เปิดเรื่อง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย

แบบทดสอบ
อัตนัย

เครื่องมือที่วัดการคิดขั้นสูงได้ดีที่สุด และมีจุดอ่อนที่สุดตรงการตรวจให้คะแนน

Subjective Test หรือ Essay Test คำถามที่จะเดินตลอดการนำเสนอคือ วิธีวิทยาการวิจัยจัดการกับจุดอ่อนเรื่องการตรวจให้คะแนนอย่างไร และแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ตอบคำถามนี้ได้แค่ไหน

สัมมนาบัณฑิตศึกษา ปริญญาเอก หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร 01
โจทย์ของการนำเสนอ 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง IIIIIIIV

เดินตาม ปัญหาเดียว ไม่ใช่ไล่ตามหัวข้อ

ตำราการวัดผลทุกเล่มบอกตรงกันว่าแบบทดสอบอัตนัยวัดการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ได้ดี และบอกตรงกันอีกว่าจุดอ่อนอยู่ที่การตรวจให้คะแนน การนำเสนอนี้จึงไม่ไล่เล่าคุณสมบัติทีละข้อ แต่เดินตามปัญหานั้นจนถึงทางออกที่วรรณกรรมไทยใช้จริง

องก์ I

อัตนัยคืออะไร

นิยาม สองชนิด ข้อดีและข้อจำกัด และตำแหน่งเทียบกับปรนัย

องก์ II

จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ

อคติผู้ตรวจ หลักการสร้าง 7 ข้อ พิมพ์เขียว และรูบริค

องก์ III

ตรวจคุณภาพอย่างไร

IOC ความยาก อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น และความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ

องก์ IV

แบบทดสอบอัตนัยประยุกต์

MEQ กับกรณีศึกษาไทยสองเรื่อง และตำแหน่งในงานผสานวิธี

ฐานของการนำเสนอ เนื้อหาเชิงหลักการอ้างจาก มนตรี วงษ์สะพาน (2563) บทที่ 6 และบทที่ 7 ส่วนกรณีศึกษาอ้างจากบทความวิจัยไทยสองเรื่องที่ตีพิมพ์ในวารสารฐาน TCI คือ ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ (2563) และ ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ (2568)
เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 02
แบบทดสอบอัตนัยอยู่ตรงไหน 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง IIIIIIIV

จุดตั้งต้นที่คนมักพลาด เครื่องมือมีสองตระกูล

ตำราแยก เครื่องมือจัดกระทำ (Treatment) ซึ่งเป็นตัวนวัตกรรมที่ใช้ทดลอง ออกจาก เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล (Instrument) ซึ่งเป็นตัววัดผล การสับสนสองตระกูลนี้ทำให้วัตถุประสงค์กับเครื่องมือไม่ตรงกันตั้งแต่บทที่ 3 [มนตรี, 2563, น.201-203]

เครื่องมือจัดกระทำ (Treatment)
  • แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรม บทเรียนคอมพิวเตอร์ หลักสูตรเสริม คู่มือครู
  • ตรวจคุณภาพด้วย ความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วหา E1/E2 และ E.I.
เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล (Instrument)
  • แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ ซึ่งคือหัวข้อที่ทั้งชั้นเรียนแบ่งกันรับผิดชอบ
  • ตรวจคุณภาพด้วย ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น อำนาจจำแนก และความยาก
ตำแหน่งของหัวข้อกลุ่มเรา แบบทดสอบจำแนกได้สองแกน แกนแรกคือ สิ่งที่วัด ได้แก่ วัดผลสัมฤทธิ์ วัดความถนัด และวัดเชาวน์ปัญญา แกนที่สองคือ รูปแบบข้อสอบ ซึ่งแยกเป็นอัตนัยกับปรนัย หัวข้อของกลุ่มเราอยู่ที่แกนที่สอง [มนตรี, 2563, น.203-204]
เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 03
สองชนิดของแบบทดสอบอัตนัย 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง IIIIIIIV

อิสระในการตอบ มีสองระดับ และเลือกผิดตั้งแต่ต้นแก้ทีหลังไม่ได้

แบบไม่จำกัดการตอบ (Extended Response)

ให้อิสระเต็มที่ ตอบได้ทั้งความเรียง ผังมโนทัศน์ ตาราง หรือรูปภาพ

จงอธิบายหลักการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยละเอียด

วัดการจัดระบบความคิดและการเขียนได้เต็มที่ แต่ แนวการตรวจคลุมเครือที่สุด เพราะขอบเขตคำตอบกว้างมาก

แบบจำกัดการตอบ (Restricted Response)

กำหนดขอบเขต แบบฟอร์ม และประเด็นเฉพาะเจาะจง

จงอธิบายสาเหตุหลักของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จำนวน 3 ข้อ

คำว่า 3 ข้อ คือกลไกลดความคลาดเคลื่อนของผู้ตรวจ เพราะทำให้ มีแนวทางตรวจให้คะแนนชัดเจน

ประเด็นที่ควรสังเกต ความแตกต่างของสองชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องความยาวของคำตอบ แต่คือ ระดับการควบคุมความคลาดเคลื่อนจากการตรวจ ซึ่งจะเป็นแกนของทั้งองก์ที่ 2 และองก์ที่ 3 [มนตรี, 2563, น.204-205]
เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 04
ข้อดีและข้อจำกัด 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง IIIIIIIV

ข้อจำกัดทั้งสี่ข้อ ชี้กลับไปที่เรื่องเดียวกัน

ข้อดี 4 ข้อ
  • วัดการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ได้ดี
  • กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดขั้นสูง
  • วัดความสามารถในการเขียนและการนำเสนอ
  • ทดสอบได้หลายเนื้อหาและหลายจุดมุ่งหมายพร้อมกัน
ข้อจำกัด 4 ข้อ
  • การตรวจให้คะแนนเป็นจุดอ่อน ผู้ตรวจที่ไม่มีความรู้ลึกมักตรวจโดยอิงความรู้สึกจนลำเอียง
  • ผู้ที่ช่างอ่านอาจได้คะแนนสูงทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจเรียน
  • ผู้ตอบตีความคำถามต่างกัน
  • จำนวนข้อน้อย จึงอาจไม่ครอบคลุมจุดประสงค์
ข้อสังเกตที่จะใช้ตลอดการนำเสนอ ข้อจำกัดทั้งสี่ข้อไม่ได้เป็นอิสระจากกัน ทุกข้อคือ ความแปรปรวนของคะแนนที่ไม่ได้มาจากความสามารถของผู้สอบ สามข้อแรกมาจากตัวผู้ตรวจและตัวคำถาม ข้อสุดท้ายมาจากการสุ่มตัวอย่างเนื้อหา [มนตรี, 2563, น.205]
เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 05
อัตนัยเทียบกับปรนัย 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 1 นิยามและตำแหน่ง IIIIIIIV

ไม่มีชนิดใดชนะทุกมิติ มีแต่การเลือกให้ตรงกับสิ่งที่จะวัด

มิติเปรียบเทียบ แบบอัตนัย แบบปรนัย
ระดับพฤติกรรมที่วัดได้ดี วิเคราะห์ ประเมินค่า สร้างสรรค์ และทักษะการเขียน วัดได้ตั้งแต่ความจำถึงการประเมินค่า แต่ในทางปฏิบัติมักหยุดที่ความจำ
ความเชื่อมั่นของคะแนน ต่ำกว่า เพราะจำนวนข้อน้อยและคะแนนขึ้นกับผู้ตรวจ สูงกว่า เพราะข้อมากและการเดามีน้อย
ความเป็นปรนัยของการตรวจ เป็นจุดอ่อนหลัก ต้องสร้างกลไกควบคุมเพิ่ม ตรวจง่าย ถูกต้อง รวดเร็ว
ความครอบคลุมเนื้อหา จำกัด เพราะทำได้ไม่กี่ข้อในเวลาที่มี กว้าง เพราะบรรจุข้อได้มาก
โอกาสเดาถูก แทบไม่มี ผู้สอบต้องผลิตคำตอบเอง มีเสมอ และเพิ่มขึ้นเมื่อตัวเลือกน้อย
ต้นทุนหลัก อยู่ที่ปลายทาง คือเวลาและกำลังคนในการตรวจ อยู่ที่ต้นทาง คือเวลาสร้างข้อสอบและตัวลวงที่ดี
วินิจฉัยจุดบกพร่อง เห็นกระบวนการคิดจริงของผู้สอบ จึงวินิจฉัยได้ตรงจุด วินิจฉัยได้จากรูปแบบการเลือกตัวลวง แต่ไม่เห็นวิธีคิด

สังเคราะห์จาก มนตรี วงษ์สะพาน (2563, น.204-214) แถวสุดท้ายเป็นประเด็นที่นำไปสู่องก์ที่ 4 เพราะเป็นเหตุผลที่งานวิจัยยอมแลกความสะดวกในการตรวจ เพื่อให้ได้เครื่องมือที่มองเห็นกระบวนการคิด

เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 06
ปัญหาแกนของแบบทดสอบอัตนัย 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

วงจรที่ทำให้ข้อสอบอัตนัย กลายเป็นข้อสอบความจำ

Iramaneerat (2015 อ้างถึงใน ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ, 2568) ระบุว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ข้อสอบอัตนัยไม่บรรลุวัตถุประสงค์ คือ ผู้สร้างข้อสอบเน้นการตรวจให้คะแนนได้ง่ายเป็นสำคัญ ผลคือข้อสอบอัตนัยส่วนใหญ่วัดเพียงความรู้ระดับความจำหรือความเข้าใจพื้นฐาน

1
ตั้งใจดี
ครูออกข้อสอบอัตนัยเพราะอยากวัดการคิดขั้นสูง
2
เจอต้นทุนจริง
พบว่าคำตอบปลายเปิดตรวจยาก ให้คะแนนไม่ตรงกัน เถียงกับนักเรียนได้
3
ปรับให้ตรวจง่าย
เปลี่ยนคำถามให้มีคำตอบตายตัวขึ้น เพื่อให้เฉลยสั้นและตรวจเร็ว
4
ผลลัพธ์
ได้ข้อสอบเขียนตอบที่วัดความจำ คือเสียข้อดีของอัตนัย แต่ยังแบกข้อจำกัดไว้ครบ
ข้อสรุปที่ใช้ตั้งโจทย์ขององก์ที่ 2 และ 3 ถ้าไม่แก้ปัญหาการตรวจก่อน ข้อเสนอทั้งหมดเรื่องการใช้อัตนัยวัดการคิดขั้นสูงจะไม่รอดในทางปฏิบัติ เพราะครูจะถอยกลับไปหาคำถามที่ตรวจง่ายเสมอ
เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 07
แหล่งความคลาดเคลื่อนและอคติผู้ตรวจ 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

คะแนนหนึ่งคะแนน มีอะไรปนอยู่ในนั้นบ้าง

การตั้งคำถามว่าคะแนนที่ได้มาจากอะไรบ้าง คือวิธีคิดที่ทำให้เลือกกลไกควบคุมได้ตรงจุด แทนที่จะเพิ่มกฎการตรวจไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าแก้อะไร

1

ตัวผู้สอบ

ความสามารถจริงที่เราต้องการวัด บวกกับความสามารถในการเขียนซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจวัด

กลไกควบคุม กำหนดรูปแบบคำตอบให้ชัด และไม่ให้คะแนนความสวยงามของสำนวน
2

ตัวคำถาม

ความกำกวมของคำสั่ง ทำให้ผู้ตอบตีความต่างกัน คำตอบจึงไม่อยู่บนฐานเดียวกัน

กลไกควบคุม ใช้คำสั่งเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจน และผ่านการตรวจความเป็นปรนัยจากผู้เชี่ยวชาญ
3

ตัวผู้ตรวจ

อคติที่มีชื่อเรียกในวรรณกรรมการวัดผล ได้แก่ ความประทับใจโดยรวม (halo effect) ผลของลำดับการตรวจ (order effect) ความใจดีหรือใจเข้ม (leniency และ severity) และ การเลื่อนเกณฑ์ระหว่างตรวจ (rater drift)

กลไกควบคุม ตรวจทีละข้อข้ามผู้สอบ ปิดชื่อผู้สอบ ใช้รูบริคที่มีตัวอย่างชิ้นงานประกอบ และใช้ผู้ตรวจสองคน
4

การสุ่มตัวอย่างเนื้อหา

ข้อสอบมีไม่กี่ข้อ ผู้สอบที่บังเอิญอ่านตรงเรื่องที่ออกจึงได้เปรียบ

กลไกควบคุม ทำพิมพ์เขียวให้ครอบคลุมจุดประสงค์ และเพิ่มจำนวนข้อเท่าที่เวลาเอื้อ

ชื่ออคติทั้งสี่เป็นคำที่ใช้ทั่วไปในวรรณกรรมการวัดผล ไม่ได้ปรากฏเป็นรายการในตำราไทยเล่มที่อ้าง ถ้าจะนำไปเขียนในดุษฎีนิพนธ์ ควรอ้างตำราการวัดผลที่ให้นิยามไว้โดยตรง

เสกสรร สุขเสนา+พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์+ชุติมา จันทร์สว่าง, แบบทดสอบอัตนัย 08
หลักการสร้างข้อสอบอัตนัย 7 ข้อ 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

หลักการสร้าง 7 ข้อ และข้อที่ 4 คือข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุด

01

ระบุพฤติกรรมที่จะวัด

ยึดมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และจุดประสงค์ แล้วทำเป็น พิมพ์เขียว

02

เขียนข้อคำถาม

ชัดเจนว่าให้ทำอะไร วัดตั้งแต่ความเข้าใจขึ้นไป ใช้สถานการณ์ใหม่ ไม่ถามตามตำรา

03

คุมความยากให้เหมาะกับวัย

ความซับซ้อนของสถานการณ์ต้องสมกับวัยของผู้ตอบ

04

เขียนเฉลยไปพร้อมข้อสอบ

เกณฑ์การตรวจต้องเกิดพร้อมกับคำถาม ไม่ใช่เขียนทีหลังตอนจะตรวจ

05

ให้เวลาพอสมควร

เวลาที่น้อยเกินไปเปลี่ยนข้อสอบวัดการคิดให้กลายเป็นข้อสอบวัดความเร็ว

06

ผ่านผู้เชี่ยวชาญสองสาย

ทั้งด้านเนื้อหาและด้านการวัดผล ตรวจความสอดคล้อง ความเหมาะสม และความเป็นปรนัย

07

ทดลองใช้จริง

กับนักเรียนที่เรียนเนื้อหานั้นมาแล้ว เพื่อวิเคราะห์คุณภาพรายข้อและทั้งฉบับ

อ่านซ้ำ

สี่ในเจ็ดข้อ คือเรื่องการตรวจ

ข้อ 1, 4, 6 และ 7 ล้วนเป็นกลไกทำให้คะแนนจากผู้ตรวจคนละคนตรงกัน ไม่ใช่เรื่องการเขียนคำถาม

[มนตรี, 2563, น.205-206] หนังสือให้ตัวอย่างข้อคำถามอัตนัยครบทั้ง 6 ระดับพุทธิพิสัยไว้ที่ น.206-207 ซึ่งใช้เป็นแบบตั้งต้นได้

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 09
พิมพ์เขียวข้อสอบ (Test Blueprint) 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

พิมพ์เขียวคือ หลักฐานความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ไม่ใช่เอกสารประกอบ

ตัวอย่างข้างล่างถอดจากโครงสร้างจริงของ ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ (2568) ซึ่งวาง 4 สถานการณ์ไว้ในแถว และวาง 5 ขั้นของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไว้ในหลัก ทำให้เห็นทันทีว่าข้อคำถามข้อใดวัดองค์ประกอบใด

สถานการณ์ (เนื้อหาพันธุศาสตร์) ระบุปัญหา ตั้งสมมติฐาน ออกแบบทดสอบสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล สรุปผล
1. โครโมโซมและสารพันธุกรรม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5
2. การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10
3. เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 14 ข้อ 15
4. วิวัฒนาการ ข้อ 16 ข้อ 17 ข้อ 18 ข้อ 19 ข้อ 20
สามอย่างที่ตารางนี้ทำให้ตอบกรรมการได้ทันที หนึ่ง วัดครบทุกองค์ประกอบของตัวแปรตามหรือไม่ สอง แต่ละองค์ประกอบมีกี่ข้อ และถ่วงน้ำหนักเท่ากันหรือไม่ สาม เมื่อรายงานผลรายองค์ประกอบในบทที่ 4 คะแนนแต่ละองค์ประกอบมาจากข้อใดบ้าง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 10
คำถามอัตนัยไล่ 6 ระดับพุทธิพิสัย 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

คำกริยาในคำสั่ง คือสิ่งที่กำหนดระดับพฤติกรรมจริง

ข้อสอบอัตนัยไม่ได้วัดการคิดขั้นสูงโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเป็นการเขียนตอบ สิ่งที่กำหนดระดับพฤติกรรมคือคำสั่งและงานที่ให้ทำ ตารางนี้ใช้เป็นแบบตั้งต้นเวลาเขียนข้อสอบตามพิมพ์เขียว

ระดับ คำสั่งที่ใช้บ่อย ลักษณะงานที่ผู้สอบต้องทำ การตรวจ
1 ความรู้ความจำ บอก ระบุ เขียนรายชื่อ ดึงข้อมูลที่จำไว้ออกมาตรง ๆ ตรวจง่ายที่สุด
2 ความเข้าใจ อธิบาย สรุปความ ยกตัวอย่าง แปลงความรู้เป็นถ้อยคำของตนเอง ยังตรวจไม่ยาก
3 การนำไปใช้ คำนวณ แสดงวิธีทำ ประยุกต์ ใช้หลักการกับสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอ ต้องมีเกณฑ์รายขั้น
4 การวิเคราะห์ จำแนก เปรียบเทียบ หาสาเหตุ แยกส่วนประกอบและระบุความสัมพันธ์ ต้องใช้รูบริค
5 การประเมินค่า วิพากษ์ ตัดสิน ให้เหตุผลสนับสนุน ตัดสินโดยใช้เกณฑ์ และปกป้องข้อตัดสินนั้น คำตอบถูกได้หลายทาง
6 การสร้างสรรค์ ออกแบบ วางแผน สร้างข้อเสนอ ผลิตสิ่งใหม่ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนด ตรวจยากที่สุด
ความตึงที่ต้องยอมรับ ยิ่งไต่ระดับขึ้น ยิ่งได้ในสิ่งที่ปรนัยให้ไม่ได้ และยิ่งเสียความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ สามแถวล่างจึงเป็นบริเวณที่ต้องมีเครื่องมือควบคุมเสมอ นี่คือเหตุผลที่หน้าถัดไปต้องพูดเรื่องรูบริค
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 11
รูบริคสองชนิด เลือกให้ถูกก่อนสร้าง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

เลือกชนิดรูบริค ก่อนเขียนข้อสอบ ไม่ใช่หลังเก็บข้อมูล

แบบแยกองค์ประกอบ (Analytic)

แยกให้คะแนนทีละมิติ แล้วรวมหรือรายงานแยก

  • บอกได้ว่าผู้เรียนอ่อนมิติใด นำไปปรับการสอนต่อได้
  • หาความเชื่อมั่นรายมิติได้ และแมปกับองค์ประกอบของตัวแปรตามได้ตรง
  • แลกด้วยเวลาตรวจที่มากขึ้น และต้องระวังมิติที่ทับซ้อนกัน
แบบภาพรวม (Holistic)

ให้คะแนนเดียวจากภาพรวมของชิ้นงาน

  • ใช้เวลาตรวจน้อย เหมาะกับการตัดสินเร็ว
  • ไม่บอกจุดอ่อนเฉพาะจุด
  • ผู้ให้คะแนนต่างคนมักต่างกันมากกว่า ซึ่งคือปัญหาที่เรากำลังจะแก้พอดี
ข้อควรรู้ก่อนออกแบบ จำนวนระดับ 3 ถึง 5 ระดับใช้ได้ทั้งคู่ แต่ต้องเท่ากันทุกมิติ ถ้ามิติหนึ่งมี 4 ระดับ อีกมิติมี 3 ระดับ การรวมคะแนนจะถ่วงน้ำหนักมิติแรกโดยไม่ตั้งใจ
ตำราไทยเล่มที่อ้างให้รูบริคไว้ในฐานะตัวอย่างประกอบแบบสังเกต (น.222-223) โดยไม่ได้แยกชนิด เนื้อหาหน้านี้จึงเป็นการสังเคราะห์จากวรรณกรรมการวัดผล ถ้าจะอ้างในดุษฎีนิพนธ์ต้องระบุตำราการวัดผลที่ใช้จริงเป็นแหล่ง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 12
หลักเขียนคำอธิบายระดับของรูบริค 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 2 จุดอ่อนอยู่ที่การตรวจ IIIIIIIV

เขียนคำอธิบายระดับอย่างไร ให้ผู้ตรวจสองคนได้คะแนนตรงกัน

01

บรรยายสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่สิ่งที่ขาด

เขียนว่า ระบุแหล่งข้อมูลได้ 1 แหล่ง ดีกว่า ระบุแหล่งข้อมูลได้ไม่ครบ

02

ใช้เกณฑ์ที่สังเกตได้ในชิ้นงาน

เขียนว่า อธิบายเหตุผลประกอบข้อสรุปทุกข้อ ไม่ใช่ เข้าใจแนวคิดเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการอนุมานสภาวะภายใน

03

มิติเดียวต่อหนึ่งแถว

ถ้าคำอธิบายพูดถึงทั้งความถูกต้องและความครบถ้วน ผู้ตรวจจะไม่รู้ว่าให้ระดับใดเมื่อชิ้นงานถูกแต่ไม่ครบ

04

ระยะห่างระหว่างระดับใกล้เคียงกัน

ไม่ใช่ระดับ 3 กับ 2 ต่างกันนิดเดียว แต่ระดับ 2 กับ 1 ต่างกันมาก

05

ระบุจำนวนเมื่อทำได้

จำนวนเหตุผล จำนวนแหล่งข้อมูล จำนวนข้อผิดพลาดที่ยอมรับได้ ช่วยลดความต่างระหว่างผู้ตรวจได้มาก

06

มีตัวอย่างชิ้นงานจริงประกอบทุกระดับ

ตัวอย่างที่เรียกว่า anchor paper เป็นวิธีที่ลดความต่างระหว่างผู้ให้คะแนนได้มากที่สุด และควรอยู่ในคู่มือครูด้วย

การสังเคราะห์จากวรรณกรรมการวัดผล ไม่ใช่เนื้อหาที่มีเลขหน้าในตำราไทยเล่มที่อ้าง สังเกตว่าห้าในหกข้อคือการทำให้เกณฑ์ ตรวจสอบได้จากตัวชิ้นงาน แทนที่จะอาศัยการตีความของผู้ตรวจ

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 13
ต้องหาค่าอะไรบ้าง และหาตอนไหน 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

ลำดับการหาคุณภาพ ห้ามสลับ

ต้องรู้ตั้งแต่ตอนออกแบบว่าเครื่องมือชนิดนี้ต้องหาค่าอะไรบ้าง ไม่ใช่รู้ตอนเก็บข้อมูลเสร็จแล้ว เพราะบางค่าต้องออกแบบการเก็บข้อมูลรองรับไว้ล่วงหน้า เช่น ความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ ต้องวางแผนให้มีผู้ตรวจสองคนตั้งแต่แรก

ขั้นที่ 1
ผู้เชี่ยวชาญ
ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ด้วยค่า IOC และตรวจความเป็นปรนัยของคำถามกับเกณฑ์
ขั้นที่ 2
ทดลองใช้
นำไปสอบกับผู้ที่เรียนเนื้อหานั้นมาแล้ว เพื่อให้ได้คะแนนจริงมาวิเคราะห์
ขั้นที่ 3
รายข้อ
ความยาก PE และอำนาจจำแนก D ด้วยเทคนิค 25% แล้วคัดข้อที่ไม่ผ่านออก
ขั้นที่ 4
ทั้งฉบับ
ความเชื่อมั่นด้วย แอลฟาของครอนบาค และความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ
ขั้นที่ 5
โครงสร้าง
ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน
สิ่งที่แบบทดสอบอัตนัยต้องหาเพิ่มจากปรนัย คือ ความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจให้คะแนน ในขั้นที่ 4 ปรนัยไม่ต้องหาค่านี้เพราะใครตรวจก็ได้คะแนนเท่ากัน แต่อัตนัยไม่ใช่ ค่านี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดว่าจุดอ่อนขององก์ที่ 2 ถูกจัดการแล้วจริง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 14
ขั้นผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

ค่า IOC ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์

IOC = ΣR ÷ N
  • ΣR คือผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยให้ +1 เมื่อแน่ใจว่าสอดคล้อง 0 เมื่อไม่แน่ใจ และ -1 เมื่อแน่ใจว่าไม่สอดคล้อง
  • N คือจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งงานสายนี้นิยมใช้ 3 ถึง 5 คน และควรมีทั้งสายเนื้อหาและสายการวัดผล
  • เกณฑ์ ข้อที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ถือว่าวัดได้ตรงตามเนื้อหาที่ต้องการวัด
IOC = 1.00 ทุกข้อ
แบบทดสอบอัตนัยประยุกต์วิชาฟิสิกส์ ม.5
ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ (2563)
IOC = 0.80 ถึง 1.00
แบบสอบอัตนัยประยุกต์วิชาชีววิทยา ม.4
ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ (2568)
ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ ทั้งสองงานตั้งเกณฑ์ต่างกัน งานฟิสิกส์อ้าง ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2539) ที่ใช้เกณฑ์ 0.50 ส่วนงานชีววิทยาอ้าง Chaichanawirote และ Vantum (2017) ที่ใช้เกณฑ์ 0.80 ค่า IOC จึงเปรียบเทียบข้ามงานไม่ได้ ถ้าไม่ดูเกณฑ์ที่ประกาศไว้
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 15
ความยากและอำนาจจำแนกของข้อสอบอัตนัย 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

สูตรของข้อสอบอัตนัย ไม่ใช่สูตรเดียวกับปรนัย

เพราะข้อสอบอัตนัยหนึ่งข้อมีคะแนนมากกว่า 1 คะแนน จึงใช้สูตรของ วิทนีย์และซาเบอร์ (Whitney and Sabers, 1970 อ้างถึงใน มนตรี, 2563, น.251) โดยแบ่งกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อนด้วย เทคนิค 25% คือเรียงคะแนนรวมแล้วตัด 25% บนเป็นกลุ่มเก่ง และ 25% ล่างเป็นกลุ่มอ่อน

ดัชนีความยาก PE
PE = SU + SL − 2N Xmin ÷ 2N (Xmax − Xmin)

ค่าเข้าใกล้ 1 คือข้อง่าย เข้าใกล้ 0 คือข้อยาก เกณฑ์ที่ทั้งสองบทความใช้คือ 0.20 ถึง 0.80

ดัชนีอำนาจจำแนก D
D = SU − SL ÷ N (Xmax − Xmin)

ยิ่งสูงยิ่งแยกคนเก่งกับคนอ่อนได้ดี เกณฑ์ที่ทั้งสองบทความใช้คือ ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป

จุดที่พลาดบ่อย ตัวแปร N ในทั้งสองสูตรคือจำนวนผู้เข้าสอบของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ผลรวมทั้งสองกลุ่ม และ Xmax กับ Xmin คือคะแนนสูงสุดและต่ำสุดที่นักเรียน ทำได้จริง ไม่ใช่คะแนนเต็มกับศูนย์
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 16
ตัวเลขคุณภาพจากงานวิจัยไทยสองเรื่อง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

เกณฑ์กับผลจริง อ่านคู่กันเสมอ

ค่าที่หา เกณฑ์ที่ประกาศไว้ ฟิสิกส์ ม.5 (2563) n = 250 ชีววิทยา ม.4 (2568) n = 540
IOC 0.50 ขึ้นไป และ 0.80 ขึ้นไป ตามลำดับ 1.00 ทุกข้อ 0.80 ถึง 1.00
ความยาก 0.20 ถึง 0.80 0.49 ถึง 0.54 0.37 ถึง 0.70
อำนาจจำแนก 0.20 ขึ้นไป 0.56 ถึง 0.61 0.20 ถึง 0.47
ความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ ยิ่งสูงยิ่งดี 0.904 (p < .01) จากผู้ตรวจ 2 คน ไม่ได้รายงาน
ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.70 ขึ้นไป 0.88 0.83
ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง โมเดลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ CFA: χ2 = 9.428, df = 5, p = 0.932, RMSEA = 0.086 ตรวจความเป็นเอกมิติ E1/E2 = 3.10
สองประเด็นที่ควรสังเกตจากตารางนี้ หนึ่ง งานชีววิทยาซึ่งใหม่กว่าและกลุ่มตัวอย่างใหญ่กว่า ไม่ได้รายงานความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ ทั้งที่เป็นค่าที่ตอบโจทย์จุดอ่อนหลักของอัตนัยโดยตรง ผู้อ่านจึงตรวจสอบไม่ได้ว่าคะแนนที่นำไปวิเคราะห์ด้วยโมเดลขั้นสูงนั้น ผู้ตรวจสองคนจะให้ตรงกันหรือไม่ สอง อำนาจจำแนกต่ำสุดของงานชีววิทยาอยู่ที่ 0.20 พอดี ซึ่งเป็นค่าขอบเกณฑ์ ไม่ใช่ค่าที่สบาย
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 17
ความเชื่อมั่น สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

ทำไมอัตนัยใช้ แอลฟา ไม่ใช่ KR-20

KR-20 ใช้ได้เฉพาะกับข้อสอบที่ให้คะแนนสองค่า คือถูกได้ 1 ผิดได้ 0 แต่ข้อสอบอัตนัยให้คะแนนหลายระดับ เช่น 0, 1, 2 จึงต้องใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา ซึ่งเป็นรูปทั่วไปที่ปรับมาจาก KR-20 [มนตรี, 2563, น.252]

α = k ÷ (k − 1) × 1 − (ΣSi2 ÷ St2)
  • k จำนวนข้อสอบทั้งฉบับ
  • Si2 ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ
  • St2 ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ
  • เกณฑ์ยอมรับ 0.70 ขึ้นไป
ข้อควรระวังที่มักถูกเข้าใจผิด ขอบบนของแอลฟาคือ 1.00 แต่ในทางคณิตศาสตร์ แอลฟาติดลบได้ เมื่อ ΣSi2 มากกว่า St2 ค่าติดลบหมายความว่าข้อคำถามไม่ได้วัดเรื่องเดียวกันเลย ต้องกลับไปทบทวนเครื่องมือ ไม่ใช่รายงานว่าเป็นศูนย์
สิ่งที่แอลฟาตอบไม่ได้ แอลฟาบอกว่าข้อคำถามในฉบับเดียวกันวัดไปทางเดียวกันหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าผู้ตรวจสองคนให้คะแนนตรงกันหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละคำถามและเป็นจุดอ่อนที่แท้จริงของอัตนัย จึงต้องหาความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจเพิ่มเสมอ ดังหน้าถัดไป
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 18
ความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจให้คะแนน 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

ค่านี้คือหัวใจของหัวข้อเรา แต่เลือกดัชนีผิดกันบ่อย

สถานการณ์การตรวจ ดัชนีที่เหมาะ เหตุผลและเกณฑ์
ผู้ตรวจ 2 คน ให้คะแนนรวมเป็นตัวเลขต่อเนื่อง สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เป็นวิธีที่งานฟิสิกส์ใช้ ได้ค่า 0.904 ข้อจำกัดคือบอกได้แค่ว่าคะแนนไปทางเดียวกัน ไม่ได้บอกว่าให้คะแนนเท่ากัน
ผู้สังเกต 2 คน ประเมินเป็นรายกลุ่ม ดัชนี C ของวิเชียร เกตุสิงห์ อยู่ในตำราไทยเล่มหลัก [น.256-258] ใช้กับแบบสังเกตรายกลุ่มโดยเฉพาะ
ผู้ตรวจ 3 คน แปลงผลเป็นคะแนน วิธีฮอยท์ (Hoyt) ตำราให้ไว้สำหรับแบบสัมภาษณ์ [น.258-260] เกณฑ์ 0.70 ขึ้นไป องศาอิสระที่ตำราใช้ต่างจากรูปมาตรฐาน ต้องตรวจต้นทางก่อนใช้
ผู้ตรวจ 2 คนขึ้นไป ให้คะแนนรายบุคคลด้วยรูบริคหลายมิติ ICC คำนึงถึงระยะห่างของคะแนน คนที่ต่างกัน 1 ระดับกับ 3 ระดับควรถูกลงโทษไม่เท่ากัน เกณฑ์ที่นิยมอ้าง 0.75 ขึ้นไปถือว่าดี งานที่ใช้คะแนนตัดสินผู้เรียนต้องรายงานแบบ absolute agreement
ตัดสินเป็นหมวด เช่น ผ่านกับไม่ผ่าน Cohen's kappa เกณฑ์ที่นิยมอ้างคือ 0.61 ขึ้นไปถือว่าดี สูตรหน้าตาคล้ายดัชนี C แต่คำนวณคนละแบบ ห้ามสลับชื่อกัน

แถวที่ 1 ถึง 3 มีในตำราไทยเล่มที่อ้าง ส่วน ICC และ kappa ไม่มี เป็นการเสริมจากวรรณกรรมการวัดผลสากล ถ้าจะอ้างในดุษฎีนิพนธ์ต้องระบุตำราการวัดผลที่ใช้จริงเป็นแหล่ง ไม่ใช่อ้างว่ามาจากตำราไทยเล่มนี้

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 19
ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 3 การตรวจคุณภาพ IIIIIIIV

ข้อสอบวัด โครงสร้างที่เราอ้างว่าวัด จริงหรือไม่

เมื่อประกาศว่าข้อสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาซึ่งมี 5 ขั้น ต้องมีหลักฐานว่าคะแนนที่ได้สะท้อนโครงสร้าง 5 ขั้นนั้นจริง งานฟิสิกส์ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) อันดับที่ 1

0.806
ขั้นวางแผนแก้ปัญหา
น้ำหนักองค์ประกอบสูงสุด
0.804
ขั้นอธิบายหลักการทางฟิสิกส์
0.738
ขั้นดำเนินการตามแผน
0.646
ขั้นตรวจสอบผลลัพธ์
0.602
ขั้นพิจารณาปัญหา
น้ำหนักองค์ประกอบต่ำสุด
ผลที่รายงาน โมเดลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่ χ2 = 9.428, df = 5, p = 0.932, RMSEA = 0.086 ทุกน้ำหนักองค์ประกอบมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
ประเด็นชวนวิพากษ์ ค่า RMSEA = 0.086 สูงกว่าเกณฑ์ที่นิยมอ้างกันว่าไม่ควรเกิน 0.05 หรือ 0.08 แล้วแต่สำนัก แม้ค่า p จะสูงมากจนโมเดลผ่านการทดสอบไคสแควร์ก็ตาม เมื่อดัชนีความกลมกลืนสองตัวให้ข้อสรุปคนละทาง การรายงานเฉพาะตัวที่ผ่านเป็นจุดที่กรรมการจะถาม และในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างเล็ก การทดสอบไคสแควร์มีอำนาจต่ำอยู่แล้ว จึงผ่านง่ายกว่าที่ควร
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 20
แบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ (MEQ) 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

แบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ Modified Essay Question

แบบสอบความเรียงรูปแบบหนึ่งที่ เสนอเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอน แทรกคำถามเป็นระยะ ผู้สอบต้องใช้ข้อมูลจากเหตุการณ์มาตัดสินใจตอบ ทำให้เสร็จทีละหน้าตามเวลาที่กำหนด และ ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้คำตอบที่ทำผ่านไปแล้ว เดิมพัฒนาขึ้นในวงการแพทยศาสตรศึกษา แล้วถูกนำมาใช้ในวิชาอื่นที่ต้องการวัดกระบวนการแก้ปัญหา

กลไก 01

ให้ข้อมูลทีละนิด

สถานการณ์ถูกเปิดเผยเป็นตอน ๆ ผู้สอบจึงต้องตัดสินใจบนข้อมูลที่มีอยู่จริงในขณะนั้น เหมือนการแก้ปัญหาในชีวิตจริง

กลไก 02

ห้ามย้อนกลับ

ทำให้เห็นกระบวนการคิดตามลำดับจริง ไม่ใช่คำตอบที่ย้อนกลับไปแก้หลังจากอ่านคำถามข้อหลังแล้วรู้เฉลย

กลไก 03

คำถามผูกกับขั้นของกระบวนการ

แต่ละข้อในสถานการณ์เดียวกันวัดคนละขั้นของกระบวนการแก้ปัญหา จึงวินิจฉัยได้ว่าผู้เรียนสะดุดที่ขั้นใด

ข้อดีที่วรรณกรรมไทยอ้างถึงบ่อย ประเมินผลการเรียนรู้ได้หลายด้านในฉบับเดียว ฝึกวิธีคิดแก้ปัญหาให้เป็นระบบ ลดโอกาสเดา และ ลดการลำเอียงในการตรวจให้คะแนน (กติกร กมลรัตนะสมบัติ, 2558 อ้างถึงใน ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์, 2563) รวมทั้งกระตุ้นการเรียนรู้แนวลึก (deep approach learning) เพราะไม่มีตัวเลือกให้เลือก (Phadungphon, 2017 อ้างถึงใน ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ, 2568)
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 21
กายวิภาคของข้อสอบ MEQ หนึ่งหน้า 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

หนึ่งข้อ หนึ่งหน้า และมีสี่ส่วนเสมอ

เวลาข้อนี้ 4 นาที
เวลาสะสม 12 นาที
สถานการณ์ที่ 1
คำถามที่ 3
ชื่อ ...................
โรงเรียน ..........

ข้อมูลเพิ่มเติม หากหัวหน้าฝ่ายผลิตตั้งสมมติฐานว่า ถ้าอุณหภูมิส่งผลต่อการกลายพันธุ์ของยีสต์สายพันธุ์ X ดังนั้นหากยีสต์มีการกลายพันธุ์เมื่อเกิดกระบวนการหมัก จะทำให้สี กลิ่น และรสชาติของไวน์แตกต่างกัน

ข้อคำถามที่ 3 ในการตรวจสอบสมมติฐานดังกล่าว เกิดการกลายพันธุ์จริงหรือไม่

แนวคำตอบ นำตัวอย่างยีสต์ที่ผ่านการบ่มในแต่ละอุณหภูมิ มาเปรียบเทียบลำดับนิวคลีโอไทด์ของ mRNA กับยีสต์สายพันธุ์ X ว่ามีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นหรือไม่

ข้อควรระวัง ตรวจสอบเวลาในการทำแต่ละข้อ และเมื่อตรวจสอบคำตอบครบถ้วนแล้วจึงทำข้อถัดไปได้ ไม่อนุญาตให้กลับมาแก้ไขข้อที่ทำผ่านไปแล้ว

ถอดความจากตัวอย่างข้อสอบในบทความของ ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ (2568) จัดวางใหม่ให้อ่านบนจอได้ เนื้อความคงตามต้นฉบับ

  • ส่วนที่ 1 หัวกระดาษ เวลาที่ใช้ข้อนี้และเวลาสะสม เลขสถานการณ์และเลขข้อ และช่องกรอกชื่อ การบันทึกเวลาไว้บนหน้ากระดาษ ทำให้เวลาเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการวัด ไม่ใช่เรื่องบริหารห้องสอบ
  • ส่วนที่ 2 สถานการณ์ เพิ่มข้อมูลทีละนิดเป็นตอน ๆ
  • ส่วนที่ 3 ข้อคำถามและที่ว่างสำหรับตอบ คำถามเขียนไล่ตามขั้นของกระบวนการแก้ปัญหาที่ยึด
  • ส่วนที่ 4 คำเตือน ย้ำกติกาห้ามย้อนกลับ
จุดที่ควรสังเกตในฐานะนักวิจัย การมี แนวคำตอบพิมพ์คู่กับข้อคำถาม คือหลักการสร้างข้อสอบอัตนัยข้อที่ 4 ในองก์ที่ 2 ที่ถูกทำให้เป็นรูปธรรมในตัวเครื่องมือ ไม่ใช่เอกสารแยกที่เขียนทีหลัง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 22
ข้อกำหนดเชิงเทคนิคที่ทั้งสองงานยึดตรงกัน 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

ตัวเลขที่ไม่ได้ตั้งขึ้นเอง แต่อ้างจากวรรณกรรมต้นทาง

5 ถึง 35 ข้อ
จำนวนข้อของแบบสอบอัตนัยประยุกต์ที่เพียงพอต่อการวัด อ้าง Feletti and Engle (1980) ทั้งสองงานเลือกใช้ 20 ข้อ คือ 4 สถานการณ์ สถานการณ์ละ 5 ข้อ
บวกเวลา 30%
งานฟิสิกส์ให้ครูผู้เชี่ยวชาญ 2 คนทำข้อสอบจับเวลา แล้วบวกเพิ่มร้อยละ 30 ตามแนวคิดของ Feletti (1980) ได้เวลาข้อละ 3 ถึง 4 นาที รวมทั้งฉบับ 73 นาที
0, 1, 2
งานชีววิทยาให้คะแนนสามระดับต่อข้อ คือตอบถูกครบถ้วน ตอบผิดบางส่วน และตอบไม่ถูกหรือไม่ตอบ รวมคะแนนเต็ม 40 คะแนน ใช้แนวการตรวจตามแนวคิดของ Knox
ทำไมเรื่องเวลาจึงสำคัญกว่าที่คิด เมื่อกติกาคือห้ามย้อนกลับและบังคับเวลารายข้อ เวลากลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่วัด ถ้าตั้งเวลาสั้นเกินไป ข้อสอบจะวัดความเร็วปนเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ การกำหนดเวลาด้วยวิธีเชิงประจักษ์ คือให้ผู้เชี่ยวชาญทำจริงแล้วบวกส่วนเผื่อ จึงเป็นขั้นตอนของการหาคุณภาพเครื่องมือ ไม่ใช่เรื่องการจัดสอบ
ข้อสังเกตเชิงระเบียบวิธี ทั้ง Feletti (1980) และ Feletti and Engle (1980) ถูกอ้างต่อ ๆ กันมาในวรรณกรรมไทยหลายเรื่อง ถ้าจะใช้ตัวเลขเหล่านี้ในดุษฎีนิพนธ์ ควรหาต้นฉบับมาอ่านเอง ไม่ควรอ้างต่อจากบทความไทยโดยตรง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 23
กรณีศึกษาที่ 1 ฟิสิกส์ ม.5 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้าสถิต ตามแนวคิดของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์

ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ (2563) ตีพิมพ์ใน Online Journal of Education ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 กลุ่มตัวอย่างนักเรียน ม.5 จำนวน 250 คน ในจังหวัดนครสวรรค์ สุ่มแบบหลายขั้นตอน

ขั้นที่ 1
focus the problem
พิจารณาปัญหา ทำความเข้าใจโจทย์และเขียนอธิบายด้วยแผนภาพ
ขั้นที่ 2
describe the physics
อธิบายหลักการทางฟิสิกส์ แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ทราบค่าและไม่ทราบค่า
ขั้นที่ 3
plan the solution
วางแผนแก้ปัญหา แปลงความสัมพันธ์เป็นสมการคณิตศาสตร์
ขั้นที่ 4
execute the plan
ดำเนินการตามแผน แทนค่าและแก้สมการ
ขั้นที่ 5
evaluate the answer
ตรวจสอบผลลัพธ์ว่าสมเหตุสมผลและตรงกับที่โจทย์ถามหรือไม่
สิ่งที่ควรเรียนรู้จากวิธีดำเนินการ ผู้วิจัยสร้างข้อสอบไว้เกินความต้องการ คือ 8 สถานการณ์ 40 ข้อ แล้วทดลองใช้ครั้งที่ 1 กับนักเรียน 100 คน เพื่อคัดเหลือ 4 สถานการณ์ 20 ข้อ ที่ผ่านเกณฑ์ความยากและอำนาจจำแนก โดยยังครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ครบทั้ง 4 ข้อ แล้วจึงทดลองใช้ครั้งที่ 2 กับอีก 150 คน การสร้างเผื่อไว้ตั้งแต่ต้นคือเงื่อนไขที่ทำให้การคัดข้อออกไม่ทำลายความครอบคลุมของพิมพ์เขียว
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 24
กรณีศึกษาที่ 2 ชีววิทยา ม.4 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

แก้ปัญหาทางชีววิทยา ด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค

ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์, ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ, จิระวัฒน์ ตันสกุล และ ธีระยุทธ รัชชะ (2568) วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปีที่ 36 ฉบับที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ม.4 จำนวน 540 คน จาก 9 โรงเรียนในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

วัตถุประสงค์ 1

สร้างแบบสอบ

4 สถานการณ์ 20 ข้อ ตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 5 ขั้น คือ ระบุปัญหา ตั้งสมมติฐาน ออกแบบการทดสอบสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล และสรุปผล

วัตถุประสงค์ 2

ตรวจคุณภาพด้วย IRT

ใช้โมเดล Generalized Partial Credit Model ได้ค่าพารามิเตอร์ความชัน 0.42 ถึง 1.79 และให้สารสนเทศสูงสุด 7.165 เมื่อผู้สอบมีความสามารถระดับปานกลาง

วัตถุประสงค์ 3

สร้างเกณฑ์ปกติ

แปลงเป็นคะแนนทีปกติ T15 ถึง T69 แล้วแบ่งการแปลผลเป็น 4 ระดับ คือ สูงมาก สูง ปานกลาง และควรปรับปรุง

สิ่งที่ IRT ให้เพิ่มจากทฤษฎีดั้งเดิม ทฤษฎีดั้งเดิมให้ค่าความยากและอำนาจจำแนกเป็นตัวเลขเดียวต่อข้อ ซึ่งผูกกับกลุ่มที่นำไปสอบ แต่ IRT บอกได้ว่า ข้อนี้ให้สารสนเทศสูงสุดกับผู้สอบที่มีความสามารถระดับใด จึงตอบได้ว่าแบบสอบทั้งฉบับเหมาะกับใคร งานนี้พบว่าเหมาะกับผู้สอบระดับปานกลางที่สุด ซึ่งหมายความว่า ยังแยกผู้สอบที่เก่งมากหรืออ่อนมากได้ไม่ดีนัก
เงื่อนไขที่ต้องแลก IRT ต้องการกลุ่มตัวอย่างไม่ต่ำกว่า 500 คน (อ้าง Kanchanawasi, 2012) ซึ่งเป็นข้อจำกัดจริงสำหรับงานระดับดุษฎีนิพนธ์ที่ทำในโรงเรียนเดียว
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 25
เทียบสองงาน ทฤษฎีดั้งเดิมกับทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

โครงเครื่องมือเหมือนกันเกือบทุกอย่าง แต่ตอบคำถามคนละคำถาม

ประเด็น ฟิสิกส์ ม.5 (2563) ชีววิทยา ม.4 (2568)
กรอบที่ใช้กำหนดข้อคำถาม การแก้ปัญหาเชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์ 5 ขั้น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 5 ขั้น
โครงสร้างข้อสอบ 4 สถานการณ์ สถานการณ์ละ 5 ข้อ รวม 20 ข้อ 4 สถานการณ์ สถานการณ์ละ 5 ข้อ รวม 20 ข้อ
กลุ่มตัวอย่าง 250 คน แบ่งเป็นทดลองใช้ 100 คน และ 150 คน 540 คน จาก 9 โรงเรียน และทดลองใช้อีก 30 คน
ทฤษฎีที่ใช้ตรวจคุณภาพ ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) ทั้งหมด CTT ก่อน แล้วต่อด้วย IRT แบบพหุวิภาค (G-PCM)
จุดแข็งเฉพาะตัว รายงานความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ และยืนยันโครงสร้าง 5 ขั้นด้วย CFA บอกได้ว่าข้อสอบให้สารสนเทศสูงสุดที่ระดับความสามารถใด และสร้างเกณฑ์ปกติให้ใช้เทียบข้ามโรงเรียนได้
ช่องว่างที่เหลืออยู่ ไม่มีเกณฑ์ปกติ จึงแปลผลคะแนนข้ามกลุ่มไม่ได้ และค่า RMSEA อยู่ในระดับที่ถกเถียงได้ ไม่รายงานความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ ทั้งที่ใช้การให้คะแนน 3 ระดับซึ่งอาศัยดุลพินิจ
ข้อตกลงเบื้องต้นที่ต้องตรวจ ไม่ได้รายงานการตรวจข้อตกลงของ CFA อย่างละเอียด ตรวจความเป็นเอกมิติด้วยอัตราส่วนไอเกน E1/E2 = 3.10 ซึ่งผ่านเกณฑ์ 3.00

บทเรียนสำหรับการออกแบบเครื่องมือของเราเอง สองงานนี้เอามารวมกันได้ เพราะสิ่งที่งานหนึ่งขาด อีกงานหนึ่งมี ถ้าจะพัฒนาแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ในดุษฎีนิพนธ์ ควรมีทั้งความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ การยืนยันโครงสร้าง และเกณฑ์แปลผลที่ใช้จริงได้ในชั้นเรียน

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 26
MEQ แก้จุดอ่อนได้จริงแค่ไหน 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

กลับไปที่ข้อจำกัด 4 ข้อในองก์ที่ 1 แล้วตรวจทีละข้อ

ข้อจำกัดของอัตนัยแบบเดิม MEQ จัดการอย่างไร ยังเหลืออะไร
การตรวจให้คะแนนลำเอียง มีแนวคำตอบคู่กับทุกข้อ และให้คะแนนเป็นระดับที่นิยามไว้ล่วงหน้า ยังต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลข งานฟิสิกส์รายงาน 0.904 แต่งานชีววิทยาไม่รายงาน การมีแนวคำตอบไม่ใช่หลักฐาน จนกว่าจะวัดออกมาเป็นค่า
ผู้ตอบตีความคำถามต่างกัน คำถามผูกกับขั้นของกระบวนการที่นิยามไว้ชัด และให้ข้อมูลทีละตอน สถานการณ์ที่ยาวขึ้นอาจกลายเป็นการวัดความสามารถในการอ่านปนเข้ามา
ผู้ที่ช่างอ่านได้เปรียบ ใช้สถานการณ์ใหม่ที่ไม่มีในบทเรียน จึงท่องจำมาตอบไม่ได้ แลกด้วยภาระในการสร้างสถานการณ์ใหม่ทุกครั้งที่จะใช้สอบซ้ำ
จำนวนข้อน้อย ไม่ครอบคลุม หนึ่งสถานการณ์แตกได้ 5 ข้อ จึงได้ 20 ข้อในเวลาที่ยอมรับได้ 20 ข้อยังมาจากเพียง 4 สถานการณ์ ความครอบคลุมเนื้อหาจึงยังจำกัดกว่าที่ตัวเลข 20 ข้อทำให้รู้สึก
ปัญหาใหม่ที่ MEQ สร้างขึ้นเอง การพึ่งพากันระหว่างข้อ เมื่อคำถามไล่ตามขั้นของกระบวนการ ผู้ที่ตั้งสมมติฐานผิดในข้อ 2 มีโอกาสถูกหักคะแนนต่อเนื่องในข้อ 3 ถึง 5 ทั้งที่กระบวนการคิดในขั้นหลังอาจถูกต้อง งานชีววิทยาระบุว่าข้อคำถามแต่ละข้อเป็นอิสระจากกัน แต่ทั้งสองงานไม่ได้แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าอิสระจริง ซึ่งขัดกับข้อตกลงเบื้องต้นเรื่องความเป็นอิสระของข้อในทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบโดยตรง

แถวสุดท้ายเป็นข้อวิพากษ์ของผู้นำเสนอจากการอ่านบทความทั้งสองเรื่อง ไม่ใช่ข้อสรุปที่ผู้เขียนบทความระบุไว้เอง

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 27
ตำแหน่งของแบบทดสอบอัตนัยในงานผสานวิธี 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

ข้อสอบอัตนัยคือจุดที่ ข้อมูลเชิงคุณภาพถูกแปลงเป็นตัวเลข

คำตอบเขียนของนักเรียนเป็นข้อความ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพโดยธรรมชาติ การให้คะแนนตามรูบริคคือการทำ data transformation หรือที่วรรณกรรมผสานวิธีเรียกว่า quantitizing เครื่องมือชิ้นนี้จึงยืนอยู่บนรอยต่อของสองกระบวนทัศน์ ไม่ใช่เครื่องมือเชิงปริมาณล้วน

มุมที่ 1

คะแนนคือผลของการตีความ

ก่อนจะมีตัวเลข ต้องมีคนอ่านและตัดสินความหมายของข้อความก่อนเสมอ ความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจจึงเทียบได้กับ ความสอดคล้องระหว่างผู้ลงรหัส (intercoder agreement) ในงานเชิงคุณภาพ

มุมที่ 2

ข้อมูลชุดเดียวใช้ได้สองทาง

คำตอบชุดเดียวกันให้ทั้งคะแนนไปวิเคราะห์สถิติ และตัวบทไปวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อหา ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้เรียน ซึ่งข้อสอบปรนัยให้ไม่ได้

มุมที่ 3

ใช้เป็นสะพานของแบบแผน

ในแบบแผนอธิบายเชิงลำดับ ผลคะแนนใช้เลือกผู้ให้ข้อมูลไปสัมภาษณ์ต่อ และคำตอบเขียนใช้เป็นฐานตั้งคำถามสัมภาษณ์ ทำให้การเชื่อมสองระยะมีหลักฐานรองรับ

คำถามที่ควรถามตัวเองเมื่อใช้เครื่องมือนี้ในงานผสานวิธี ถ้าเราแปลงข้อความเป็นคะแนนแล้ววิเคราะห์เชิงปริมาณอย่างเดียว เรากำลัง ทิ้งข้อมูลเชิงคุณภาพที่เก็บมาแล้วโดยไม่ได้ใช้ ทั้งสองบทความในวันนี้ก็เข้าข่ายนี้ คือมีคำตอบเขียนของนักเรียนหลายร้อยคนอยู่ในมือ แต่รายงานเฉพาะค่าคุณภาพเชิงปริมาณของเครื่องมือ
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 28
สาธิตสด ให้ผู้ตรวจสองคนตรวจคำตอบเดียวกัน 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sสาธิตสด LIVE IIIIIIIV

ผู้ตรวจสองคน คำตอบเดียวกัน จะได้คะแนนตรงกันไหม

ระบบจะสวมบทบาทผู้ตรวจสองคนที่ตรวจ โดยไม่เห็นคะแนนของกันและกัน แล้วรายงานว่าให้ตรงกันหรือไม่ พร้อมชี้ว่า ถ้อยคำใดในเกณฑ์ ที่เปิดช่องให้ตีความต่างกัน และเสนอวิธีแก้คำอธิบายระดับ

ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ชัด ผู้ตรวจสองคนนี้มาจากแบบจำลองเดียวกัน จึงไม่เป็นอิสระต่อกันจริง ค่าที่เห็นจึงใช้แทนค่าความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจในงานวิจัยไม่ได้ สิ่งที่สาธิตนี้แสดงคือ กลไกที่ทำให้ผู้ตรวจเห็นต่าง ไม่ใช่ตัวเลขคุณภาพเครื่องมือ
ผลการตรวจจะแสดงที่นี่
แก้ข้อคำถาม เกณฑ์ หรือคำตอบด้านซ้ายแล้วกดปุ่มเพื่อเริ่ม ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า API Key ให้กดปุ่มรูปเฟือง
ลองแก้คำตอบให้กำกวมขึ้น เช่น ตัดคำว่าโครโมโซมเพศออก แล้วดูว่าผู้ตรวจเริ่มเห็นต่างกันเมื่อใด
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 29
ถ้าจะให้ AI ช่วยตรวจ ต้องพิสูจน์อะไร 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

เกณฑ์ที่ยุติธรรมคือ เทียบกับครูสองคน ไม่ใช่เทียบกับความสมบูรณ์แบบ

ถ้าจะเสนอให้ระบบอัตโนมัติช่วยตรวจข้อสอบอัตนัย หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดไม่ใช่แบบสอบถามความพึงพอใจของครู แต่คือ ความสอดคล้องระหว่างระบบกับครูผู้เชี่ยวชาญ เทียบกับความสอดคล้องระหว่างครูด้วยกันเอง

1
เลือกชิ้นงานตัวอย่างที่กระจายตามระดับความสามารถ อย่างน้อย 30 ชิ้น
2
ให้ระบบและครู 2 คน ตรวจชุดเดียวกัน โดยอิสระ ด้วยรูบริคฉบับเดียวกัน
3
คำนวณความสอดคล้อง ครูกับครู เป็นฐานเปรียบเทียบ และ ระบบกับครู
4
รายงาน ทั้งสองค่าคู่กัน ถ้าระบบกับครูใกล้เคียงกับครูกับครู ถือว่ายอมรับได้
เหตุผลของการรายงานสองค่า แม้ครูสองคนก็ไม่ได้ให้คะแนนตรงกันร้อยเปอร์เซ็นต์ การเรียกร้องให้ระบบสอดคล้องกับครูสูงกว่าที่ครูสอดคล้องกันเอง จึงเป็นเกณฑ์ที่ไม่ยุติธรรมตั้งแต่ต้น
แนวทางนี้เป็นการสังเคราะห์จากวรรณกรรมการวัดผล ถ้าจะใช้ในดุษฎีนิพนธ์ต้องอ้างตำราการวัดผลที่ให้วิธีการนี้ไว้โดยตรง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 30
ประเด็นชวนอภิปราย 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sองก์ที่ 4 ทางออกและประเด็นชวนคิด IIIIIIIV

สี่คำถามที่ยังไม่มีข้อยุติ

1

ความเป็นอิสระของข้อในสถานการณ์เดียวกัน

MEQ ตั้งอยู่บนการไล่ขั้น แต่ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบต้องการให้ข้อเป็นอิสระต่อกัน สองอย่างนี้ขัดกันในทางทฤษฎีหรือไม่ และควรตรวจสอบด้วยหลักฐานอะไร

2

กติกาห้ามย้อนกลับกับความเที่ยงตรง

การห้ามย้อนกลับทำให้เห็นกระบวนการคิดตามลำดับจริง แต่ในชีวิตจริงการแก้ปัญหามักย้อนกลับไปทบทวนสมมติฐาน กติกานี้เพิ่มหรือลดความเที่ยงตรงเชิงสภาพ

3

ค่าความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจที่หายไป

งานที่ใหม่กว่าและใช้สถิติสูงกว่ากลับไม่รายงานค่าที่ตอบจุดอ่อนหลักของอัตนัยโดยตรง ควรถือว่าเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ก่อนตีพิมพ์ หรือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในทางปฏิบัติ

4

ถ้า AI ตรวจได้เท่าครู แล้วอะไรเปลี่ยน

ถ้าเครื่องตรวจได้สอดคล้องกับครูเท่ากับที่ครูสองคนสอดคล้องกันเอง ข้อจำกัดเรื่องภาระการตรวจก็หมดไป และเหตุผลที่เราหลีกเลี่ยงข้อสอบอัตนัยมาตลอดจะยังเหลืออยู่หรือไม่

ข้อเสนอปิดท้าย ถ้าหลักสูตรและการสอนต้องการวัดสมรรถนะ เครื่องมือที่วัดได้ตรงที่สุดคือให้ผู้เรียนลงมือทำและเขียนอธิบาย คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะใช้อัตนัยหรือไม่ แต่คือเราลงทุนสร้างกลไกควบคุมการตรวจมากพอที่จะใช้มันอย่างมีคุณภาพแล้วหรือยัง
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 31
สรุปในหน้าเดียว 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
SQuick Reference

แบบทดสอบอัตนัย สรุปในหน้าเดียว

นิยาม

สองชนิด

ไม่จำกัดการตอบ กับ จำกัดการตอบ ต่างกันที่ระดับการควบคุมความคลาดเคลื่อนของผู้ตรวจ

จุดแข็ง

วัดการคิดขั้นสูง

วิเคราะห์ ประเมินค่า สร้างสรรค์ ทักษะการเขียน และไม่มีการเดา

จุดอ่อน

อยู่ที่การตรวจ

อคติผู้ตรวจ ความกำกวมของคำถาม และจำนวนข้อที่น้อย

การสร้าง

7 หลักการ

หัวใจคือทำพิมพ์เขียวก่อน และ เขียนเกณฑ์ตรวจไปพร้อมข้อคำถาม

รูบริค

เลือกชนิดก่อนสร้าง

งานวัดสมรรถนะหลายองค์ประกอบใช้แบบแยกองค์ประกอบ และเขียนคำอธิบายระดับที่สังเกตได้

รายข้อ

PE และ D

สูตรวิทนีย์และซาเบอร์ เทคนิค 25% เกณฑ์ความยาก 0.20 ถึง 0.80 และอำนาจจำแนก 0.20 ขึ้นไป

ทั้งฉบับ

แอลฟา 0.70 ขึ้นไป

ใช้แอลฟาเพราะคะแนนต่อข้อมากกว่า 1 คะแนน ไม่ใช้ KR-20

ค่าที่ขาดไม่ได้

ความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจ

รูบริครายบุคคลใช้ ICC ตัดสินเป็นหมวดใช้ kappa ค่านี้คือหลักฐานว่าจุดอ่อนถูกจัดการแล้ว

ทางออกที่วรรณกรรมไทยใช้จริง แบบทดสอบอัตนัยประยุกต์ (MEQ) คือสถานการณ์ต่อเนื่อง แทรกคำถามตามขั้นของกระบวนการ บังคับเวลารายข้อ และห้ามย้อนกลับ มีแนวคำตอบคู่ทุกข้อ ใช้ 5 ถึง 35 ข้อ แต่ยังต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลขความสอดคล้องระหว่างผู้ตรวจอยู่ดี
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 32
รายการอ้างอิง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sรายการอ้างอิง

รายการอ้างอิง และสถานะของแหล่ง

แหล่งปฐมภูมิที่อ่านเต็มฉบับ

ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์. (2563). การพัฒนาแบบทดสอบอัตนัยประยุกต์วัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตามแนวคิดการแก้ปัญหาเชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์ เรื่อง ไฟฟ้าสถิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. Online Journal of Education, 15(2), Article ID: OJED-15-02-010.

ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์, ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ, จิระวัฒน์ ตันสกุล และ ธีระยุทธ รัชชะ. (2568). การพัฒนาแบบสอบอัตนัยประยุกต์สำหรับวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางชีววิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 36(2), 122-132.

มนตรี วงษ์สะพาน. (2563). พื้นฐานการวิจัยทางหลักสูตรและการสอน (พิมพ์ครั้งที่ 2). มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์. เนื้อหาที่ใช้อยู่ที่ น.201-215 และ น.233-260

แหล่งทุติยภูมิ อ้างถึงในบทความข้างต้น ยังไม่ได้ตรวจต้นฉบับ

Feletti, G. I. (1980) และ Feletti, G. I., & Engle, C. E. (1980). อ้างถึงใน ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ (2563) และใน ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ (2568). ที่มาของเกณฑ์ 5 ถึง 35 ข้อ และการเผื่อเวลาร้อยละ 30

Heller, P., & Heller, K. (2000). อ้างถึงใน ปาริฉัตร สินทรัพย์ไพบูลย์ และ กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ (2563). กลวิธีการแก้ปัญหาเชิงตรรกะ 5 ขั้น

Iramaneerat, C. (2015) และ Phadungphon (2017). อ้างถึงใน ฟิรดาวส์ ปิยานนท์พงศ์ และคณะ (2568).

Whitney, D. R., & Sabers, D. L. (1970). อ้างถึงใน มนตรี วงษ์สะพาน (2563, น.251). สูตรความยากและอำนาจจำแนกของข้อสอบอัตนัย

ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. (2539); Chaichanawirote & Vantum (2017); Kanchanawasi (2012); Morizot, Ainsworth, & Reise (2007); ศิริชัย กาญจนวาสี (2556); กติกร กมลรัตนะสมบัติ (2558). อ้างถึงในบทความทั้งสองเรื่อง

เนื้อหาที่เป็นการสังเคราะห์ ไม่มีเลขหน้าในตำราที่อ้าง

รูบริคสองชนิดและหลักเขียนคำอธิบายระดับ 6 ข้อ, ICC และ Cohen's kappa, แนวทางเทียบความสอดคล้องระบบอัตโนมัติกับครู, และรายชื่ออคติของผู้ตรวจ ถ้านำไปใช้ในดุษฎีนิพนธ์ ต้องอ้างตำราการวัดผลที่ให้เนื้อหานั้นไว้โดยตรง ไม่ใช่อ้างจากสไลด์ชุดนี้ เกณฑ์แปลผลที่ปรากฏอ้างถึง Landis and Koch (1977) และ Koo and Li (2016) ตามลำดับ

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย 33
สูตรฉบับเต็มหน้าสำรอง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sสำรอง สูตรและนิยามตัวแปร

สูตรที่ใช้กับแบบทดสอบอัตนัย พร้อมนิยามตัวแปร

ค่าที่หา สูตร นิยามตัวแปรและเกณฑ์
IOC IOC = ΣR ÷ N ΣR ผลรวมคะแนนผู้เชี่ยวชาญ (+1, 0, -1), N จำนวนผู้เชี่ยวชาญ, เกณฑ์ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป
ความยาก PE PE = [SU + SL − (2N × Xmin)] ÷ [2N (Xmax − Xmin)] SU ผลรวมคะแนนกลุ่มเก่ง, SL ผลรวมคะแนนกลุ่มอ่อน, N จำนวนผู้เข้าสอบของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง, Xmax และ Xmin คะแนนสูงสุดและต่ำสุดที่ทำได้จริง
อำนาจจำแนก D D = (SU − SL) ÷ [N (Xmax − Xmin)] ตัวแปรเดียวกับ PE แบ่งกลุ่มด้วยเทคนิค 25% ใช้เกณฑ์ตารางเดียวกับข้อสอบอิงกลุ่ม
แอลฟาของครอนบาค α = [k ÷ (k − 1)] × [1 − (ΣSi2 ÷ St2)] k จำนวนข้อ, Si2 ความแปรปรวนรายข้อ, St2 ความแปรปรวนของคะแนนรวม, เกณฑ์ 0.70 ขึ้นไป และค่าติดลบได้ในทางคณิตศาสตร์
Cohen's kappa κ = (po − pe) ÷ (1 − pe) po สัดส่วนที่ตัดสินตรงกันจริง, pe สัดส่วนที่คาดว่าตรงกันโดยบังเอิญ จากผลรวมของผลคูณสัดส่วนขอบของผู้ตรวจสองคนในแต่ละหมวด
วิธีฮอยท์ rtt = 1 − (MSe ÷ MSp) ใช้กับผู้ให้คะแนนหลายคน องศาอิสระที่ตำราไทยใช้ต่างจากรูปมาตรฐาน ต้องตรวจต้นทาง ศิริชัย กาญจนวาสี (2544) ก่อนใช้

สูตรทั้งหมดยกเว้น kappa มาจาก มนตรี วงษ์สะพาน (2563, น.235-260)

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย ภาคผนวก 01
ตารางเกณฑ์คุณภาพหน้าสำรอง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sสำรอง เกณฑ์ตัดสินในหน้าเดียว

เกณฑ์ตัดสิน ที่ใช้กับข้อสอบอัตนัย

ค่าความยาก การแปลผล
0.81 ถึง 1.00 ง่ายเกินไป ควรตัดหรือปรับ
0.60 ถึง 0.80 ค่อนข้างง่าย ใช้ได้
0.40 ถึง 0.59 ปานกลาง ดีที่สุด
0.20 ถึง 0.39 ค่อนข้างยาก ใช้ได้
0.00 ถึง 0.19 ยากเกินไป ควรตัดหรือปรับ

ทั้งสองบทความยึดช่วงใช้ได้ที่ 0.20 ถึง 0.80 ตรงกัน

ค่าอื่น เกณฑ์
อำนาจจำแนก D 0.20 ขึ้นไป ยิ่งสูงยิ่งดี
IOC 0.50 ขึ้นไป หรือ 0.80 ขึ้นไปตามสำนักที่อ้าง
แอลฟา 0.70 ขึ้นไป
วิธีฮอยท์ 0.70 ขึ้นไป
ICC 0.75 ขึ้นไปถือว่าดี สูงกว่า 0.90 ดีเยี่ยม (Koo and Li, 2016)
Cohen's kappa 0.61 ขึ้นไปถือว่าดี (Landis and Koch, 1977)

ICC และ kappa ไม่ได้อยู่ในตำราไทยเล่มที่อ้าง ต้องระบุแหล่งการวัดผลที่ใช้จริงเมื่อนำไปเขียน

กับดักที่พบบ่อย การเลือกเกณฑ์หลังเห็นผลแล้ว เป็นการตั้งเกณฑ์ย้อนหลังซึ่งทำให้ค่าที่รายงานไม่มีความหมายเชิงตรวจสอบ เกณฑ์ทุกค่าต้อง ประกาศไว้ล่วงหน้าในบทที่ 3 พร้อมระบุว่าอ้างจากแหล่งใด
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย ภาคผนวก 02
วิธีดำเนินการฉบับละเอียดหน้าสำรอง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sสำรอง ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือของทั้งสองงาน

ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ เทียบกันทีละขั้น

ขั้น ฟิสิกส์ ม.5 (2563) ชีววิทยา ม.4 (2568)
กำหนดจุดมุ่งหมาย วัดความสามารถแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ และฝึกให้คิดตามแนวคิดของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์ วัดความสามารถแก้ปัญหาทางชีววิทยาตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 5 ขั้น
กำหนดขอบเขตเนื้อหา ไฟฟ้าสถิต 4 จุดประสงค์ คือ กฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า และความจุไฟฟ้า พันธุศาสตร์ 4 เรื่อง คือ โครโมโซมและสารพันธุกรรม การถ่ายทอดลักษณะ เทคโนโลยีดีเอ็นเอ และวิวัฒนาการ
เขียนข้อสอบ สร้างเผื่อ 8 สถานการณ์ 40 ข้อ สร้าง 4 สถานการณ์ 20 ข้อ พร้อมแนวคำตอบและเกณฑ์ 0, 1, 2
ตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจภาษาและรูปแบบก่อน แล้วผู้เชี่ยวชาญตรวจความตรงเชิงเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญให้ค่า IOC เทียบข้อคำถามกับผลการเรียนรู้
ทดลองใช้ ครั้งที่ 1 กับ 100 คน เพื่อคัดข้อ แล้วครั้งที่ 2 กับ 150 คน ทดลองใช้ 30 คน แล้วเก็บจริง 540 คน จาก 9 โรงเรียน
หาความสอดคล้องผู้ตรวจ ผู้ตรวจ 2 คน คือผู้วิจัยและครูฟิสิกส์ ตรวจงานของ 30 คน ได้ 0.904 ไม่ได้รายงาน
วิเคราะห์ทั้งฉบับ ใช้ข้อมูล 120 คน หาแอลฟา และทำ CFA ด้วยโปรแกรม Mplus ตรวจความเป็นเอกมิติ แล้ววิเคราะห์ G-PCM และสร้างเกณฑ์ปกติ
ผลผลิตท้ายสุด แบบทดสอบพร้อม คู่มือการใช้ และจัดทำรูปเล่ม แบบสอบพร้อม เกณฑ์ปกติ 4 ระดับ สำหรับแปลผลคะแนน
พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย ภาคผนวก 03
เกณฑ์ปกติและสารสนเทศของแบบสอบหน้าสำรอง 472 512 สัมมนาวิธีวิจัยเชิงผสมผสานวิธี
Sสำรอง ตัวเลขจากงานชีววิทยา (2568)

เกณฑ์ปกติ และสารสนเทศรายระดับความสามารถ

การแปลผล คะแนนทีปกติ คะแนนดิบ
สูงมาก 55 ถึง 69 30 ถึง 40
สูง 41 ถึง 54 19 ถึง 29
ปานกลาง 25 ถึง 39 7 ถึง 18
ควรปรับปรุง 15 ถึง 23 0 ถึง 6

คะแนนดิบที่พบจริงอยู่ระหว่าง 13 ถึง 38 คะแนน ตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ 3.80 ถึง 96.10 สังเกตว่าไม่มีนักเรียนคนใดได้คะแนนเต็ม และช่วงคะแนนทีในตารางมีรอยต่อที่ไม่ต่อเนื่อง เช่น 23 ถึง 25 ซึ่งเป็นจุดที่ควรถามผู้เขียน

ระดับความสามารถ θ สารสนเทศ ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน
-3.0 1.546 0.804
-1.6 2.615 0.618
0 5.924 0.411
0.8 7.165 0.374
1.6 5.612 0.422
3.0 2.290 0.661

สารสนเทศสูงสุดที่ θ = 0.8 แปลว่าแบบสอบวัดได้แม่นที่สุดกับผู้สอบระดับปานกลางค่อนไปทางสูง และแม่นน้อยลงมากที่ปลายทั้งสองด้าน

พฤฒิพงศ์ โลหะสุวรรณ์, แบบทดสอบอัตนัย ภาคผนวก 04
ผู้ช่วยถาม-ตอบ แบบทดสอบอัตนัย
เลือกถามทั้งชุดสไลด์ หรือเฉพาะหน้าที่กำลังฉาย

ตั้งค่า API Key ก่อนใช้งาน AI Demo

สไลด์นี้ประมวลผล AI แบบ client-side กรุณาใส่ API Key เพื่อเริ่มใช้หน้าสาธิตการตรวจข้อสอบอัตนัย

ตั้งค่า AI Model

Presets