเนื้อหาครบตามที่กำหนด
ข้อจำกัด
  • เน้นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบตั้งรับ การศึกษาทางจิตวิทยาชี้ว่าวิธีตั้งรับอาจไร้ประสิทธิผล เพราะผู้เรียนขาดความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับสิ่งที่ต้องเรียน
  • อัตราการคงอยู่ของความรู้ต่ำ โดยเฉพาะจากการบรรยาย เมื่อวัดในระยะยาว
  • ผู้เรียนได้ข้อมูลย้อนกลับทันทีน้อยที่สุด จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นถูกต้องหรือไม่

ตัวแปรกำกับเดี่ยวที่ทรงพลังที่สุดในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนคือข้อมูลย้อนกลับ ใบสั่งยาที่ง่ายที่สุดสำหรับการปรับปรุงการศึกษาจึงต้องเป็น "ข้อมูลย้อนกลับเป็นกอง ๆ"

Hattie (1992, หน้า 9) อ้างใน Print (1993, หน้า 169)

ข้อสรุปของ Print การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียวมีประสิทธิภาพสูงมาก ในแง่การใช้ทรัพยากรการสอนและการครอบคลุมหลักสูตร แต่โดยทั่วไปมีประสิทธิผลต่ำกว่าในแง่การเรียนรู้ของผู้เรียน คำสองคำนี้ต้องแยกให้ขาดตลอดทั้งบท
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 13
กลุ่มที่ 2 การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 2 IIIIIIIVV

Interactive teaching การถ่ายทอดบวกวงจรถามตอบ

ธรรมชาติ คล้ายการสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว แต่ต่างกันตรงที่ตั้งใจส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครู โดยทั่วไปอยู่ในรูปของช่วงถามและตอบสนองที่แทรกสลับกับการให้ข้อมูลแบบถ่ายทอด บางครั้งเรียกว่าเทคนิคการอภิปรายหรือเทคนิคถามตอบ เป็นการรวมจุดแข็งของการถ่ายทอดเข้ากับองค์ประกอบด้านปฏิสัมพันธ์และข้อมูลย้อนกลับ
ภาพในห้องเรียนจริง

ครูหนึ่งคน ผู้เรียน 20 ถึง 35 คน

ครูให้ข้อมูลผ่านคำพูดและสื่อโสตทัศน์ พร้อมมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน ในจังหวะที่เหมาะสมจะเกิดช่วงถามตอบ ซึ่งครูเป็นผู้เริ่มเป็นส่วนใหญ่แต่ผู้เรียนก็เริ่มได้ ในจังหวะเหล่านั้นผู้เรียนได้รับข้อมูลย้อนกลับ และทั้งครูและผู้เรียนต่างตัดสินว่า เหตุการณ์การเรียนรู้นั้นได้ผลเพียงใด

ตัวอย่าง

พบได้ทั่วไปในโรงเรียน

การสอนในชั้นเรียนปกติ, การสอนแบบติวเตอร์, การสัมมนา และการอภิปรายกลุ่ม

Print ระบุว่านี่คือยุทธวิธีที่พบมากที่สุดในห้องเรียนออสเตรเลีย และเป็นเสาหลักของโรงเรียน

ครูยังควบคุมสูง ผู้เรียนเริ่มมีบทบาท

Print ชี้ว่ายุทธวิธีนี้เป็นเสาหลักของโรงเรียนส่วนหนึ่งเพราะการบรรยายไม่เหมาะกับผู้เรียนบางกลุ่ม เช่น เราไม่คาดหวังให้นักเรียนชั้นปีที่ 2 เรียนรู้เรื่องบทบาทในครอบครัวและสังคมผ่านการบรรยาย แม้โทรทัศน์อาจเป็นสื่อที่เหมาะสมกว่าก็ตาม

องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 14
กลุ่มที่ 2 ข้อดีและข้อจำกัด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 2 IIIIIIIVV

แก้ข้อเสียของกลุ่มที่ 1 ได้เกือบหมด โดยแลกกับทรัพยากร

ข้อดี
  • ใช้ทรัพยากรได้ทั้งมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล
  • ให้ข้อมูลย้อนกลับทันที และยิ่งทรงพลังเป็นพิเศษเมื่อผู้เรียนเป็นฝ่ายเริ่มเอง (Hattie, 1992)
  • ผู้เรียนมีส่วนร่วมเชิงรุกมากขึ้น
  • เปิดโอกาสให้สอนซ่อมเสริมและสอนเพิ่มเติมได้มากขึ้น
  • ช่วยครูควบคุมชั้นเรียนได้มีประสิทธิผลกว่า
ข้อจำกัด
  • ใช้ทรัพยากรได้ด้อยกว่า เพราะสอนผู้เรียนกลุ่มเล็กกว่าในเวลาและสถานที่เดียวกัน จึงต้องใช้ครู ห้อง และเครื่องมือมากกว่า
  • ต้องสอนซ้ำเมื่อครูมีหลายห้องในวิชาและระดับเดียวกัน ซึ่งเป็นการใช้เวลาและแรงงานอย่างไม่คุ้ม แม้จะประหยัดเวลาเตรียมการก็ตาม
  • เมื่อไม่มีการสอนซ้ำ กลับกลายเป็นเวลาเตรียมการสูงแทน
คำตัดสินของ Print การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์มีประสิทธิภาพด้อยกว่าในแง่ทรัพยากรการสอน แต่สำหรับนักการศึกษาส่วนใหญ่แล้ว ข้อเสียนี้ถูกชดเชยจนเกินคุ้ม ด้วยคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ดีขึ้นและธรรมชาติของปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 15
กลุ่มที่ 3 การสอนแบบกลุ่มย่อย 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 3 IIIIIIIVV

Small-group teaching ครูเปลี่ยนจากผู้ส่งสารเป็นผู้ประสานงาน

ธรรมชาติ แบ่งชั้นเรียนเป็นกลุ่มย่อยที่ทำงานค่อนข้างอิสระเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วม ส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านกระบวนการอภิปรายกลุ่ม บทบาทของครูเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ประสานกิจกรรมและผู้ชี้ทางไปสู่สารสนเทศ และการประมวลสารสนเทศนั้น
ทักษะที่ผู้เรียนได้

ทักษะที่โรงเรียนอาจไม่ได้ให้ที่อื่นเลย

การวางแผนและจัดระบบงาน, การพัฒนาข้อโต้แย้ง, การแบ่งปันความรู้, การแบ่งงานกันทำ และการยอมรับจุดยืนที่ประนีประนอม Print ระบุว่าสำหรับผู้เรียนจำนวนมาก กลุ่มย่อยเป็นโอกาสเดียวในโรงเรียน ที่จะได้ทักษะเหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล

ตัวอย่าง

รูปแบบที่ใช้กันจริง

การอภิปรายกลุ่ม, การสอนแบบติวเตอร์บางรูปแบบ, การสัมมนาบางรูปแบบ, กลุ่มระดมความคิดอย่างรวดเร็ว (buzz groups) และกลุ่มระดมสมอง

ตัวอย่างงานที่มอบหมาย เช่น อภิปรายประเด็นร่วมสมัยในวิชาสังคมศึกษา แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวละครหลักในนวนิยาย

บทเรียนสำคัญจากทศวรรษ 1980 ที่ Print เน้น หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญกว่าที่นักการศึกษาได้เรียนรู้คือ การเคลื่อนออกจากแนวทางการเรียนรู้ที่แข่งขันและเน้นปัจเจกจนเกินไป ไปสู่แนวทางที่ร่วมมือกันและใช้ฐานกลุ่มมากขึ้น นักพัฒนาหลักสูตรควรจงใจหาทางบรรจุยุทธวิธีประเภทนี้ลงในหลักสูตรที่ตนออกแบบ
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 16
กลุ่มที่ 3 ข้อดีและข้อจำกัด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 3 IIIIIIIVV

ทักษะที่วัดยาก แลกกับ เนื้อหาที่ครอบคลุมได้น้อยลง

ข้อดี
  • ทักษะเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน และระหว่างผู้เรียนกับครู
  • ผู้เรียนมีสิ่งที่ต้องเรียนจากกันและกันมาก ยุทธวิธีนี้จึงไม่ควรถูกมองข้าม
  • ความสามารถในการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผ่านการทำงานกลุ่ม เป็นทักษะที่มีค่าอย่างยิ่ง
  • Print ชี้ว่าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมกำลังเดินไปทางนี้ ถึงเวลาที่ระบบโรงเรียนต้องส่งเสริมคุณค่าของการทำงานกลุ่มแบบร่วมมือ
ข้อจำกัด
  • ต้องเปลี่ยนบทบาทครู และใช้เวลามาก ทั้งดูเหมือนครอบคลุมเนื้อหาได้น้อย โดยเฉพาะเนื้อหาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
  • มีแรงต้านสูงในบางวิชา โดยเฉพาะคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แม้จะใช้กันมากในภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ และนิติศาสตร์ ระดับมัธยมและอุดมศึกษา
  • ครูบางส่วนกังวลเรื่องความไม่เกิดผลผลิต โดยเฉพาะเมื่อวัดจากระดับเสียงที่เกิดขึ้น
  • เสี่ยงกลายเป็นเพียงการรวมความไม่รู้เข้าด้วยกัน ถ้าครูไม่กำกับให้ยึดงานเป็นตัวตั้ง
  • มักก่อความวุ่นวายจนกว่าผู้เรียนจะมีประสบการณ์ ความคืบหน้าไม่สม่ำเสมอ และน่าเบื่อสำหรับผู้เรียนจำนวนหนึ่ง
ข้อสังเกตที่ Print เขียนไว้ตรง ๆ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเงียบสนิทจึงจะเรียนรู้ได้ และพวกเขามีส่วนร่วมไม่ได้เลยถ้าไม่พูดคุยกัน งานกลุ่มที่ได้ผลกว่าคืองานที่ครูกำกับให้ยึดภาระงานเป็นตัวตั้ง ส่วนแรงต้านจากผู้เรียนเองนั้น Print มองว่าสะท้อนความไม่คุ้นเคยกับยุทธวิธีนี้เป็นหลัก
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 17
สรุปสามกลุ่มแรก ประสิทธิภาพเทียบประสิทธิผล 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ปิดองก์ที่ 2 IIIIIIIVV

สามกลุ่มที่ครูควบคุม เดินสวนทางกันบนสองแกน

ยุทธวิธี ประสิทธิภาพ
ด้านทรัพยากร
ประสิทธิผล
ด้านการเรียนรู้
สิ่งที่ยุทธวิธีนี้ให้ได้ดีที่สุด สิ่งที่ยุทธวิธีนี้ให้ไม่ได้
การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว
Expository
สูงที่สุด ต่ำที่สุด ครอบคลุมเนื้อหาจำนวนมากในเวลาสั้น ด้วยแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดที่มี ข้อมูลย้อนกลับ, การมีส่วนร่วมเชิงรุก, การคงอยู่ของความรู้ระยะยาว
การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์
Interactive
ปานกลาง ดี ข้อมูลย้อนกลับทันที, การควบคุมชั้นเรียน, การสอนซ่อมเสริมและสอนเพิ่มเติม ทักษะการทำงานร่วมกัน, ความเป็นเจ้าของปัญหาของผู้เรียน
การสอนแบบกลุ่มย่อย
Small group
ต่ำ ดีในทักษะเฉพาะ ทักษะระหว่างบุคคล, การสร้างข้อโต้แย้ง, การแก้ปัญหาแบบร่วมมือ ความมั่นใจว่าเนื้อหาถูกครอบคลุมครบตามหลักสูตร
สังเกตแนวโน้ม เมื่อเดินจากบนลงล่างในตารางนี้ ประสิทธิภาพด้านทรัพยากรลดลง ขณะที่บทบาทของผู้เรียนเพิ่มขึ้น และครูถอยจากผู้ส่งสารไปเป็นผู้ประสานงานมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปในอีกสามกลุ่มขององก์ที่ 3 จนถึงปลายทางคือแบบจำลองความเป็นจริง
ส่งไม้ต่อให้ผู้นำเสนอคนที่ 3 สามกลุ่มที่เหลือย้ายศูนย์ควบคุมไปที่ผู้เรียนมากขึ้นอีก คำถามคือ อะไรที่สามกลุ่มแรกให้ไม่ได้ และต้องแลกด้วยอะไร
องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 2 18
กลุ่มที่ 4 การจัดการเรียนรู้รายบุคคล 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 4 IIIIIIIVV

Individualisation งานตามระดับ ก้าวตามจังหวะของตน

ลักษณะสำคัญคือผู้เรียนทำภาระงานที่เหมาะกับระดับความสามารถของตน และก้าวหน้าไปตามจังหวะของตนเอง ศูนย์กลางของความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ย้ายจากครูไปสู่ผู้เรียน และการเรียนรู้จำนวนมากเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากผู้อื่น Print ระบุว่าพบสองรูปแบบ และเหมาะกับบริบทอื่นเช่นอาชีวศึกษาและการศึกษาผู้ใหญ่ด้วย

รูปแบบ ก. แบบมีโครงสร้างสูง

highly structured individualised learning kits

  • เดินตามลำดับภาระงานที่กำหนดไว้ ตามจังหวะและระดับความยากที่เหมาะกับแต่ละคน
  • ใช้แบบทดสอบวินิจฉัยบ่อยครั้งเพื่อกำหนดระดับพฤติกรรมแรกเข้า
  • ได้ข้อมูลย้อนกลับจากแบบทดสอบที่แทรกอยู่ตลอดชุดภาระงาน
  • ตัวอย่างคือการสอนแบบโปรแกรมรูปแบบต่าง ๆ, ชุดสื่อ SRA ในโรงเรียนประถม และโมดูลเรียนรู้ตามจังหวะตนเองในวิทยาลัยอาชีวศึกษา เช่น ทักษะเคาะตัวถัง พ่นสี และงานประมวลผลคำ
  • ลักษณะสำคัญคือแบ่งภาระงานเป็นหน่วยย่อยที่เรียงลำดับ ผู้เรียนได้ข้อมูลย้อนกลับทันที ธรรมชาติแบบสิ่งเร้าและการตอบสนองจึงควบคุมการเรียนรู้อย่างรัดกุม
รูปแบบ ข. แบบไม่มีโครงสร้าง หรือการเรียนรู้อิสระ

unstructured or independent learning

  • ผู้เรียนแก้ปัญหาที่ตนสนใจโดยค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ครูทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยในบริบทที่มีโครงสร้างน้อย
  • ใช้สัญญาการเรียนรู้เป็นเครื่องให้โครงสร้างและชี้ทางระหว่างทำงาน
  • ความเป็นอิสระทางปัญญาคือเป้าหมายที่ต้องการ และพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝน
  • ตัวอย่างในโรงเรียนประถม แทนที่จะสอนเนื้อหาด้วยยุทธวิธีปฏิสัมพันธ์ ให้ผู้เรียนทำสัญญาการเรียนรู้เพื่อแก้โจทย์ "ฉันมาจากไหน" โดยสืบค้นประวัติครอบครัวสี่ชั่วอายุคนด้วยตนเอง
  • อีกกรณีคือผู้เรียนที่มีความสามารถสูง เช่น มอบงานไม่มีโครงสร้างให้สืบค้นจุลชีววิทยาของเซลล์ต่อยอดจากบทเรียนชีววิทยา

Print เสนอว่าสัญญาการเรียนรู้รายบุคคลเหมาะที่จะบรรจุลงในหลักสูตรมากที่สุด เมื่อผู้พัฒนาเชื่อว่า ซึ่งอาจได้จากข้อมูลในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ว่าผู้ใช้หลักสูตรนี้จะมีผู้เรียนที่มีความสามารถสูงอยู่จำนวนมาก

องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 19
กลุ่มที่ 4 ข้อดีและข้อจำกัด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 4 IIIIIIIVV

ข้อดีตกอยู่กับผู้เรียนเกือบทั้งหมด ข้อเสียตกอยู่กับครู

ข้อดี
  • การเรียนรู้ทรงพลังเมื่อผู้เรียนมองว่านี่คือ การแก้ปัญหาที่น่าสนใจของตัวเอง
  • แบบไม่มีโครงสร้างเป็นการเรียนรู้ที่เป็นเรื่องส่วนตัวสูง และยึดปัญหาเป็นตัวตั้ง จึงมีประสิทธิผลมาก ในโครงการสำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษจึงใช้กันมากและเป็นที่ต้องการสูง
  • ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้เหมาะสมกว่า และให้ก้าวหน้าตามจังหวะของตน
  • ทำนอกเวลาและนอกสถานที่เรียนได้ และเสริมการกำกับตนเองของผู้เรียนได้อย่างมาก
ข้อจำกัด
  • ครูต้องใช้เวลาจัดการและเตรียมการมากขึ้นมาก ดังที่ครูประจำการซึ่งเป็นนักศึกษาของ Print พูดว่า "แต่นี่แปลว่าต้องเขียนโปรแกรม 30 ชุด แทนที่จะเขียนชุดเดียว"
  • ครูควบคุมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้น้อยลงโดยตรง โดยเฉพาะการที่ผู้เรียนได้สัมผัสเนื้อหาครบหรือไม่
  • ถ้าใช้เป็นงานต่อยอดอาจไม่เป็นปัญหามาก แต่ถ้าแบ่งเนื้อหาเป็นส่วน ๆ ให้ทำรายบุคคล ครูจะกังวลเรื่องความครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
  • เป็นขั้วตรงข้ามของการทำงานแบบกลุ่มหรือแบบรวมหมู่ การเน้นความเป็นอิสระรายบุคคลมากเกินไปอาจย้อนกลับมาเป็นผลเสียต่อผลลัพธ์ของผู้เรียน
ทางออกที่ Print เสนอ ถ้าใช้สัญญาการเรียนรู้รายบุคคลควบคู่กับยุทธวิธีอื่น จะช่วยลดข้อคัดค้านของครูลงได้บางส่วน และตรงนี้เองคือบทบาทของนักพัฒนาหลักสูตร ที่ต้องตัดสินอย่างรอบคอบว่ายุทธวิธีใดเหมาะที่สุด ภายใต้เงื่อนไขและบริบทที่เป็นอยู่
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 20
กลุ่มที่ 5 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 5 IIIIIIIVV

Inquiry teaching ให้ปัญหาก่อน แล้วเรียนรู้ระหว่างหาคำตอบ

ลักษณะเด่นคือผู้เรียนมีส่วนร่วมเชิงรุกในการหาคำตอบหรือแก้ปัญหา แทนที่จะให้สารสนเทศไปย่อย ครูตั้งปัญหา คำถาม ประเด็นขัดแย้ง หรือประเด็นที่ต้องจัดการให้ก่อน แล้วผู้เรียนเรียนรู้ผ่านกระบวนการหาคำตอบนั้น Print ระบุว่าใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์การเรียนการสอนและทุกเนื้อหาสาระ ทำได้ทั้งเดี่ยว เป็นคู่ หรือเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น

ขั้นที่ 1
ตระหนักในปัญหา

สร้างความสงสัยขึ้นในใจผู้เรียน

ขั้นที่ 2
ตั้งสมมติฐานเบื้องต้น

ผู้เรียนเสนอสมมติฐานหรือทางแก้ที่เป็นไปได้ด้วยตนเอง

ขั้นที่ 3
ค้นคว้าและเก็บข้อมูล

เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้

ขั้นที่ 4
สรุปผลจากหลักฐาน

ยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐานตามหลักฐานที่เก็บได้

ขั้นที่ 5 ทางเลือก
สรุปเป็นหลักทั่วไป

ขยายข้อสรุปและนำไปใช้กับข้อมูลชุดใหม่ บางครั้งจึงถูกรวมไว้ในยุทธวิธีนี้

สิ่งที่เป็นสาระของทุกขั้น ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมเชิงรุกในการแก้ปัญหา ขณะที่ครูทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้กระบวนการแก้ปัญหาดำเนินไปได้ดีขึ้น
ยุทธวิธีนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ ทั้งการสอนแบบสืบสอบ การเรียนรู้แบบค้นพบ การแก้ปัญหา การเรียนรู้แบบอุปนัย หรือแม้กระทั่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 21
กลุ่มที่ 5 ข้อดี ข้อจำกัด และเรื่องความปลอดภัย 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 5 IIIIIIIVV

ข้อดีและข้อเสียที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องเดียวกัน

ข้อดี
  • การเรียนรู้ซึมลึกและแผ่กว้าง ผู้เรียนที่แก้ปัญหาได้เองจะคงความเข้าใจนั้นไว้ได้ดีกว่า เพราะผูกพันใกล้ชิดกับการได้มาซึ่งสารสนเทศนั้น
  • ผู้เรียนพัฒนาทักษะฐานการสืบเสาะ ที่แปลไปใช้กับสถานการณ์จริงในชีวิตภายหลังได้
  • ส่งเสริมวิธีคิดเชิงตรรกะและมีเหตุผล ทัศนคติเชิงบวกต่อการแก้ปัญหา และการตัดสินใจอย่างเป็นระบบมากขึ้น
  • เมื่อผูกเข้ากับการทำงานเป็นกลุ่ม แนวทางการแก้ปัญหาจะยิ่งมีประสิทธิผลมากขึ้น
ข้อจำกัด
  • ใช้เวลามากอย่างยิ่ง ปริมาณเนื้อหาที่ครอบคลุมได้ในวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยยุทธวิธีนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของที่ทำได้ด้วยการถ่ายทอดหรือปฏิสัมพันธ์
  • ต้องเปลี่ยนบทบาทครู ครูไม่ใช่แหล่งความรู้และผู้ตัดสินถูกผิดอีกต่อไป แต่เป็นผู้จัดหาสื่อและให้คำแนะนำ การควบคุมการเรียนรู้ย้ายจากครูไปสู่ผู้เรียน ซึ่งครูจำนวนมากรู้สึกว่าเป็นสถานการณ์คุกคาม
  • เวลาเตรียมการของครูสูงในช่วงแรก และผู้เรียนยังไม่คุ้นกับกระบวนการ
ข้อจำกัดที่ตัดออกทันที

เนื้อหาบางส่วนใช้ยุทธวิธีนี้ไม่ได้เพราะความปลอดภัย

องค์ประกอบบางส่วนของหลักสูตรอุตสาหกรรมศิลป์ คหกรรมศาสตร์ พลศึกษา และวิทยาศาสตร์ ไม่เหมาะกับการให้ผู้เรียนทดลองเอง เพียงเพราะห่วงความปลอดภัย Print หน้า 173 ยกตัวอย่างชัดว่า การให้ผู้เรียนสืบเสาะวิธีใช้เลื่อยไฟฟ้าในคาบงานไม้ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างชัดเจน

รูปแบบย่อย

การสืบค้นแบบกลุ่ม (group investigation)

Saylor และคณะ (1981, หน้า 288) เสนอรูปแบบที่เน้นการทำงานเป็นทีมหรือกลุ่ม ให้น้ำหนักกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการเก็บข้อมูลน้อยลง แม้การวิเคราะห์ข้อมูลยังสำคัญอยู่ จุดแข็งอยู่ที่ความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม ซึ่ง Print เห็นว่าให้อะไรมากสำหรับการขยายไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานของผู้ใหญ่

ตัวอย่างคำถามสืบเสาะที่ Print ยกไว้ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ สังคมศึกษา (ทำไมอังกฤษจึงเข้ามาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลีย), ภาษาอังกฤษ (Tom Collins ส่งผลอย่างไรต่อวรรณกรรมออสเตรเลีย), วิทยาศาสตร์ (เกิดอะไรขึ้นเมื่อน้ำตาลสัมผัสกรดไนตริกที่ให้ความร้อน) และคณิตศาสตร์ (ความสูงของอาคารเป็นเท่าใดเมื่อกำหนดข้อมูลบางอย่างให้)

องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 22
กลุ่มที่ 6 แบบจำลองความเป็นจริง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 6 IIIIIIIVV

Models of reality จำลองโลกจริงเมื่อพาไปสัมผัสของจริงไม่ได้

ตรรกะตั้งต้น บางครั้งการเข้าร่วมกิจกรรมในชีวิตจริงย่อมดีกว่า เช่น การฝึกงาน แต่ด้วยหลายเหตุผล ทางเลือกนี้มักไม่มีให้ในโรงเรียน ทว่าเรารู้ว่าผู้เรียนส่วนใหญ่จะเรียนบางเรื่องได้อย่างมีประสิทธิผลมาก หากได้สัมผัสกิจกรรมที่ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เราจึงต้องจำลองโลกจริงด้วยการสร้างแบบจำลองของลักษณะเด่นของโลกนั้น

ขั้นตอนดำเนินการที่เป็นสาระ

ขั้นที่ 1

ครูตั้งฉากสถานการณ์

กำหนดให้ชัดว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

ขั้นที่ 2

ผู้เรียนตกลงรับกติกา

ยอมรับที่จะปฏิบัติตามกฎของแบบจำลองนั้น

ขั้นที่ 3

ช่วงเข้าร่วมที่ยาวพอ

ต้องมีเวลาให้ผู้เรียนอยู่ในสถานการณ์นานพอสมควร

ขั้นที่ 4 ห้ามข้าม

การถอดบทเรียนอย่างถี่ถ้วน

สถานการณ์จำลองและบทบาทสมมติทุกรูปแบบต้องจบด้วยการถอดบทเรียน Print ระบุว่าต้องบรรจุขั้นนี้ไว้ในหลักสูตร

ส่วนขยายที่ Print เสนอ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการค้นคว้าธรรมชาติของแบบจำลองที่ตนใช้ด้วย เช่น ในสถานการณ์จำลองการซื้อขายหุ้น ผู้เรียนอาจค้นว่าอะไรคือนิยามของผู้ค้าหลักทรัพย์ หุ้นคืออะไร ซื้อขายกันอย่างไรในระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ และผู้คนอาจเจอประสบการณ์แบบใดเมื่อมีความเคลื่อนไหวในตลาด
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 23
ภาพ 8.1 ความต่อเนื่องของแบบจำลองความเป็นจริง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพจากต้นฉบับ หน้า 177 IIIIIIIVV

จากความเป็นจริงสูง ไปสู่ความเป็นจริงเชิงนามธรรม

High reality
ความเป็นจริงสูง
Abstract reality
ความเป็นจริงเชิงนามธรรม
Physical models

แบบจำลองทางกายภาพ

เครื่องฝึกบินจำลอง, หุ่นจำลองทางสถาปัตยกรรม, เครื่องฝึกเดินเรือจำลอง

สายการบินมีทั้งห้องนักบินและห้องโดยสารจำลองที่สร้างสถานการณ์การบินได้ทุกแบบรวมถึงการตก ลูกเรือและนักบินฝึกและทดสอบด้วยเครื่องเหล่านี้เป็นประจำ ตำรวจและกองทัพหลายแห่งก็สร้างสถานการณ์จำลองสำหรับรับมือการก่อการร้ายและเหตุฉุกเฉิน

Work models

แบบจำลองการทำงาน

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, การฝึกงานเสมียนกฎหมายตามสัญญา, การฝึกหัดในระบบช่างฝีมือ

เป็นการทำงานจริงภายใต้การกำกับดูแล จึงยังอยู่ค่อนไปทางฝั่งความเป็นจริงสูง

Games / simulations

เกมและสถานการณ์จำลอง

Starpower, Monopoly, Test cricket

ระบบกติกาที่ย่อโลกจริงให้เหลือกลไกที่จับต้องได้ เหมาะกับการทำให้เห็นโครงสร้างของสถานการณ์ที่อธิบายด้วยคำพูดได้ยาก

Role-playing

การแสดงบทบาทสมมติ

ผู้เรียนสวมบทบาทและแสดงสถานการณ์ออกมา เพื่อสะท้อนประเด็นอย่างความยากจน การสัมภาษณ์งาน หรือการซื้อขายหุ้น

ตัวอย่างที่ Print ยกไว้คือ การให้ผู้เรียนเล่นบทบาทเรื่องผู้พิการทางร่างกาย เพื่อพัฒนาเจตคติของความเห็นอกเห็นใจ

ข้อสังเกตสำหรับโรงเรียนไทย Print ระบุว่าแบบจำลองทางกายภาพในโรงเรียนพบได้ค่อนข้างน้อย เพราะมีราคาแพงมาก ตัวอย่างที่พอมีคือครัวจำลองในห้องเรียนคหกรรมศาสตร์ หรือห้องเรียนธุรกิจที่จัดเป็นสำนักงาน มีเคาน์เตอร์บริการและสถานีคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกที่แพง และโรงเรียนจำนวนมากไม่มีกำลังพอ ในทางกลับกัน ปลายฝั่งนามธรรมอย่างบทบาทสมมติแทบไม่มีต้นทุน
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 24
กลุ่มที่ 6 ทรงพลังที่สุด แต่ถูกใช้น้อยที่สุด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ยุทธวิธีกลุ่มที่ 6 IIIIIIIVV

สำหรับบางการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องเรียนด้วยการลงมือทำเท่านั้น

ข้อดี
  • เมื่อจัดการได้ดี ดึงผู้เรียนเข้าไปในสถานการณ์อย่างเต็มที่ และการพยายามรับมือกับความเป็นจริงทำให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลและซึมลึก
  • ให้สถานการณ์การเรียนรู้ที่วิธีอื่นเข้าถึงยาก การสอนค่านิยมในห้องเรียน การเรียนอบขนมสปันจ์ให้ถูกวิธี หรือการบังคับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ล้วนทำได้ยากด้วยการบรรยายหรืออภิปราย
  • ได้ผลเป็นพิเศษกับผู้เรียนที่เรียนอ่อนและให้ความร่วมมือน้อย ผ่านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์
ข้อจำกัด
  • ใช้เวลามาก และผลต่อผู้เรียนในแง่การบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรยังเป็นที่ตั้งคำถาม
  • ครูต้องเตรียมการเพิ่มขึ้นมาก และมักต้องเปลี่ยนขั้นตอนมาตรฐานในห้องเรียนของตน
  • ตารางสอนของโรงเรียนไม่เอื้อ การเริ่มและจบสถานการณ์จำลองภายในคาบ 40 นาทีเป็นเรื่องยาก
  • ครูจำนวนมากไม่รู้วิธีดำเนินการให้ได้ผล และผู้เรียนที่ไม่คุ้นเคยมักแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมเมื่อเจอครั้งแรก
  • ในโรงเรียนจึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ และแพง จึงถูกใช้น้อยมาก
กรณีที่ Print เล่าเป็นตัวอย่าง การสอนระบบสังคมยุคกลางในวิชาประวัติศาสตร์ ด้วยการบรรยาย การอภิปราย หรือสื่อโสตทัศน์นั้นมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่สำหรับผู้เรียนจำนวนมากกลับจืดชืดและน่าเบื่อในเชิงปัญญา ครูคนหนึ่งจึงปรับหลักสูตรให้ผู้เรียนกลุ่มที่เรียนอ่อนเข้าร่วมสถานการณ์จำลองยุคกลาง สวมบทอัศวิน ชาวนา พ่อค้า และขุนนาง ใช้ชีวิตประจำวันเมื่อหลายร้อยปีก่อน ผลคือหนึ่งในประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุดที่ผู้เรียนกลุ่มนั้นเคยพบ
ข้อสรุปที่แหลมคมที่สุดของกลุ่มนี้ Print ปิดท้ายว่าแบบจำลองความเป็นจริงยังคงเป็น หนึ่งในยุทธวิธีที่ถูกใช้น้อยที่สุด ทั้งที่มีประสิทธิผลที่สุดในบรรดายุทธวิธีที่มีให้เลือกในโรงเรียน ขณะที่ในบริบทการฝึกอบรมวิชาชีพ เช่น การฝึกลูกเรือและพนักงานต้อนรับของสายการบิน ยุทธวิธีนี้กลับเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 25
ยุทธวิธีอื่น และเส้นที่อยู่นอกการควบคุมของหลักสูตร 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม IIIIIIIVV

ทำไมการฝึกซ้ำไม่ใช่ยุทธวิธีที่เจ็ด

ประเด็นที่ 1

การฝึกและการทำซ้ำคือการเสริมแรง ไม่ใช่ยุทธวิธีการเรียนรู้

นักเขียนบางคน เช่น Saylor และคณะ (1981) และ Marsh (1986) แยกการฝึกและการทำซ้ำออกมาเป็นยุทธวิธีต่างหาก แต่ Print เห็นว่าควรถือเป็นวิธีการเสริมแรงมากกว่ายุทธวิธีการเรียนรู้

เหตุผลคือ เมื่อผู้เรียนเรียนรู้บางสิ่งไปแล้วผ่านยุทธวิธีใดยุทธวิธีหนึ่งข้างต้น จึงอาจเหมาะที่จะเสริมแรงการเรียนรู้นั้นด้วยการฝึกซ้ำ ประเด็นสำคัญคือการเรียนรู้เกิดขึ้นที่อื่นแล้ว การฝึกซ้ำเพียงทำให้มันมั่นคงขึ้น

ประเด็นที่ 2

ใครรับผิดชอบการฝึกซ้ำ

ในโรงเรียน การฝึกและการทำซ้ำถูกใช้อย่างต่อเนื่องในวิชาอย่าง คณิตศาสตร์ พลศึกษา และนาฏศิลป์

บทบาทการเสริมแรงที่มันทำนั้นสำคัญ แต่ Print ระบุว่าโดยทั่วไปแล้ว นี่เป็นความรับผิดชอบของครูในฐานะผู้ใช้หลักสูตร มากกว่าของนักพัฒนาหลักสูตร

ข้อนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของเส้นแบ่งความรับผิดชอบสองฝ่ายที่บทนี้พูดถึงตลอด

แล้ว "ความเป็นจริง" ล่ะ อยู่ตรงไหนของภาพ

ปลายสุดอีกด้านหนึ่งของความต่อเนื่องคือการเรียนรู้ผ่านความเป็นจริง การเข้าร่วมสถานการณ์จริงเป็นวิธีได้มาซึ่งข้อมูล ทักษะ และค่านิยมที่ทรงพลังอย่างแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่นักพัฒนาหลักสูตรและครูโดยทั่วไปไม่มีอำนาจควบคุม เพราะอยู่นอกขอบเขตของสถาบันการศึกษา
ตัวอย่างเรื่องการแล่นเรือใบที่ Print ใช้ เราเรียนแล่นเรือได้จากการลองผิดลองถูกในสถานการณ์จริง แต่การหัดแล่นเรือใบเล็กเตรียมเราให้พร้อมสำหรับเรือใบแข่งเดินสมุทรได้จริงหรือ คำตอบคือได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเข้าโรงเรียนสอนแล่นเรือและเรียนผ่านหลักสูตรที่ออกแบบไว้ เราจะได้ทักษะทั่วไปและทักษะเฉพาะที่ถ่ายโอนไปยังบริบทอื่นได้
ความเป็นจริงเป็นครูที่มีประสิทธิผล แต่แทบไม่เคยเป็นครูที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และถี่ถ้วน
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 26
กิจกรรมโต้ตอบ ภาพ 8.2 กดเลือกจุดบนความต่อเนื่อง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV แปลงจากภาพ 8.2 หน้า 179 โดยตรง

กดเลือกจุด แล้วดูว่า สามแกนขยับสวนทางกันอย่างไร

ระดับความเป็นจริงReality ต่ำ สูง
การมีส่วนร่วมของครูTeacher participation ต่ำ สูง
การเข้ามาเกี่ยวข้องของผู้เรียนLearner involvement ต่ำ สูง

องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 27
สาธิตสด เนื้อหาเดียว หกยุทธวิธี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
สาธิตสด LIVE IIIIIIIVV

ตัวแปลง ยุทธวิธีทั้งหกกลุ่ม

ระบบถูกล็อกให้ใช้เฉพาะหกกลุ่มยุทธวิธีของ Printเท่านั้น ห้ามเพิ่มชื่อยุทธวิธีอื่น และทุกชุดต้องระบุข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องยอมรับ ห้ามเสนอว่ายุทธวิธีใดดีกว่าโดยไม่มีเงื่อนไข

ประเด็นของการสาธิตนี้ การที่แปลงได้ทั้งหกแบบไม่ได้แปลว่าทั้งหกแบบเหมาะเท่ากัน หน้าถัดไปและองก์ที่ 4 คือกระบวนการที่ใช้ตัดสินว่าแบบไหนใช้ได้จริง ข้อเสนอที่ได้ยังต้องผ่านการตัดสินใจของครูเสมอ ตามจุดยืนของ Print ในหน้า 180
ข้อเสนอหกชุดจะแสดงที่นี่
แก้โจทย์ด้านซ้ายแล้วกดปุ่มเพื่อเริ่ม ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า API Key ให้กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้าย
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 28
กิจกรรมโต้ตอบ จับคู่วัตถุประสงค์กับยุทธวิธี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ เลือกได้หลายข้อ IIIIIIIVV ข้อ 1 ถึง 4 จากต้นฉบับ ข้อ 5 ถึง 10 กลุ่มเขียนเอง

จุดประสงค์นี้ เรียกหายุทธวิธีใด

ข้อ 1 จาก 10 ครบถ้วน 0 / 10
ยังไม่ได้เลือก
องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม, ผู้นำเสนอคนที่ 3 29
ใครควรเป็นคนเลือกยุทธวิธี 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือก IIIIIIIVV

นักพัฒนาหลักสูตรมีหน้าที่เสนอแนะ แต่ครูมีอำนาจตัดสินใจ

ข้าพเจ้าเชื่อว่านักพัฒนาหลักสูตรมีความรับผิดชอบที่จะต้องเสนอแนะยุทธวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับหลักสูตรหนึ่ง ๆ แม้จะเชื่อว่าครูในห้องเรียนจะเลือกยุทธวิธีของตนเองตามเกณฑ์ของตนก็ตาม

Print (1993, หน้า 180) เป็นการแสดงจุดยืนของผู้เขียนเอง

ข้อโต้แย้งที่ 1

ความเป็นวิชาชีพของครูต้องไม่ถูกลดทอน

Print ยอมรับตรง ๆ ว่าความเป็นวิชาชีพและความเป็นอิสระของครูไม่ควรถูกลดทอน แต่นักพัฒนาหลักสูตรอาจมีเหตุผลสำคัญมากในการเสนอแนะยุทธวิธีบางอย่าง

ข้อโต้แย้งที่ 2

บางเจตนารมณ์บรรลุได้ด้วยยุทธวิธีเฉพาะเท่านั้น

ตัวอย่างที่ Print ยก คือหลักสูตรประวัติศาสตร์ที่ต้องการให้เกิดความเข้าใจเชิงเห็นอกเห็นใจ นักพัฒนาอาจเสนอสถานการณ์จำลอง บทบาทสมมติ และการอภิปรายกลุ่มย่อย เพราะเป็นวิธีที่จะทำให้ครูประวัติศาสตร์บรรลุเจตนารมณ์นั้นได้จริง

ข้อสรุป

ถ้าครูต้องการผลตามที่หลักสูตรระบุ

ครูควรใช้ยุทธวิธีที่เสนอแนะไว้ในลักษณะที่ระบุ ถ้าทำได้ แม้จะขัดกับขั้นตอนมาตรฐานของตนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะใช้ยุทธวิธีใดสอนเนื้อหาในหลักสูตร ยังคงเป็นการตัดสินใจเชิงวิชาชีพของครู

ทำไมกลุ่มยกหน้านี้ขึ้นมาเป็นหน้าเปิดขององก์ที่ 4 เพราะแบบจำลองการกรองสี่ชั้นที่กำลังจะเสนอนั้น Print เรียกว่า algorithm ซึ่งเป็นคำที่แข็งกว่าคำว่า "แนวทาง" มาก การเข้าใจจุดยืนหน้านี้ก่อน จะทำให้ไม่อ่านแบบจำลองนั้นผิดไปเป็นเครื่องมือที่ตัดสินใจแทนครู
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 30
เกณฑ์ที่นักวิชาการเสนอไว้ก่อน Print 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือก IIIIIIIVV

สามชุดเกณฑ์ก่อนหน้า และเหตุผลที่ Print ยังไม่พอใจ

ผู้เสนอ เกณฑ์ที่เสนอ ความเห็นของ Print
McNeil (1985) เกณฑ์เชิงปรัชญา, เกณฑ์เชิงจิตวิทยา, เกณฑ์เชิงเทคโนโลยี, เกณฑ์จากกลุ่มกดดัน และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ Print ระบุว่าเกณฑ์เหล่านี้มีคุณค่า แต่บางข้อขาดการนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้โดยตรงกับหลักสูตรของโรงเรียน
Zais (1976, หน้า 355 ถึง 364) จุดหมาย เป้าหมาย และจุดประสงค์, พันธะผูกพันต่อฐานคิดของหลักสูตร, เนื้อหา และประสบการณ์ของผู้เรียน เป็นชุดเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับที่ Print จะเสนอมากที่สุด โดยเฉพาะข้อแรกและข้อสุดท้าย
Brady (1992) ความหลากหลาย, ขอบเขต, ความตรง, ความเหมาะสม และความสัมพันธ์กับผู้เรียน เป็นเกณฑ์สำหรับตัดสินคุณภาพของกิจกรรม มากกว่าเป็นขั้นตอนสำหรับเลือกกิจกรรม
ช่องว่างที่ Print ต้องการอุด เกณฑ์ทั้งสามชุดข้างต้นบอกว่าควรคำนึงถึงอะไรบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่าควรคำนึงถึงตามลำดับใด สิ่งที่ Print เพิ่มเข้ามาในภาพ 8.3 จึงไม่ใช่รายการเกณฑ์ใหม่ แต่คือลำดับการใช้เกณฑ์ ที่ทำให้ชุดยุทธวิธีที่เป็นไปได้แคบลงทีละขั้น
ก่อนเข้าสู่แบบจำลอง Print แทรกอีกหนึ่งชุด คือ "หลักการเรียนรู้" 12 ข้อของ Wheeler (1967, หน้า 130) โดยให้เหตุผลว่า ทฤษฎีการเรียนรู้ช่วยให้เข้าใจว่าผู้เรียนเรียนรู้อย่างไร จึงช่วยจับคู่กิจกรรมได้เหมาะสม และนักการศึกษาเห็นพ้องกันในเรื่องหลักการเรียนรู้ มากกว่าที่เห็นพ้องกันในเรื่องทฤษฎีการเรียนรู้ หน้าถัดไปคือหลักการทั้ง 12 ข้อนั้น
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 31
กิจกรรมโต้ตอบ หลักการเรียนรู้ 12 ข้อของ Wheeler 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV Wheeler (1967, หน้า 130) อ้างใน Print หน้า 180 ถึง 181

กดการ์ดใบใดก็ได้ เพื่อเปิดดูเต็มจอ

พลิกแล้ว 0 จาก 12
ธีมที่ 1การมีส่วนร่วมเชิงรุก ข้อ 1 และ 2
ธีมที่ 2ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การทำตาม ข้อ 2 และ 7
ธีมที่ 3ความแตกต่างระหว่างบุคคล ข้อ 3, 8 และ 11
ธีมที่ 4ข้อมูลย้อนกลับทันที ข้อ 4 และ 5
ธีมที่ 5การถ่ายโอนเกิดน้อยกว่าที่คิด ข้อ 6 และ 9
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 32
ภาพ 8.3 แบบจำลองการกรองสี่ชั้น 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาพจากต้นฉบับ หน้า 181 IIIIIIIVV

กระบวนการกรอง ผ่านสี่ชั้น ตามลำดับที่แก้ไม่ได้

คำที่ Print ใช้

percolating procedure

Print เปรียบการเลือกยุทธวิธีกับการกรองกาแฟ คือของเหลวไหลผ่านตัวกรองทีละชั้น และแต่ละชั้นก็กักบางอย่างไว้ สิ่งที่ไหลผ่านครบทั้งสี่ชั้นคือชุดยุทธวิธีที่ใช้ได้จริง

Print ยังเรียกแบบจำลองนี้ว่า algorithm ในเนื้อความหน้า 182 และ 184 ซึ่งเน้นว่าเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้แน่นอน ไม่ใช่รายการสิ่งที่ควรคำนึงถึงแบบหลวม ๆ

บริบทที่ครอบทั้งแบบจำลอง

มโนทัศน์หลักสูตรของผู้พัฒนาเป็นกรอบใหญ่

กระบวนการกรองสี่ชั้นนี้อยู่ภายในบริบทที่กว้างกว่า คือมโนทัศน์หลักสูตรที่นักพัฒนายึดถือ

ผู้ที่นิยมมุมมองแบบสาขาวิชาการหรือทักษะการคิด มักโน้มไปทางยุทธวิธีถ่ายทอดและปฏิสัมพันธ์มากกว่า

Print เตือนว่าแม้จะดูสมเหตุสมผล แต่นักพัฒนาต้องคำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนถนัด ซึ่งจะผลักดันให้ครูถ่วงดุลการใช้ยุทธวิธีแต่ละแบบ

ชั้นที่ 1
จุดประสงค์

Objectives

ชั้นที่ 2
ผู้เรียน

Learners

ชั้นที่ 3
ทรัพยากร

Resources

ชั้นที่ 4
ข้อจำกัด

Constraints

แต่ละชั้นทำให้จำนวนยุทธวิธีที่เหลืออยู่ลดลงเรื่อย ๆ และ Print ระบุว่านักพัฒนาหลักสูตรใช้แบบจำลองนี้ได้ ครูก็ใช้เกณฑ์ชุดเดียวกันนี้กับหลักสูตร เมื่อนำไปใช้ในบริบทเฉพาะของตนได้เช่นกัน แม้ตัวอย่างที่ยกจะอิงโรงเรียน แต่เกณฑ์ชุดนี้ใช้ได้กับองค์กรอื่นที่พัฒนาหลักสูตรด้วย

องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 33
ชั้นที่ 1 จุดประสงค์ ตัวกรองที่มีอำนาจมากที่สุด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 1 IIIIIIIVV

ประเภทของยุทธวิธีที่เลือกได้ ขึ้นกับธรรมชาติของจุดประสงค์เป็นหลัก

ตัวกรองชั้นแรกคือการตัดสินว่ากิจกรรมนั้นบรรลุจุดประสงค์ที่ระบุไว้ได้หรือไม่ มีกิจกรรมมากมายให้เลือก แต่มีเพียงไม่กี่อย่างที่เหมาะจะทำให้เจตนารมณ์ของหลักสูตรเป็นจริง Print ยกตัวอย่างสามกรณีที่มาจากเนื้อหาวิชาเดียวกันแต่ให้คำตอบต่างกันสิ้นเชิง

จุดประสงค์ ยุทธวิธีที่เหมาะสม เหตุผล
เข้าใจการทำงานของตะเกียงบุนเสน
หลักสูตรวิทยาศาสตร์
มีปฏิสัมพันธ์ ถ่ายทอดทางเดียว
แต่ไม่ใช่การสืบเสาะ
เป็นความเข้าใจเชิงหลักการที่ถ่ายทอดได้โดยตรง และการให้ผู้เรียนสืบเสาะเองมีประเด็นความปลอดภัย
ใช้ปิเปตได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
หลักสูตรวิทยาศาสตร์เดียวกัน
มีปฏิสัมพันธ์ กลุ่มย่อย รายบุคคล เป็นทักษะปฏิบัติที่ต้องลงมือทำและได้รับข้อมูลย้อนกลับ จึงต้องการกลุ่มเล็กลง
เน้นความเข้าใจเชิงเห็นอกเห็นใจทางวัฒนธรรมในวรรณคดี
หลักสูตรวรรณคดี
สืบเสาะหาความรู้ แบบจำลองความเป็นจริง
ไม่ใช่ถ่ายทอดหรือปฏิสัมพันธ์
เป็นจุดประสงค์ด้านเจตคติ ซึ่ง Print ระบุว่าเข้าถึงได้ยากมากด้วยการอธิบายเพียงอย่างเดียว
ผลย้อนกลับที่สำคัญ กระบวนการนี้ตอกย้ำความจำเป็นของถ้อยแถลงเจตนารมณ์ที่เขียนดีและชัดเจน ถ้าจุดประสงค์เขียนคลุมเครือ ตัวกรองชั้นแรกจะกรองอะไรไม่ได้เลย และทั้งแบบจำลองจะพังตั้งแต่ต้น นี่คือจุดที่บทที่ 8 พึ่งพาบทที่ 6 อย่างสมบูรณ์
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 34
ชั้นที่ 2 ความเหมาะสมกับผู้เรียน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 2 IIIIIIIVV

ยุทธวิธีที่เหลือ สอดคล้องกับตัวผู้เรียนหรือไม่

พิจารณาอะไร

สามด้านของผู้เรียน

ความสนใจ, ความสามารถ และระดับพัฒนาการ

นักพัฒนาต้องเลือกจากยุทธวิธีที่ผ่านชั้นที่ 1 มาแล้ว ว่าตัวใดสอดคล้องกับคุณลักษณะของผู้เรียนกลุ่มนี้

ข้อสังเกตของ Print

บางส่วนถูกพิจารณาไปแล้วตั้งแต่บทที่ 6

เมื่อใช้เกณฑ์ "ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุ" ในการเลือกจุดประสงค์ นักพัฒนาที่รอบคอบจะได้คำนึงถึงอายุ ความสามารถทั่วไป และขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาไปแล้วส่วนหนึ่ง ชั้นนี้จึงเป็นการตรวจซ้ำในระดับของยุทธวิธี

ฐานทฤษฎี

เชื่อมกับพัฒนาการตาม Piaget

กิจกรรมบางอย่างเหมาะกับระดับพัฒนาการหนึ่งมากกว่าอีกระดับหนึ่ง

ขั้นปฏิบัติการเชิงรูปธรรมและก่อนหน้านั้น การฝึกซ้ำ การจัดการเรียนรู้รายบุคคล และกลุ่มย่อย อาจเหมาะกว่า

ขั้นปฏิบัติการเชิงรูปนัย ยุทธวิธีถ่ายทอดและการสืบเสาะเหมาะสมกว่า แม้จะด้วยเหตุผลคนละอย่างก็ตาม

จุดที่ต้องอ่านอย่างระวัง Print เขียนว่ายุทธวิธีถ่ายทอดและการสืบเสาะ ต่างก็เหมาะกับขั้นปฏิบัติการเชิงรูปนัย แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ยุทธวิธีถ่ายทอดต้องการผู้เรียนที่ประมวลข้อมูลนามธรรมจากคำพูดได้เอง ส่วนการสืบเสาะต้องการผู้เรียนที่ตั้งสมมติฐานและทดสอบอย่างเป็นระบบได้ ทั้งสองอย่างต้องการวุฒิภาวะทางปัญญาระดับเดียวกัน แต่ใช้ความสามารถคนละชุด
ผลของชั้นนี้ หลังพิจารณาความเหมาะสมกับผู้เรียนแล้ว คลังยุทธวิธีที่เหลืออยู่จะลดจำนวนลงอีก สังเกตว่าสองชั้นแรกล้วนเป็นเรื่องของความเหมาะสมทางการศึกษา ส่วนสองชั้นที่เหลือเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 35
ชั้นที่ 3 ทรัพยากรที่มีอยู่จริง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 3 IIIIIIIVV

มีอยู่หรือไม่ และว่างในเวลาที่ต้องใช้หรือเปล่า

ฮาร์ดแวร์

อุปกรณ์และสถานที่

ตัวอย่างที่ Print ยกในบริบทปี 1993 คือเครื่องฉายภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องบันทึกเสียง

ในบริบทปัจจุบันคือเครื่องฉายภาพ อุปกรณ์พกพา ห้องปฏิบัติการ และพื้นที่ที่จัดโต๊ะเป็นกลุ่มได้

ซอฟต์แวร์

สื่อและโปรแกรม

ตัวอย่างที่ Print ยกคือฟิล์มภาพยนตร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเทปบันทึกเสียง

รวมถึงชุดสื่อสำเร็จรูป กรณีศึกษา และเอกสารสำหรับสถานการณ์จำลอง ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ยุทธวิธีปลายฝั่งขวาของภาพ 8.2 ต้องพึ่งพามาก

คำถามสองชั้นที่ Print ตั้ง ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่ในสถาบันหรือไม่ และว่างให้ใช้ในเวลาที่ต้องการหรือไม่ สองคำถามนี้ไม่เหมือนกัน โรงเรียนอาจมีห้องปฏิบัติการหนึ่งห้อง แต่ถ้าถูกจองเต็มทุกคาบ ยุทธวิธีที่ต้องใช้ห้องนั้นก็ถูกตัดออกอยู่ดี

จุดประสงค์ที่กำหนดให้ผู้เรียนสังเกตการเคลื่อนไหวของคลื่นทะเลจากของจริง เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนที่เมืองอลิซสปริงส์

Print (1993, หน้า 183) อลิซสปริงส์เป็นเมืองกลางทะเลทรายที่อยู่ห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุดกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร

Print ระบุว่าเมื่อประเมินยุทธวิธีที่เหลือด้วยเกณฑ์นี้แล้ว จำนวนยุทธวิธีที่ยังใช้ได้มีแนวโน้มจะลดลงอย่างมาก ชั้นนี้จึงเป็นชั้นที่ตัดออกได้แรงที่สุดชั้นหนึ่งในทางปฏิบัติ

องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 36
ชั้นที่ 4 ข้อจำกัดที่บีบทางเลือกให้เหลือน้อยที่สุด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เกณฑ์ชั้นที่ 4 IIIIIIIVV

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เวลา

ตัวอย่างที่ Print ยก หลังพิจารณาเกณฑ์สามชั้นแรกครบแล้ว อาจสรุปว่าทัศนศึกษาหรือการออกภาคสนามเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับจุดประสงค์นี้ แต่ทัศนศึกษาอาจกินเวลาครึ่งวันและสร้างความไม่พอใจให้เพื่อนร่วมงาน ขณะที่การนำเสนอด้วยสื่อโสตทัศน์อาจให้ผลกระทบใกล้เคียงกันภายในเวลาเพียง 20 นาที และมีแรงต้านน้อยกว่ามาก
ข้อจำกัดที่ 1

เวลา

Print ระบุว่าน่าจะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในโรงเรียน ทั้งเวลาในคาบ เวลาในตารางสอน และเวลาที่กระทบผู้อื่น

ข้อจำกัดที่ 2

ขีดจำกัดของตัวครูเอง

ครูบางคนอึดอัดกับเสียงที่เกิดจากการอภิปรายกลุ่มและสถานการณ์จำลอง หรือกับความวุ่นวายที่ดูเหมือนไร้ระเบียบจากการเรียนตามจังหวะของแต่ละคน ข้อนี้ลดทางเลือกลงอีกอย่างมาก

ข้อจำกัดที่ 3 ถึง 6

ข้อจำกัดเชิงระบบ

งบประมาณที่มี, ความพร้อมของบุคลากร เช่น สำหรับงานภาคสนามและการสอนเป็นทีม, นโยบายของโรงเรียน และนโยบายขององค์กรส่วนกลาง เช่น นโยบายของกรมการศึกษา นโยบายของสำนักงานการศึกษาคาทอลิก หรือนโยบายระดับเขต

ข้อสรุปของทั้งแบบจำลอง แบบจำลองนี้ยังบ่งชี้อีกว่า นักพัฒนาต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถาบันที่หลักสูตรนั้นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ จึงจะเลือกยุทธวิธีได้อย่างมีประสิทธิผล ข้อนี้เชื่อมกลับไปหาการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในบทที่ 5 โดยตรง และเป็นเหตุผลที่ Print ให้ไว้ว่าทำไมนักพัฒนาที่ใกล้ชิดโรงเรียนจึงทำงานนี้ได้ดีกว่า
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 37
กิจกรรมโต้ตอบ เครื่องกรองสี่ชั้น 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV ตรรกะการกรองทุกข้ออ้างเกณฑ์ในต้นฉบับ หน้า 182 ถึง 184

ตั้งเงื่อนไขสี่ชั้น แล้วดูว่า อะไรรอดถึงปลายทาง

องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 38
สาธิตสด เดินแบบจำลองการกรองของ Print 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
สาธิตสด LIVE IIIIIIIVV

ตัวเลือกยุทธวิธี ตามแบบจำลองภาพ 8.3

ระบบถูกล็อกให้กรองตามลำดับสี่ชั้นเท่านั้น ห้ามข้ามชั้น และห้ามใช้เกณฑ์อื่นนอกเหนือจาก จุดประสงค์, ผู้เรียน, ทรัพยากร และข้อจำกัด ทุกการตัดออกต้องระบุว่าตัดที่ชั้นไหนและเพราะอะไร

ประเด็นของการสาธิตนี้ คุณค่าอยู่ที่ร่องรอยการให้เหตุผล ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ถ้าเหตุผลของชั้นใดฟังไม่ขึ้น ให้ผู้ฟังค้านได้ทันที และผลลัพธ์ยังต้องผ่านการตัดสินใจเชิงวิชาชีพของครูเสมอ ตาม Print หน้า 180
รายงานการกรองสี่ชั้นจะแสดงที่นี่
แก้โจทย์ด้านซ้ายแล้วกดปุ่มเพื่อเริ่ม ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า API Key ให้กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้าย
องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือกกิจกรรม, ผู้นำเสนอคนที่ 4 39
การจัดระเบียบกิจกรรม ส่วนที่ตำราเองยอมรับว่าอ่อน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์ IIIIIIIVV

Print ยอมรับเองว่าส่วนนี้ แทบไม่มีงานวิจัยรองรับ

มีงานวิจัยหรืองานเขียนในสาขาหลักสูตรน้อยมากที่จัดการกับประเด็นการจัดระเบียบหรือจัดโครงสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ Print (1993, หน้า 184)

สามเหตุผลที่ Print ให้ไว้

เหตุผลที่ 1

ธรรมเนียมที่ครูเป็นผู้ตัดสิน

ส่วนหนึ่งมาจากธรรมเนียมอันเข้มแข็งที่ให้ครูในห้องเรียนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมที่เหมาะสมเอง ครูอ้างอย่างสมเหตุสมผลว่า ประสบการณ์ ความรู้เรื่องความสามารถของผู้เรียน และบริบทของโรงเรียน ทำให้ตนอยู่ในฐานะที่ไม่มีใครแทนได้ในการจัดระเบียบกิจกรรม

เหตุผลที่ 2

ธรรมชาติของการเรียนรู้ซับซ้อนเกินไป

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นด้วยธรรมชาติอันซับซ้อนของการเรียนรู้ และความหลากหลายของอิทธิพลที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลของแต่ละบุคคล

เหตุผลที่ 3

การเรียนรู้เกิดข้ามช่วงเวลายาว

การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ยาวนาน จึงยากที่จะแยกแยะระหว่างตัวแปรที่มีอิทธิพล จำนวนตัวแปรที่มากและความสัมพันธ์อันซับซ้อนของตัวแปรข้ามเวลา ทำให้ยากจะระบุประสิทธิผลของกิจกรรมเดี่ยว ๆ และวิธีจัดระเบียบที่ควรเป็น

ทำไมข้อนี้สำคัญสำหรับนักวิจัยสายหลักสูตรและการสอน เมื่อผู้เขียนตำราระบุเองว่าส่วนนี้ขาดฐานงานวิจัย นั่นคือการประกาศช่องว่างเชิงวิชาการไว้กลางเล่ม เทียบกับบทที่ 7 เรื่องการจัดเนื้อหา ซึ่งมีฐานเรื่องขอบเขตและลำดับที่แน่นกว่ามาก สิ่งที่ Print เสนอต่อจากนี้จึงถูกเรียกว่าเกณฑ์แบบใช้คร่าว ๆ ไม่ใช่ข้อค้นพบเชิงประจักษ์
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 40
เกณฑ์สามข้อของ Tyler สำหรับจัดระเบียบกิจกรรม 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์ IIIIIIIVV

สามเกณฑ์ที่วงการยอมรับเป็นหลักใช้คร่าว ๆ

แม้จะขาดฐานงานวิจัย แต่เกณฑ์สามข้อที่ Tyler (1949) เสนอไว้ ได้รับการยอมรับในสาขานี้ในฐานะหลักการใช้คร่าว ๆ สำหรับจัดระเบียบกิจกรรมการเรียนรู้ มีประโยชน์ทั้งสำหรับนักพัฒนาหลักสูตรในการวางแผน และสำหรับครูในการนำไปปฏิบัติ

เกณฑ์ที่ 1 แนวดิ่ง

ความต่อเนื่อง (Continuity)

Tyler นิยามว่าเป็น "การกล่าวซ้ำในแนวดิ่งขององค์ประกอบหลักของหลักสูตร"

หมายความว่า ถ้าจุดประสงค์เน้นกระบวนการเฉพาะ เช่น ทักษะการสืบเสาะ ทักษะนั้นต้องปรากฏซ้ำในหลายจุดตลอดหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนได้สัมผัสซ้ำและมีโอกาสฝึกกิจกรรมนั้น

เกณฑ์ที่ 2 แนวดิ่งบวกความยาก

การจัดลำดับ (Sequence)

เป็นส่วนขยายของความต่อเนื่อง คือไม่ใช่แค่ทำซ้ำ แต่ต้องไล่จากง่ายไปยาก

การจัดลำดับเชิงชั้นนี้เกิดได้ทั้งภายในวิชาหรือหน่วยเดียวตลอดหนึ่งปี และไล่ข้ามหลายปีการศึกษา ตัวอย่างคือการอ่าน ที่ได้ทักษะพื้นฐานก่อน แล้วจึงเพิ่มคำศัพท์ที่ซับซ้อน และต่อด้วยการอ่านเชิงวิเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น

Taba (1962, หน้า 296) เรียกการจัดลำดับว่า "การเรียนรู้แบบสะสม" (cumulative learning) ซึ่ง Print เห็นว่าเป็นคำที่เหมาะสมมาก

เกณฑ์ที่ 3 แนวราบ

การบูรณาการ (Integration)

หมายถึงความสัมพันธ์ในแนวราบระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้

เจตนาของ Tyler คือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง กิจกรรมการเรียนรู้ต้องสัมพันธ์กันจนให้ประสบการณ์ที่เป็นเอกภาพและบูรณาการแก่ผู้เรียน

ตัวอย่างของ Print คือกิจกรรมในวิชาวรรณคดีอังกฤษ อาจดึงทักษะการทำแผนที่จากภูมิศาสตร์ และทักษะการค้นคว้าจากพฤกษศาสตร์เข้ามาด้วย

ข้อควรจำในการอ่านสามข้อนี้ ข้อ 1 และ 2 เป็นเรื่องของเวลา คือกิจกรรมชุดเดียวกันปรากฏซ้ำและยากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนข้อ 3 เป็นเรื่องของขอบเขต คือกิจกรรมต่างวิชาในช่วงเวลาเดียวกันต้องเสริมกัน หน้าถัดไปคือเหตุผลที่ข้อ 3 เป็นข้อที่ทำได้ยากที่สุด
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 41
เกณฑ์ที่วงการทำได้แย่ที่สุด 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์ IIIIIIIVV

การบูรณาการ ทุกคนเห็นด้วย แต่ แทบไม่มีใครทำได้

ตามธรรมเนียมที่ผ่านมา นักการศึกษาทำได้ไม่ดีนักตามเกณฑ์ข้อนี้ โดยอ้างแทนว่าความรับผิดชอบต่อการบูรณาการนั้นอยู่ที่ตัวผู้เรียน อีกทั้งดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะล่อให้นักการศึกษาออกมาจากเปลือกของสาขาวิชาของตน เพื่อส่งเสริมการบูรณาการ สรุปความจาก Print (1993, หน้า 185 ถึง 186)
ข้ออ้างที่หนึ่ง

โยนภาระให้ผู้เรียน

เมื่อครูแต่ละคนสอนวิชาของตนแยกกัน การเชื่อมโยงข้ามวิชาถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เรียนที่จะทำเอง

ปัญหาคือ ถ้าผู้เรียนทำเองได้ทุกคน ก็คงไม่ต้องมีคำว่าบูรณาการอยู่ในเกณฑ์ตั้งแต่แรก

อุปสรรคที่สอง

เปลือกของสาขาวิชา

Print ใช้ภาพของนักการศึกษาที่อยู่ใน "เปลือก" ของสาขาวิชาตนเอง ซึ่งเป็นทั้งเรื่องของความเชี่ยวชาญ อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ และโครงสร้างการบริหารของโรงเรียน

ข้อนี้เชื่อมโดยตรงกับบทที่ 10 เรื่องการนำหลักสูตรไปใช้และการเปลี่ยนแปลง เพราะการบูรณาการไม่ใช่ปัญหาการออกแบบ แต่เป็นปัญหาของการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กร

ข้อสังเกตของกลุ่มสำหรับบริบทไทย เกณฑ์ทั้งสามข้อของ Tyler เป็นเครื่องมือตรวจสอบหลักสูตรที่ใช้ได้ทันที เปิดโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษาใดก็ได้ แล้วถามสามคำถาม ทักษะเป้าหมายปรากฏซ้ำในกี่จุด, ปรากฏซ้ำแบบยากขึ้นหรือแค่ซ้ำที่เดิม, และกิจกรรมของวิชาต่าง ๆ ในภาคเรียนเดียวกันเสริมกันหรือไม่ หน้าถัดไปคือหน้าสาธิตที่แปลงสามคำถามนี้เป็นเครื่องมือตรวจแผนการสอน
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 42
สาธิตสด ตรวจแผนการสอนด้วยเกณฑ์ของบทที่ 8 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
สาธิตสด LIVE IIIIIIIVV

ตัวตรวจ ความสอดคล้องของแผนการสอน

ตรวจสามชั้นตามบทที่ 8 คือ ชั้นที่ 1 แยกกิจกรรมที่เสนอออกจากประสบการณ์ที่ได้แค่หวัง ตามเส้นแบ่งของ Zais หน้า 165, ชั้นที่ 2 จัดกิจกรรมเข้าหกกลุ่มของ Print แล้วเทียบกับจุดประสงค์, ชั้นที่ 3 ตรวจตามเกณฑ์ Tyler สามข้อ

ระบบถูกล็อกไม่ให้ให้คะแนนเป็นตัวเลข เพราะต้นฉบับไม่มีเกณฑ์เชิงปริมาณ ให้ระบุได้เพียงสถานะเชิงคุณภาพว่า ผ่าน บางส่วน หรือ ยังไม่ผ่าน พร้อมเหตุผลและข้อเสนอแก้
ผลการตรวจสามชั้นจะแสดงที่นี่
วางแผนการสอนด้านซ้ายแล้วกดปุ่มเพื่อเริ่ม ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า API Key ให้กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้าย
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 43
Tyler ปรากฏสามรอบในหนังสือเล่มเดียว 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 5 เชื่อมโยงข้ามบท IIIIIIIVV สังเคราะห์ข้ามบท ไม่ใช่ข้อความในบทที่ 8

ตรรกะเดียวกัน ปรากฏสามครั้งภายใต้สามชื่อ

รอบ อยู่ในบทที่ ปรากฏในชื่อ ใช้จัดระเบียบอะไร
รอบที่ 1 บทที่ 3 แบบจำลองเชิงเหตุผล
rational model
จัดระเบียบกระบวนการพัฒนาหลักสูตรทั้งกระบวนการ ตั้งแต่จุดประสงค์ ประสบการณ์ การจัดระเบียบ ไปจนถึงการประเมิน
รอบที่ 2 บทที่ 7 ขอบเขตและลำดับ
scope and sequence
จัดระเบียบเนื้อหา ว่าจะครอบคลุมกว้างแค่ไหน และเรียงลำดับอย่างไร
รอบที่ 3 บทที่ 8 ความต่อเนื่อง การจัดลำดับ การบูรณาการ
continuity, sequence, integration
จัดระเบียบกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งในแนวดิ่งข้ามเวลา และในแนวราบข้ามวิชา
ทำไมกลุ่มยกเรื่องนี้ขึ้นมา การเห็นว่าตรรกะของ Tyler เป็นแกนที่พาดตลอดทั้งเล่ม ช่วยตอบคำถามที่มักถูกถามในการสอบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรเชื่อมกันอย่างไร คำตอบสั้นที่สุดคือ เชื่อมกันด้วยหลักการจัดระเบียบชุดเดียวกันที่ถูกนำไปใช้กับวัตถุคนละชนิด รอบแรกใช้กับกระบวนการ รอบที่สองใช้กับเนื้อหา รอบที่สามใช้กับกิจกรรม
ข้อควรระวังเมื่อนำไปอ้าง คำว่า sequence ปรากฏทั้งในบทที่ 7 และบทที่ 8 แต่เป็นคนละระดับ ในบทที่ 7 หมายถึงลำดับของเนื้อหา ส่วนในบทที่ 8 หมายถึงลำดับของกิจกรรมที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาเขียนงานวิชาการต้องระบุให้ชัดว่าอ้างระดับไหน
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 44
บทที่ 8 พึ่งพาและส่งต่อให้บทใดบ้าง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
องก์ที่ 5 เชื่อมโยงข้ามบท IIIIIIIVV สังเคราะห์ข้ามบท

บทนี้พึ่งพาสองบท และกำหนดขอบเขตให้อีกสองบท

พึ่งพา บทที่ 6

เจตนารมณ์ของหลักสูตร

จุดประสงค์คือตัวกรองชั้นแรกและมีอำนาจมากที่สุดของภาพ 8.3 ถ้าจุดประสงค์เขียนคลุมเครือ ทั้งแบบจำลองจะทำงานไม่ได้เลย Print เขียนไว้ตรง ๆ ว่ากระบวนการนี้ตอกย้ำความจำเป็นของถ้อยแถลงเจตนารมณ์ที่สร้างมาอย่างดีและชัดเจน

พึ่งพา บทที่ 5 และ 7

สภาพแวดล้อมและเนื้อหา

ชั้นที่ 3 และ 4 ของภาพ 8.3 คือทรัพยากรและข้อจำกัด ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในบทที่ 5 ส่วนเนื้อหาจากบทที่ 7 คือสิ่งที่กิจกรรมต้องพาไปถึงตัวผู้เรียน

กำหนดขอบเขตให้ บทที่ 9

การประเมินและการวัดผล

ยุทธวิธีที่เลือกเป็นตัวจำกัดว่าอะไรประเมินได้อย่างมีความตรง ถ้าเลือกบรรยายอย่างเดียวแล้วไปวัดทักษะการทำงานกลุ่ม การประเมินนั้นขาดความตรงตั้งแต่ต้น ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ กิจกรรม และการประเมิน จึงเริ่มถูกกำหนดตั้งแต่บทนี้

กำหนดขอบเขตให้ บทที่ 10

การนำหลักสูตรไปใช้และการเปลี่ยนแปลง

ข้อจำกัดหลายข้อในชั้นที่ 4 เช่น ความไม่คุ้นเคยของครู แรงต้านต่อการเปลี่ยนบทบาท และตารางสอนที่ไม่เอื้อ ไม่ใช่ปัญหาการออกแบบ แต่เป็นปัญหาการนำไปใช้ ยุทธวิธีที่ต้องเปลี่ยนบทบาทครูมากที่สุดจึงเป็นยุทธวิธีที่ถูกนำไปใช้จริงน้อยที่สุด

รูปแบบที่ปรากฏซ้ำตลอดบท ยุทธวิธีที่ Print ยกย่องมากที่สุด คือกลุ่มย่อย การสืบเสาะ และแบบจำลองความเป็นจริง เป็นยุทธวิธีชุดเดียวกับที่เขาระบุว่าถูกใช้น้อยที่สุดในโรงเรียน และเหตุผลที่ให้ไว้ทุกครั้งเป็นเหตุผลเดียวกัน คือใช้เวลามาก ต้องเปลี่ยนบทบาทครู และครูรู้สึกว่าถูกคุกคาม นี่คือปัญหาการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปัญหาการออกแบบ
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 45
กรอบปี 1993 ยังใช้ได้แค่ไหน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ข้อวิพากษ์ของกลุ่ม IIIIIIIVV ทั้งหน้าเป็นการวิพากษ์ของกลุ่ม อยู่นอกบทที่ 8

สามข้อที่ ยังยืนได้ และสามข้อที่ ต้องอ่านอย่างระวัง

ยังยืนได้
  • เส้นแบ่งกิจกรรมกับประสบการณ์ เป็นข้อแยกเชิงตรรกะ ไม่ใช่ข้อค้นพบเชิงประจักษ์ จึงไม่หมดอายุ และยังใช้ตรวจการเขียนจุดประสงค์ในหลักสูตรไทยได้ทันที
  • ลำดับการกรองสี่ชั้น การให้จุดประสงค์มาก่อนทรัพยากรและข้อจำกัดยังเป็นลำดับที่ถูกต้องเชิงตรรกะ เพราะถ้าเริ่มจากทรัพยากรก่อน จะได้กิจกรรมที่ทำได้แต่ไม่ตอบจุดประสงค์
  • เกณฑ์สามข้อของ Tyler ยังเป็นเครื่องมือตรวจโครงสร้างหลักสูตรที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะข้อบูรณาการที่ยังเป็นจุดอ่อนของหลักสูตรสถานศึกษาไทยจำนวนมาก
ต้องอ่านอย่างระวัง
  • ตัวอย่างทรัพยากรล้าสมัย เครื่องฉายภาพยนตร์และเทปบันทึกเสียงถูกแทนที่แล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ชั้นทรัพยากรในปัจจุบันต้องรวมเครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปลี่ยนสมการต้นทุนของยุทธวิธีบางกลุ่มไปมาก โดยเฉพาะแบบจำลองความเป็นจริงที่ Print บอกว่าแพงเกินไปสำหรับโรงเรียน
  • บริบทออสเตรเลียปี 1993 ข้อความอย่าง "การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์เป็นยุทธวิธีหลักในห้องเรียนออสเตรเลีย" เป็นข้อสังเกตเชิงบริบท ไม่ใช่ข้อค้นพบสากล การนำมาอ้างกับห้องเรียนไทยต้องมีหลักฐานของไทยประกอบ
  • ไม่มีมิติของการประเมินระหว่างเรียน บทนี้พูดถึงข้อมูลย้อนกลับผ่าน Hattie (1992) แต่ไม่ได้เชื่อมเข้ากับ การประเมินเพื่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นพัฒนาการหลังจากนั้น
คำถามเปิดที่กลุ่มอยากทิ้งไว้ ถ้าปัญญาประดิษฐ์ทำให้ต้นทุนของแบบจำลองความเป็นจริง การจัดการเรียนรู้รายบุคคล และการให้ข้อมูลย้อนกลับ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ชั้นที่ 3 ทรัพยากร และชั้นที่ 4 ข้อจำกัด จะยังตัดยุทธวิธีชุดเดิมออกอยู่หรือไม่ หรือข้อจำกัดที่แท้จริงจะย้ายไปอยู่ที่ความพร้อมของครูและโครงสร้างตารางสอนเพียงอย่างเดียว
ข้อนี้เป็นคำถามที่กลุ่มตั้งขึ้น ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับในสไลด์ชุดนี้
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 46
สรุปทั้งบท องก์ละหนึ่งประโยค 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
บทสรุป IIIIIIIVV

ห้าองก์ ห้าประโยค

  • องก์ที่ 1 กิจกรรมการเรียนรู้คือสิ่งที่หลักสูตรเสนอให้ผู้เรียน ส่วนประสบการณ์การเรียนรู้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผู้วางแผนกำหนดได้แต่อย่างแรก และได้เพียงหวังสำหรับอย่างหลัง
  • องก์ที่ 2 ยุทธวิธีสามกลุ่มแรกที่ครูควบคุมสูง แลกประสิทธิภาพด้านทรัพยากร กับประสิทธิผลด้านการเรียนรู้ ในสัดส่วนที่ต่างกันไป และไม่มีกลุ่มใดเหนือกว่าในทุกสถานการณ์
  • องก์ที่ 3 ยุทธวิธีสามกลุ่มหลังที่ผู้เรียนควบคุมสูง ให้การเรียนรู้ที่ลึกและคงทนกว่า แต่ต้องแลกด้วยเวลา ต้นทุน และการเปลี่ยนบทบาทของครู จึงเป็นกลุ่มที่ Print ระบุว่ามีประสิทธิผลสูงสุดแต่ถูกใช้น้อยที่สุด
  • องก์ที่ 4 การเลือกยุทธวิธีเป็นกระบวนการกรองสี่ชั้นตามลำดับ จุดประสงค์ ผู้เรียน ทรัพยากร ข้อจำกัด สองชั้นแรกเป็นเรื่องความเหมาะสมทางการศึกษา สองชั้นหลังเป็นเรื่องความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
  • องก์ที่ 5 การจัดระเบียบกิจกรรมข้ามเวลาใช้เกณฑ์สามข้อของ Tyler ความต่อเนื่อง การจัดลำดับ และการบูรณาการ ซึ่ง Print ยอมรับเองว่าเป็นหลักใช้คร่าว ๆ ที่ยังขาดฐานงานวิจัยรองรับ
ประโยคเดียวที่สรุปทั้งบท บทที่ 8 คือจุดที่หลักสูตรบนกระดาษถูกแปลงเป็นการกระทำ และ Print ยืนยันว่าการแปลงนั้นเป็นความรับผิดชอบร่วมของนักพัฒนาหลักสูตรและครู นักพัฒนามีหน้าที่เสนอแนะอย่างมีเหตุผลตามแบบจำลองการกรอง ส่วนครูมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย
องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 47
ประเด็นอภิปราย และรายการอ้างอิง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
เปิดวง IIIIIIIVV

สามคำถามที่กลุ่มอยากฟังคำตอบ

คำถามที่ 1

เส้นแบ่งความรับผิดชอบ

ในบริบทหลักสูตรสถานศึกษาของไทย นักพัฒนาหลักสูตรควรระบุยุทธวิธีลงในเอกสารหลักสูตรละเอียดแค่ไหน จึงจะไม่กลายเป็นการลดทอนความเป็นวิชาชีพของครู

คำถามที่ 2

ชั้นที่ตัดออกจริง

จากประสบการณ์ในโรงเรียนของท่าน ชั้นใดในสี่ชั้นของ Print ที่ตัดยุทธวิธีออกมากที่สุดจริง ๆ และตรงกับที่ Print คาดว่าจะเป็นชั้นทรัพยากรและข้อจำกัดหรือไม่

คำถามที่ 3

เกณฑ์การบูรณาการ

Print ระบุว่าการบูรณาการเป็นเกณฑ์ที่วงการทำได้แย่ที่สุด ในหลักสูตรที่ท่านรู้จัก ใครเป็นผู้รับผิดชอบการบูรณาการจริง และมีกลไกใดที่ทำให้เกิดขึ้นได้มากกว่าการฝากความหวังไว้กับผู้เรียน

รายการอ้างอิง

แหล่งปฐมภูมิที่กลุ่มอ่านเต็มบท
Print, M. (1993). Curriculum development and design (2nd ed.). Sydney: Allen & Unwin. บทที่ 8 Learning activities, หน้า 164 ถึง 186.

แหล่งที่ Print อ้างถึงในบทที่ 8
Barry, K., & King, L. (1988).
Brady, L. (1992).
Cole, P., & Chan, L. (1987).
Hattie, J. (1992). หน้า 9 เรื่องผลของข้อมูลย้อนกลับ
Joyce, B., & Weil, M. (1992). Models of teaching (4th ed.).
Marsh, C. (1986).
McNeil, J. (1985).
Pratt, D. (1980).
Reynolds, M. (1989).
Saylor, J. G., Alexander, W., & Lewis, A. J. (1981). หน้า 271 ถึง 294 และหน้า 288.
Taba, H. (1962). หน้า 296 เรื่องการเรียนรู้แบบสะสม
Tyler, R. W. (1949). เกณฑ์การจัดระเบียบสามข้อ
Wheeler, D. K. (1967). หน้า 130 หลักการเรียนรู้ 12 ข้อ
Zais, R. (1976). หน้า 350, 352 และ 355 ถึง 364.

หมายเหตุเรื่องการอ้างอิง
รายการข้างต้นคัดจากที่ปรากฏในเนื้อความบทที่ 8 เท่านั้น รายละเอียดบรรณานุกรมฉบับเต็มอยู่ในส่วน References ของหนังสือ หน้า 250 เป็นต้นไป ผู้ที่จะนำไปอ้างในงานวิชาการควรตรวจสอบกับต้นฉบับอีกครั้ง เนื่องจากทั้งหมดนี้เป็นการอ้างอิงทุติยภูมิผ่าน Print (1993)

องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 48
ภาคผนวก อภิธานศัพท์และคำแปลที่กลุ่มใช้ 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำรองไว้ตอบคำถาม

คำแปลที่กลุ่มตกลงใช้ตลอดทั้งชุด

ต้นฉบับ คำแปลที่ใช้ เหตุผลของการเลือกคำ
learning activities กิจกรรมการเรียนรู้ คำหลักของบท ไม่เท่ากับ "กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน" ในระบบไทย
learning experiences ประสบการณ์การเรียนรู้ ต้องต่างจากคำบนให้ชัด เพราะเป็นเส้นแบ่งหลักของบท
learning opportunities โอกาสในการเรียนรู้ อยู่ฝั่งเจตนา เช่นเดียวกับกิจกรรมการเรียนรู้
teaching-learning strategies ยุทธวิธีการเรียนการสอน เลือก "ยุทธวิธี" แทน "กลวิธี" เพราะระดับของการตัดสินใจอยู่ที่ระดับหลักสูตร ไม่ใช่ระดับเทคนิคย่อย
Expository teaching การสอนแบบถ่ายทอดทางเดียว ไม่ใช้ "การสอนแบบบรรยาย" เพราะต้นฉบับรวมการสาธิต งานอ่าน และสื่อโสตทัศน์ไว้ด้วย
Interactive teaching การสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ เน้นวงจรถามตอบที่แทรกในการถ่ายทอด
Small-group teaching การสอนแบบกลุ่มย่อย ครูเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ประสานงาน
Inquiry teaching การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ต้นฉบับระบุชื่อพ้องหลายชื่อ ทั้ง enquiry, discovery learning, problem solving และ inductive learning
Individualisation การจัดการเรียนรู้รายบุคคล มีสองรูปแบบ คือแบบมีโครงสร้างสูง และแบบอิสระ
Models of reality แบบจำลองความเป็นจริง ไม่ใช้ "สถานการณ์จำลอง" เพราะเป็นเพียงหนึ่งในสี่ประเภทตามภาพ 8.1
percolating procedure กระบวนการกรอง Print ใช้ภาพเปรียบกับการกรองกาแฟ และเรียกแบบจำลองนี้ว่า algorithm ในเนื้อความ
continuity, sequence, integration ความต่อเนื่อง, การจัดลำดับ, การบูรณาการ สองข้อแรกเป็นแนวดิ่ง ข้อที่สามเป็นแนวราบ Taba เรียกข้อที่สองว่าการเรียนรู้แบบสะสม
ภาคผนวก 49
ภาคผนวก ตารางเปรียบเทียบหกกลุ่มยุทธวิธีฉบับเต็ม 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำรองไว้ตอบคำถาม

หกกลุ่ม เรียงตามลำดับในภาพ 8.2

ลำดับ ยุทธวิธี ตัวอย่างจากต้นฉบับ ข้อดีเด่นสุด ข้อจำกัดเด่นสุด
1 ถ่ายทอดทางเดียว
Exposition
บรรยาย, สาธิต, งานอ่านที่กำหนด, สื่อโสตทัศน์, มหาวิทยาลัยเปิดทางโทรทัศน์ ประสิทธิภาพด้านทรัพยากรสูงสุด ครูมั่นใจว่าครอบคลุมหลักสูตร ผู้เรียนตั้งรับ อัตราคงอยู่ต่ำ ข้อมูลย้อนกลับน้อยที่สุด
2 มีปฏิสัมพันธ์
Interactive
การสอนในชั้นเรียนปกติ, ติวเตอร์, สัมมนา, การอภิปรายกลุ่ม ข้อมูลย้อนกลับทันที ควบคุมชั้นเรียนได้ สอนซ่อมและสอนเพิ่มได้ ใช้ทรัพยากรมากกว่า ต้องสอนซ้ำหลายห้อง หรือเวลาเตรียมสูง
3 กลุ่มย่อย
Small groups
อภิปรายกลุ่ม, buzz groups, กลุ่มระดมสมอง, ติวเตอร์และสัมมนาบางรูปแบบ ทักษะระหว่างบุคคล การสร้างข้อโต้แย้ง การแก้ปัญหาแบบร่วมมือ ใช้เวลามาก ครอบคลุมเนื้อหาน้อย เสี่ยงกลายเป็นการรวมความไม่รู้
4 รายบุคคล
Individualisation
ชุดสื่อ SRA, การสอนแบบโปรแกรม, โมดูลอาชีวศึกษา, สัญญาการเรียนรู้ ตอบสนองความต่างรายบุคคล เรียนตามจังหวะตน เสริมการกำกับตนเอง ครูเตรียมงานมากขึ้นมาก ควบคุมความครอบคลุมเนื้อหาได้น้อย
5 สืบเสาะหาความรู้
Inquiry
สี่ขั้นตั้งแต่ตระหนักในปัญหาถึงสรุปผล บวกขั้นที่ห้าที่เป็นทางเลือก, group investigation ความเข้าใจซึมลึกและคงทน ทักษะที่ถ่ายโอนได้ วิธีคิดเชิงตรรกะ ใช้เวลามากที่สุด ครูต้องเปลี่ยนบทบาท มีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย
6 แบบจำลองความเป็นจริง
Models of reality
เครื่องฝึกบินจำลอง, ครัวคหกรรม, การฝึกสอน, Monopoly, Starpower, บทบาทสมมติ เข้าถึงจุดประสงค์ด้านเจตคติที่วิธีอื่นเข้าไม่ถึง ได้ผลกับผู้เรียนที่เรียนอ่อน แพง ใช้เวลามาก ตารางสอนไม่เอื้อ ครูมักไม่รู้วิธีดำเนินการ ต้องมีการถอดบทเรียน
หมายเหตุลำดับ ตารางนี้เรียงตามลำดับที่ปรากฏในภาพ 8.2 หน้า 179 ของฉบับที่กลุ่มใช้ ซึ่งวางรายบุคคลไว้ก่อนสืบเสาะ ส่วนลำดับหัวข้อในเนื้อความวางสืบเสาะเป็นข้อ 4 และรายบุคคลเป็นข้อ 5 ทั้งสองลำดับเป็นการเรียงคนละเกณฑ์ ภาพเรียงตามระดับการเข้ามาเกี่ยวข้องของผู้เรียนบนความต่อเนื่อง ส่วนเนื้อความเรียงตามลำดับหัวข้อของบท กลุ่มรายงานทั้งสองลำดับไว้ตามที่ปรากฏ ไม่ได้ตัดสินว่าลำดับใดถูกหรือผิด
นอกจากนี้ การฝึกและการทำซ้ำ (practice/drill) ไม่นับเป็นกลุ่มที่เจ็ด Print จัดเป็นวิธีเสริมแรงหลังการเรียนรู้เกิดขึ้นแล้ว และเป็นความรับผิดชอบของครูมากกว่าของนักพัฒนาหลักสูตร
ภาคผนวก 50
ภาคผนวก ข้อความสำคัญพร้อมเลขหน้าอ้างอิง 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำรองไว้ตอบคำถาม

เลขหน้าที่ถูกถามบ่อยที่สุด

แหล่ง หน้าใน Print สาระ
Zais (1976, หน้า 350) 164 ข้อความเปิดบท เจตนาที่ดี จุดมุ่งหมาย เนื้อหา และการประเมินที่ดี ล้วนไร้ประโยชน์ถ้ากิจกรรมไม่ให้ผลลัพธ์ทางการศึกษา
Zais (1976, หน้า 352) 165 ผู้วางแผนกำหนดกิจกรรมได้ แต่ทำได้เพียงหวังว่ากิจกรรมจะส่งผลเป็นประสบการณ์ตามที่ต้องการ
นิยามกิจกรรมการเรียนรู้ 164 ถึง 165 กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนในสถานการณ์การเรียนการสอน เพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อหาและบรรลุจุดประสงค์
เหตุผลสามข้อของความหลากหลาย 166 ผู้เรียนต่างกัน, บางวิธีเหมาะบางสถานการณ์, ไม่มีวิธีใดเหนือกว่าเสมอ
Saylor, Alexander & Lewis (1981) 166 และ 173 แคตตาล็อกยุทธวิธี หน้า 271 ถึง 294 อยู่ในหน้า 166 ส่วน group investigation หน้า 288 อยู่ในหน้า 173
Hattie (1992, หน้า 9) 169 ข้อมูลย้อนกลับคือตัวแปรกำกับเดี่ยวที่ทรงพลังที่สุดต่อผลสัมฤทธิ์ ใบสั่งยาคือข้อมูลย้อนกลับเป็นกอง ๆ
ภาพ 8.1 177 แบบจำลองความเป็นจริง สี่ประเภทจาก High reality ถึง Abstract reality
ภาพ 8.2 179 ความต่อเนื่องของยุทธวิธีทั้งหกบนสามแกน
Wheeler (1967, หน้า 130) 180 ถึง 181 หลักการเรียนรู้ 12 ข้อ
ภาพ 8.3 181 แบบจำลองการกรองสี่ชั้น จุดประสงค์ ผู้เรียน ทรัพยากร ข้อจำกัด
ตัวอย่างตะเกียงบุนเสนและปิเปต 182 จุดประสงค์ต่างกันในวิชาเดียวกันเรียกหายุทธวิธีคนละชุด
Tyler (1949) และ Taba (1962, หน้า 296) 184 ถึง 186 เกณฑ์สามข้อ และคำว่าการเรียนรู้แบบสะสม
ภาคผนวก 51
ภาคผนวก แผนเวลา 60 นาที สำหรับผู้นำเสนอห้าคน 472 513 การพัฒนาหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
ภาคผนวก สำหรับซ้อมนำเสนอ

แผนเวลาและจุดส่งไม้ต่อ

ผู้พูด องก์ หน้า เวลา ข้อควรระวังบนเวที
คนที่ 1 องก์ที่ 1 คำและตำแหน่ง 1 ถึง 9 10 นาที หน้า 5 คือหัวใจของทั้งบท ให้เวลามากที่สุด ส่งไม้ต่อด้วยคำถามว่า "แล้วเรามีอะไรให้เลือกบ้าง"
คนที่ 2 องก์ที่ 2 ยุทธวิธีที่ครูควบคุม 10 ถึง 18 11 นาที หน้า 12 ถึง 17 เป็นคู่ ธรรมชาติแล้วตามด้วยข้อดีข้อจำกัด เดินให้เร็ว ปิดที่ตารางหน้า 18 แล้วชี้แนวโน้มสองแกนก่อนส่งต่อ
คนที่ 3 องก์ที่ 3 ยุทธวิธีที่ผู้เรียนควบคุม 19 ถึง 29 14 นาที องก์ที่ยาวที่สุด มีกิจกรรมสองชุดและสาธิต AI หนึ่งหน้า หน้า 27 ให้กดเพียง 3 จุดจากหก คือจุดที่ 1 จุดที่ 3 และจุดที่ 6 ไม่เกิน 2 นาที หน้า 29 ให้เล่น 3 ข้อ ถ้าเน็ตมีปัญหาให้ข้ามหน้า 28 ไปเลย ทั้งสองกิจกรรมโต้ตอบทำงานได้แม้ไม่มีเน็ต
คนที่ 4 องก์ที่ 4 เกณฑ์การเลือก 30 ถึง 39 13 นาที หน้า 32 การ์ด Wheeler ให้พลิกเพียง 3 ถึง 4 ใบ อย่าพลิกครบ หน้า 38 เครื่องกรองคือไฮไลต์ ให้ผู้ฟังทายก่อนว่าอะไรจะรอด แล้วค่อยกด หน้า 39 ข้ามได้ถ้าเวลาไม่พอ
คนที่ 5 องก์ที่ 5 จัดระเบียบและวิพากษ์ 40 ถึง 48 12 นาที หน้า 40 เป็นจุดขายเชิงวิชาการ ตำราประกาศช่องว่างเอง อย่ารีบผ่าน หน้า 46 ต้องย้ำว่าเป็นข้อวิพากษ์ของกลุ่ม ไม่ใช่ของ Print เหลือเวลาถามตอบอย่างน้อย 10 นาที
แผนสำรองเมื่อเวลาไม่พอ ลำดับการตัด หนึ่ง ตัดหน้าสาธิต AI ทั้งสามหน้า คือ 28, 39 และ 43 สอง ตัดหน้า 26 และ 44 เพราะเป็นการขยายความ สาม ย่อหน้า 34 ถึง 37 เหลือการเดินตารางเดียวในหน้า 34
เมื่ออินเทอร์เน็ตมีปัญหา กิจกรรมโต้ตอบทั้งสี่ชุดในหน้า 27, 29, 32 และ 38 ทำงานได้ตามปกติโดยไม่ต้องต่อเน็ตและไม่ต้องมี API Key
การเรียกหน้าภาคผนวก หน้า 49 ถึง 52 ไม่ถูกนับในลำดับหลัก แถบล่างจะขึ้นว่า ภาคผนวก 01 ถึง 04 เรียกดูได้โดยกดลูกศรขวาต่อจากหน้า 48 อีกสี่ครั้ง จึงควรหยุดที่หน้า 48 เมื่อจบการนำเสนอ
ภาคผนวก 52
ผู้ช่วยถาม-ตอบ Learning Activities
อ้างอิงบทที่ 8 หน้า 164 ถึง 186 เลือกถามทั้งชุดหรือเฉพาะหน้าที่กำลังฉาย

ตั้งค่า API Key ก่อนใช้งาน AI Demo

สไลด์นี้ประมวลผล AI แบบ client-side กรุณาใส่ API Key เพื่อเริ่มใช้หน้าสาธิตนี้ กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้ายได้ทุกเมื่อ

ตั้งค่า AI Model

Presets