Triangulation
การตรวจสอบสามเส้า
การศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันจากหลายมุมมอง หลายแหล่ง หรือหลายวิธี เพื่อลดอคติ ตรวจสอบความถูกต้อง และสร้างความเข้าใจที่ลุ่มลึกรอบด้าน
คำถามที่จะเดินตลอดการนำเสนอ คือ การใช้หลายวิธีทำให้ผลน่าเชื่อถือขึ้นเสมอจริงหรือไม่ และเมื่อผลจากแต่ละวิธีไม่ตรงกัน เราควรทำอย่างไร
ที่มาของชื่อ คือการหาพิกัดบนแผนที่
การรู้ทิศทางจากจุดอ้างอิงเพียงจุดเดียว ระบุตำแหน่งไม่ได้ ต้องมีแนวเล็งอย่างน้อยสามแนวตัดกัน จึงจะได้พิกัดจริง คำว่า Triangulation ในงานวิจัยยืมความคิดนี้มาโดยตรง คือ ไม่มีวิธีใดวิธีเดียวที่มองเห็นปรากฏการณ์ได้ครบ
ข้อมูล
เก็บจากใคร เมื่อไร ที่ไหน แต่ละแหล่งเห็นภาพคนละด้าน
วิธีการ
แต่ละวิธีมีสิ่งที่จับได้และสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นของตัวเอง
ทฤษฎี
แว่นทฤษฎีคนละอันทำให้ข้อมูลชุดเดียวกันถูกอ่านคนละแบบ
1 + 1 = 3 สิ่งที่เพ�่มขึ้นมาคืออะไร
คำเปรียบเทียบนี้หมายความว่า ผลจากการนำมารวมกันมีคุณค่ามากกว่าผลรวมของแต่ละส่วนที่ทำแยกกัน ในงานวิจัย สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาไม่ใช่ข้อมูลที่มากขึ้น แต่คือ ข้อสรุปชนิดใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากสายใดสายหนึ่งเพียงลำพัง
สี่ประเภทตามแนวคิดของ Norman Denzin (1978)
แต่ละประเภทตอบคำถามคนละคำถาม ไม่ได้ทดแทนกัน งานหนึ่งเรื่องใช้ได้มากกว่าหนึ่งประเภท และการระบุให้ชัดว่าใช้ประเภทใดคือสิ่งที่ต้องเขียนในบทที่ 3
Data
Triangulation
เก็บข้อมูลต่างช่วงเวลา ต่างสถานที่ และต่างกลุ่มบุคคล
ตอบว่า ผลที่พบเป็นจริงเฉพาะกลุ่มนี้เวลานี้ หรือเป็นจริงกว้างกว่านั้น
Investigator
Triangulation
ใช้นักวิจัยหรือผู้ประเมินมากกว่าหนึ่งคนกับข้อมูลชุดเดียวกัน
ตอบว่า ข้อสรุปนี้เกิดจากตัวข้อมูล หรือเกิดจากมุมมองของผู้วิจัยคนเดียว
Theory
Triangulation
ใช้หลายกรอบแนวคิดหรือหลายทฤษฎีมาอธิบายข้อมูลชุดเดียวกัน
ตอบว่า ข้อค้นพบนี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎีอื่นด้วยหรือไม่
Methodological
Triangulation
ผสมผสานวิธีเก็บข้อมูลมากกว่าหนึ่งรูปแบบ เช่น เชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ
ตอบว่า ผลที่พบเป็นของจริง หรือเป็นผลจากข้อจำกัดของเครื่องมือชนิดนั้น
สองประเภทแรก จัดการกับความบังเอิญ และกับตัวผู้วิจัยเอง
แยกย่อยได้สามแกน
- แกนเวลา เก็บก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน เพื่อดูว่าผลคงอยู่หรือเป็นผลชั่วคราว
- แกนสถานที่ เก็บหลายห้องเรียนหรือหลายโรงเรียน เพื่อดูว่าผลผูกกับบริบทใดบริบทหนึ่งหรือไม่
- แกนบุคคล เก็บจากนักเรียน ครู และผู้ปกครอง เพื่อดูปรากฏการณ์เดียวกันจากคนละสถานะ
ใช้ผู้วิเคราะห์มากกว่าหนึ่งคนกับข้อมูลชุดเดียวกัน
- ในงานเชิงคุณภาพ วัดออกมาเป็น ความสอดคล้องระหว่างผู้ลงรหัส (intercoder agreement)
- ในงานที่ให้คะแนนด้วยรูบริค คือ ความสอดคล้องระหว่างผู้ให้คะแนน ซึ่งรายงานด้วย ICC หรือ Cohen's kappa
- ต้องออกแบบล่วงหน้า เพราะถ้าเก็บข้อมูลเสร็จแล้วค่อยหาคนที่สอง จะไม่ได้การวิเคราะห์ที่อิสระจากกันจริง
สองประเภทหลัง จัดการกับแว่นที่เราสวมอยู่ และกับเครื่องมือที่เราถืออยู่
อ่านข้อมูลชุดเดียวกันด้วยทฤษฎีมากกว่าหนึ่งกรอบ
- ตัวอย่าง ผลที่นักเรียนใช้แอปน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป อธิบายด้วยทฤษฎีแรงจูงใจก็ได้ ด้วยภาระทางปัญญาก็ได้ และด้วยการยอมรับเทคโนโลยีก็ได้
- ประโยชน์คือกันการอ่านข้อมูลให้เข้าทางทฤษฎีที่เราชอบ ซึ่งเป็นอคติที่ตรวจจับตัวเองได้ยากที่สุด
- ข้อควรระวัง กรอบที่นำมาใช้ต้องเข้ากันได้ในเชิงกระบวนทัศน์ ไม่ใช่หยิบมาให้ครบจำนวน
แยกย่อยได้สองแบบ ซึ่งมักถูกเรียกรวมกันจนสับสน
- ภายในวิธีเดียวกัน เช่น ใช้แบบสอบถามหลายชุดหรือหลายมาตรวัดในสายเชิงปริมาณเหมือนกัน
- ข้ามวิธี เช่น ผสมเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นความหมายที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อพูดคำนี้
- แบบข้ามวิธีให้พลังมากกว่า เพราะวิธีสองชนิดมีจุดอ่อนคนละชุด จึงชดเชยกันได้จริง ส่วนแบบแรกมักมีจุดอ่อนร่วมกัน
ทำไปเพื่ออะไร และต้องประกาศไว้ล่วงหน้าว่าเพื่ออะไร
ตรวจสอบและยืนยันผล (Corroboration and Validation)
ยืนยันว่าผลที่พบเป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือความผิดพลาดของวิธีใดวิธีหนึ่ง เมื่อหลายแหล่งชี้ไปทางเดียวกัน ความน่าเชื่อถือจึงเพิ่มขึ้น
ลดอคติและความคลาดเคลื่อน (Minimizing Bias)
ทุกวิธีและตัวผู้วิจัยเองล้วนมีข้อจำกัดแฝง การใช้หลายมุมมองช่วยชดเชยจุดอ่อนซึ่งกันและกัน (offset weaknesses)
สร้างความเข้าใจที่ครบถ้วนและลุ่มลึก (Completeness and Depth)
เชิงปริมาณให้ภาพรวมและแนวโน้ม เชิงคุณภาพให้สาเหตุและบริบทเบื้องลึก การมองมุมเดียวมักให้ภาพที่ไม่สมบูรณ์
อธิบายผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน (Explaining Divergence)
เมื่อข้อมูลจากแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน จะชี้ให้เห็นช่องว่าง ความซับซ้อน หรือตัวแปรซ่อนเร้นที่การวิจัยวิธีเดียวมองข้าม ข้อนี้คือข้อที่คนอ้างถึงน้อยที่สุด แต่เป็นข้อที่ให้ความรู้ใหม่มากที่สุด
ผลไม่ตรงกัน ไม่ใช่ความล้มเหลวของงานวิจัย
นักวิจัยจำนวนมากตกใจเมื่อพบว่าตัวเลขกับคำสัมภาษณ์ไปคนละทาง แล้วเลือกรายงานเฉพาะสายที่สนับสนุนสมมติฐาน ซึ่งเป็นการทิ้งข้อค้นพบที่มีค่าที่สุดไป การเตรียมกรอบสามแบบไว้ล่วงหน้าช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีหลักการ
ผลสอดคล้องกัน
Convergence
ทุกสายชี้ไปทางเดียวกัน ทำให้ข้อสรุปหนักแน่นขึ้น แต่ต้องตรวจก่อนว่าไม่ได้เกิดจากอคติร่วมชุดเดียวกัน
ผลเสริมกัน
Complementarity
แต่ละสายพูดคนละเรื่องแต่ไม่ขัดกัน เช่น ตัวเลขบอกว่าคะแนนขึ้น การสัมภาษณ์บอกว่าขึ้นเพราะอะไร กรณีนี้ได้ความครบถ้วน ไม่ใช่การยืนยัน
ผลขัดแย้งกัน
Dissonance
เช่น คะแนนสอบสูงขึ้น แต่นักเรียนบอกว่าไม่เข้าใจและครูสังเกตว่าลอกกันมากขึ้น ต้องรายงาน ไม่ใช่ตัดทิ้ง
ประเมินแอปพลิเคชันเรียนออนไลน์ ด้วยสามสายข้อมูล
คำถามวิจัยคือ แอปพลิเคชันช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้นจริงหรือไม่ สังเกตว่าสามสายนี้ตอบคนละคำถามย่อย และแต่ละสายมีจุดบอดที่อีกสองสายมองเห็นแทนได้
เชิงปริมาณ
คะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติเวลาใช้งาน จำนวนครั้งการเข้าใช้
จุดบอด บอกไม่ได้ว่าคะแนนที่ขึ้นมาจากแอป จากการติวเพิ่ม หรือจากความคุ้นเคยกับข้อสอบ
เชิงคุณภาพ
สัมภาษณ์เชิงลึกนักเรียนเรื่องประสบการณ์การใช้งาน และสนทนากลุ่มกับครูผู้สอน
จุดบอด คำบอกเล่าอาจเอนไปทางที่ผู้ให้ข้อมูลคิดว่าผู้วิจัยอยากได้ยิน
การสังเกตการณ์
สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความกระตือรือร้นขณะใช้งานจริงในห้องเรียน
จุดบอด การมีผู้สังเกตอยู่ในห้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตได้
ตารางแสดงผลร่วม คือหลักฐานว่ามีการสังเคราะห์เกิดขึ้นจริง
วรรณกรรมผสานวิธีเรียกตารางแบบนี้ว่า joint display หัวใจอยู่ที่คอลัมน์สุดท้าย ถ้าตัดคอลัมน์นั้นออกแล้วรายงานยังอ่านได้เหมือนเดิม แปลว่ายังไม่มีการสังเคราะห์ร่วมเกิดขึ้น
| ประเด็น | เชิงปริมาณพบว่า | เชิงคุณภาพพบว่า | การสังเกตพบว่า | ข้อสรุปร่วม |
|---|---|---|---|---|
| ผลการเรียนรู้ | คะแนนหลังเรียนสูงขึ้น | นักเรียนบอกว่าเข้าใจมโนทัศน์ชัดขึ้นเพราะดูซ้ำได้ | ตั้งใจทำงานในคาบมากขึ้น | สอดคล้องกันทั้งสามสาย ข้อสรุปหนักแน่น |
| ความถี่การใช้งาน | เข้าใช้ลดลงในสัปดาห์ที่ 4 | นักเรียนบอกว่าเนื้อหาซ้ำกับที่ครูสอนแล้ว | เปิดแอปค้างไว้แต่ทำอย่างอื่น | เสริมกัน ตัวเลขบอกว่าลด คำสัมภาษณ์บอกสาเหตุ และการสังเกตบอกว่าตัวเลขการเข้าใช้สูงกว่าการใช้จริง |
| ความพึงพอใจ | แบบสอบถามให้คะแนนสูงมาก | สัมภาษณ์พบข้อบ่นเรื่องระบบค้างและตัวอักษรเล็ก | เห็นการถอนหายใจและขอความช่วยเหลือบ่อย | ขัดแย้งกัน ต้องรายงานและอธิบาย ข้อสันนิษฐานคือแบบสอบถามที่ตอบต่อหน้าครูทำให้คะแนนสูงเกินจริง |
ผลตรงกัน ไม่ได้แปลว่าถูกโดยอัตโนมัติ
อุปมาการหาพิกัดใช้ได้ก็ต่อเมื่อ แนวเล็งแต่ละแนวมาจากจุดที่ต่างกันจริง ถ้าเล็งจากจุดเดียวกันสามครั้ง ต่อให้ได้ผลตรงกันทั้งสามครั้ง ก็ไม่ได้ยืนยันอะไรเลย เพราะเป็นความผิดพลาดชุดเดียวกันที่ถูกทำซ้ำ
อคติร่วมของแหล่งข้อมูล
ถามนักเรียน ครู และผู้ปกครองในโรงเรียนเดียวกันที่ต่างก็อยากให้โครงการผ่านการประเมิน ทุกฝ่ายจะตอบไปทางเดียวกัน
อคติร่วมของผู้วิจัย
ผู้วิจัยคนเดียวสร้างทั้งแบบสอบถาม แนวคำถามสัมภาษณ์ และแบบสังเกต ทั้งสามเครื่องมือจึงมองหาสิ่งเดียวกันตามกรอบเดียวกัน
อคติร่วมของบริบท
เก็บข้อมูลทุกสายในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น สัปดาห์แรกที่ของใหม่ยังน่าตื่นเต้น ทุกสายจึงจับความแปลกใหม่เหมือนกันหมด
คำนี้ ถูกจัดตำแหน่งใหม่ในวรรณกรรมผสานวิธี
เดิมทีคำว่า Triangulation ถูกใช้เรียกทั้งแนวคิด ทั้งเทคนิค และทั้งชื่อแบบแผนการวิจัย จนเกิดความสับสน ในตำราผสานวิธีรุ่นหลัง ชื่อของแบบแผนที่เก็บข้อมูลสองสายพร้อมกันแล้วนำผลมาเทียบกัน ถูกเรียกว่า convergent design ส่วนคำว่า Triangulation ถูกสงวนไว้ใช้ในความหมายเชิงแนวคิด
หลักการมองปรากฏการณ์จากหลายมุมเพื่อลดอคติและเพิ่มความเข้าใจ ใช้ได้กับงานทุกกระบวนทัศน์ รวมทั้งงานเชิงคุณภาพล้วนที่ไม่มีสายเชิงปริมาณเลย ในความหมายนี้ Denzin (1978) ยังเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐาน
เมื่อจะเรียกชื่อแบบแผนการวิจัยผสานวิธี ควรใช้ชื่อแบบแผนตามตำราที่อ้างจริง เช่น convergent design แล้วอธิบายว่าใช้หลักการตรวจสอบสามเส้าอย่างไรในขั้นการบูรณาการผล การเขียนว่าใช้แบบแผน Triangulation เฉย ๆ ทำให้กรรมการถามต่อว่าอ้างจากตำราเล่มใดฉบับใด
ผลสามสายนี้ สอดคล้อง เสริมกัน หรือขัดแย้งกัน
ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ชัด นี่คือการช่วยจัดระเบียบการตีความ ไม่ใช่การแทนที่ผู้วิจัย การตัดสินว่าผลขัดแย้งกันเพราะอะไร ต้องอาศัยความรู้เรื่องบริบทและเครื่องมือที่ผู้วิจัยเท่านั้นที่มี
แก้ผลทั้งสามสายด้านซ้ายแล้วกดปุ่มเพื่อเริ่ม ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า API Key ให้กดปุ่มรูปเฟือง
ลองแก้ให้ทั้งสามสายชี้ไปทางเดียวกัน แล้วดูว่าระบบยังเตือนเรื่องอคติร่วมหรือไม่
Triangulation ไม่ใช่คำระดับเดียวกับ Validity และ Reliability
| คำ | เป็นอะไร | ตอบคำถามว่า | วัดหรือแสดงหลักฐานอย่างไร |
|---|---|---|---|
| Validity ความเที่ยงตรง | คุณสมบัติของการตีความผลจากเครื่องมือ | เราวัดสิ่งที่ตั้งใจจะวัดจริงหรือไม่ และสรุปจากคะแนนนั้นได้แค่ไหน | IOC ความตรงเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน |
| Reliability ความเชื่อมั่น | คุณสมบัติของคะแนนที่ได้จากเครื่องมือ | วัดซ้ำหรือให้คนอื่นตรวจแล้วได้ผลคงเส้นคงวาหรือไม่ | แอลฟาของครอนบาค KR-20 ความสอดคล้องระหว่างผู้ให้คะแนน |
| Triangulation การตรวจสอบสามเส้า | กลยุทธ์การออกแบบการวิจัย ไม่ใช่ค่าสถิติ | ข้อสรุปของเรายังยืนอยู่ได้ไหม เมื่อมองจากแหล่ง วิธี ผู้วิจัย หรือทฤษฎีอื่น | ไม่มีค่าตัวเลขประจำตัว แสดงหลักฐานด้วยการบรรยายการออกแบบและตารางแสดงผลร่วม |
Triangulation สรุปในหน้าเดียว
มองจากหลายมุม
ผสานวิธี แหล่งข้อมูล ผู้วิจัย หรือทฤษฎีที่หลากหลาย ในการศึกษาปรากฏการณ์เดียวกัน
Denzin (1978)
ข้อมูล ผู้วิจัย ทฤษฎี และระเบียบวิธี แต่ละประเภทตอบคนละคำถาม ไม่ทดแทนกัน
สี่ข้อ
ยืนยันผล ลดอคติ สร้างความครบถ้วน และอธิบายผลที่ขัดแย้งกัน
Meta-inference
ข้อสรุปร่วมที่ไม่เกิดจากสายใดสายหนึ่ง ถ้าไม่มีขั้นตีความร่วม ก็ยังเป็น 1+1=2
สามแบบ
สอดคล้อง เสริมกัน และขัดแย้งกัน งานที่ดีมักมีครบทั้งสามแบบ
ตารางแสดงผลร่วม
คอลัมน์ข้อสรุปร่วมคือสิ่งที่พิสูจน์ว่ามีการสังเคราะห์เกิดขึ้นจริง
ตรงกันไม่เท่ากับถูก
ถ้าทุกวิธีมีอคติร่วมชุดเดียวกัน ผลจะตรงกันทั้งที่ผิดทั้งหมด
เป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่ค่าสถิติ
ทำงานคนละชั้นกับ Validity และ Reliability ซึ่งยังต้องรายงานอยู่ดี
รายการอ้างอิง และสถานะของแหล่ง
แหล่งอ้างอิงหลัก
Denzin, N. K. (1978). The Research Act: A Theoretical Introduction to Sociological Methods. New York: McGraw-Hill. ที่มาของการจำแนกสี่ประเภท
Creswell, J. W., & Plano Clark, V. L. (2018). Designing and Conducting Mixed Methods Research (3rd ed.). SAGE Publications. ที่มาของแบบแผนการวิจัยผสานวิธีและแนวคิดการบูรณาการผล
สถานะของแหล่งที่ต้องบอกให้ชัด
การเตรียมการนำเสนอครั้งนี้เป็นงานด่วน จึงยังไม่ได้เปิดต้นฉบับทั้งสองเล่มเพื่อตรวจเลขหน้าและถ้อยคำต้นทาง เนื้อหาในสไลด์สังเคราะห์จากข้อมูลที่สมาชิกกลุ่มรวบรวมมาเป็นหลัก
ประเด็นที่ต้องเปิดต้นฉบับยืนยันก่อนนำไปเขียนในงานวิชาการ มีสามจุด คือ หนึ่ง ถ้อยคำนิยามและชื่อเรียกสี่ประเภทตามที่ Denzin ใช้จริง สอง ชื่อแบบแผน convergent design และการจัดตำแหน่งคำว่า Triangulation ในฉบับปี 2018 สาม คำว่า meta-inference ซึ่งใช้ในความหมายของข้อสรุปที่ได้จากการบูรณาการสองสาย
เนื้อหาที่เป็นข้อสังเกตของผู้นำเสนอเอง
การจำแนกผลออกเป็นสามแบบในหน้า 8, ตารางแสดงผลร่วมในหน้า 10, ข้อควรระวังเรื่องอคติร่วมสามกรณีในหน้า 11 และตารางเทียบสามคำในหน้า 14 เป็นการสังเคราะห์เพื่อการนำเสนอ ไม่ใช่ข้อความที่ยกมาจากตำราเล่มใดโดยตรง
ปัญหาที่กังวล ชี้ไปยังประเภทที่ควรใช้
| สิ่งที่กังวลว่าจะทำให้ข้อสรุปผิด | ประเภทที่ควรใช้ | สิ่งที่ต้องเตรียมล่วงหน้า |
|---|---|---|
| ผลอาจเป็นจริงเฉพาะกลุ่มนี้ ห้องนี้ หรือช่วงเวลานี้ | Data | วางแผนเก็บหลายช่วงเวลา หลายห้อง หรือหลายสถานะบุคคล ตั้งแต่ตอนออกแบบ |
| ข้อสรุปอาจมาจากมุมมองของผู้วิจัยคนเดียว | Investigator | หาผู้ร่วมวิเคราะห์ตั้งแต่ก่อนเก็บข้อมูล ทำคู่มือลงรหัส และวางแผนคำนวณค่าความสอดคล้อง |
| เรากำลังอ่านข้อมูลให้เข้าทางทฤษฎีที่เราชอบ | Theory | เลือกกรอบแข่งขันไว้อย่างน้อยสองกรอบตั้งแต่บทที่ 2 และเขียนไว้ว่าแต่ละกรอบทำนายอะไร |
| ผลอาจเป็นผลจากข้อจำกัดของเครื่องมือชนิดนั้นเอง | Methodological | เลือกวิธีที่มีจุดอ่อนคนละชุด และออกแบบตารางแสดงผลร่วมไว้ตั้งแต่บทที่ 3 |
คำที่มักถูกใช้ปนกับ Triangulation
| คำ | ความหมาย | ต่างจาก Triangulation อย่างไร |
|---|---|---|
| Member checking การตรวจสอบโดยผู้ให้ข้อมูล | นำผลการตีความกลับไปให้ผู้ให้ข้อมูลยืนยันว่าตรงกับสิ่งที่เขาหมายถึงหรือไม่ | เป็นการตรวจสอบกับ เจ้าของข้อมูล ไม่ใช่การเพิ่มแหล่งหรือวิธีใหม่ |
| Peer debriefing การตรวจสอบโดยเพื่อนร่วมวิชาชีพ | ให้เพื่อนนักวิจัยที่ไม่ได้อยู่ในโครงการซักถามการตีความของเรา | ใกล้เคียงกับ Investigator Triangulation มากที่สุด แต่ผู้ตรวจไม่ได้ลงมือวิเคราะห์ข้อมูลเอง |
| Audit trail ร่องรอยการตรวจสอบ | เก็บบันทึกทุกขั้นตอนการตัดสินใจไว้ให้ผู้อื่นตามรอยได้ | เป็นเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการ ไม่ได้เพิ่มมุมมองใหม่ให้ข้อมูล |
| Mixed methods การวิจัยผสานวิธี | แบบแผนการวิจัยที่เก็บและวิเคราะห์ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในงานเดียว | เป็น ชื่อแบบแผนการวิจัย ส่วน Triangulation เป็นหลักการที่ใช้ภายในแบบแผนนั้น และใช้ในงานเชิงคุณภาพล้วนได้ด้วย |
| Crystallization การตกผลึก | แนวคิดสายหลังสมัยใหม่ที่เสนอว่าความจริงมีหลายเหลี่ยมมุม ไม่ได้มีจุดเดียวให้บรรจบ | ปฏิเสธสมมติฐานของ Triangulation ที่ว่ามีความจริงหนึ่งเดียวรอให้หาพิกัดเจอ เป็นข้อวิพากษ์เชิงกระบวนทัศน์ ไม่ใช่เทคนิคทดแทน |
ตารางนี้เป็นการสังเคราะห์เพื่อการนำเสนอ ถ้าจะใช้ในงานเขียนต้องอ้างตำราวิจัยเชิงคุณภาพที่ให้นิยามของแต่ละคำไว้โดยตรง