Chapter 9
The Pre-observation Conference
การประชุมก่อนการสังเกตการสอน แปลและนำเสนอตามลำดับหัวข้อจริงในหนังสือ ทุกหน้ามีข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษคู่กับคำแปลไทย และระบุตำแหน่งในหนังสือกำกับไว้เสมอ
Zepeda, S. J. (2017). Instructional Supervision: Applying Tools and Concepts (4th ed.).
New York, NY: Routledge. Chapter 9: The Pre-observation Conference, pp. 171 to 187.
นำเสนอห้าคน แบ่งตามหัวข้อของหนังสือ พร้อมกิจกรรมโต้ตอบไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ 1 ชุด
และการสาธิตปัญญาประดิษฐ์สด 1 จุด
ทุกหน้าเนื้อหาประกอบด้วย สี่ชั้น เสมอ
ต้นฉบับภาษาอังกฤษ
กล่องพื้นหมึกด้านซ้าย ยกข้อความจากหนังสือมาตรงตัว เลือกเฉพาะประโยคที่ทำหน้าที่ นิยาม อ้างอิง หรือสรุป ซึ่งเป็นประโยคที่ความแม่นยำของคำแปลสำคัญที่สุด
คำแปลตรงตัว
กล่องสีประจำองก์ด้านขวา เป็นคำแปลของข้อความที่ยกมาในกล่องซ้าย เทียบกันได้ทีละประโยค เพื่อให้ตรวจสอบคำแปลย้อนกลับได้
คำเรียบเรียงไทย
แถบล่างที่ขึ้นต้นด้วยป้าย หมายเหตุการแปล คือเหตุผลของการเลือกคำ และสาระส่วนที่�หลือของหัวข้อนั้นซึ่งไม่ได้ยกมาแสดง
ผู้ช่วยถามตอบมุมล่างขวา ตอบได้ทั้งคำถามเรื่องเนื้อหา และคำถามว่าประโยคใดในหน้าใดแปลว่าอะไร
ห้าหัวข้อใหญ่ เดินตามลำดับเนื้อหาจริง ของหนังสือ
| องก์ | หัวข้อในหนังสือ | หน้าพิมพ์ | สาระแกน |
|---|---|---|---|
| I | Introducing the Pre-observation Conference | 171 | วงจรนิเทศแบบคลินิกสามระยะ, ภาพที่ 9.1, Gall and Acheson (2010) |
| II | Tool 10: Attributes of the Pre-observation Conference | 172 ถึง 176 | คุณลักษณะ 6 ข้อ, เป้าหมาย 4 ข้อของ Sullivan and Glanz, สามระยะของ Goldhammer, แบบฟอร์ม |
| III | Focus and the Pre-observation Conference | 177 ถึง 180 | ครูนำหรือผู้นิเทศนำ, เกณฑ์ของจุดเน้นที่ใช้ได้จริง, Fear to Focus, Wiles and Bondi |
| IV | The Johari Window and the Pre-observation Conference | 180 ถึง 183 | สี่ควอดรันท์ของ Luft and Ingham (1955), ภาพที่ 9.6, กรณีศึกษา Jackie Arnold |
| V | How to Prepare, Summary, Flash Focus! | 183 ถึง 186 | การเตรียมตัวสี่อย่าง, บทสรุป, กิจกรรม Flash Focus!, รายการอ้างอิง |
ไฟล์ PDF กับเล่มพิมพ์ ใช้เลขหน้าคนละชุด
ถ้ายกเลขชุดนี้ขึ้นสไลด์ ผู้ฟังที่เปิดเล่มกระดาษตามจะเปิดไม่เจอทุกหน้า
สไลด์ชุดนี้ใช้เลขชุดนี้ทุกหน้า ตรวจสอบด้วย ดัชนีท้ายเล่มของหนังสือเอง
| รายการในดัชนีท้ายเล่ม | หน้าพิมพ์ | หน้าในไฟล์ | เนื้อหาที่ตรงกัน |
|---|---|---|---|
| Gall, M. D. | 171 | 219 | ประโยค another set of eyes |
| Goldhammer, R. | 173 | 220 | สามระยะ และภาพที่ 9.2 |
| Luft, J. | 180 | 228 | นิยามสี่ควอดรันท์ |
| Johari Window | 180 ถึง 183 | 228 ถึง 230 | ทั้งหัวข้อ |
| O'Leary, M. | 186 | 235 | Suggested Readings |
วงจรนิเทศแบบคลินิก มีสามกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน
“Instructional leaders spend time in classrooms conducting classroom observations.”
“The clinical supervision model has evolved over the years to include three closely interrelated processes: the pre-observation conference, the classroom observation, and the post-observation conference, as illustrated in Figure 9.1.”
“This and the next two chapters examine major processes and practices included in pre-observation conferences, the classroom observation, and the post-observation conference.”
“ผู้นำทางการสอนใช้เวลาอยู่ในชั้นเรียนเพื่อดำเนินการสังเกตการสอน”
“แบบจำลองการนิเทศแบบคลินิกได้พัฒนาขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนครอบคลุมกระบวนการสามอย่างที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การประชุมก่อนการสังเกตการสอน การสังเกตการสอนในชั้นเรียน และการประชุมหลังการสังเกตการสอน ดังที่แสดงไว้ในภาพที่ 9.1”
“บทนี้และอีกสองบทถัดไปตรวจสอบกระบวนการและแนวปฏิบัติหลักที่อยู่ในการประชุมก่อนการสังเกตการสอน การสังเกตการสอนในชั้นเรียน และการประชุมหลังการสังเกตการสอน”
วงจรการนิเทศแบบคลินิก Figure 9.1 Clinical Supervision Cycle
Conversation
การสนทนาก่อนการสังเกตการสอน
ตกลงจุดเน้นและเครื่องมือ
Observation
การสังเกตการสอนในชั้นเรียน
เก็บข้อมูลตามจุดเน้นที่ตกลงไว้
Conversation
การสนทนาหลังการสังเกตการสอน
วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน แล้ววนกลับ
ครูแทบไม่มีเวลา พูดคุยเรื่องการสอนของตนเองกับผู้ใหญ่คนอื่น
“Given their fast-paced workday and myriad extracurricular activities (e.g., club moderator, member of the school improvement team), teachers rarely have time to talk with other adults about their classroom practices.”
“The pre- and post-observation conferences of the clinical supervisory model provide teachers this valuable opportunity.”
“Furthermore, conversations during these conferences allow the teacher and the supervisor to plan the process collaboratively, which in turn promotes shared ownership of the supervision process.”
“ด้วยวันทำงานที่เร่งรีบและกิจกรรมนอกหลักสูตรมากมาย (เช่น การเป็นครูที่ปรึกษาชุมนุม การเป็นกรรมการทีมพัฒนาโรงเรียน) ครูจึงแทบไม่มีเวลาพูดคุยกับผู้ใหญ่คนอื่นเกี่ยวกับการปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนของตนเอง”
“การประชุมก่อนและหลังการสังเกตการสอนในแบบจำลองการนิเทศแบบคลินิก มอบโอกาสอันมีค่านี้ให้แก่ครู”
“ยิ่งไปกว่านั้น บทสนทนาระหว่างการประชุมเหล่านี้ เปิดทางให้ครูและผู้นิเทศวางแผนกระบวนการร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดความเป็นเจ้าของกระบวนการนิเทศร่วมกัน”
ผู้นิเทศคือดวงตาอีกคู่หนึ่ง another set of eyes, mirror of practice
“Gall and Acheson (2010) indicate that the supervisor’s main responsibility is to serve as “another set of eyes,” holding up the “mirror of practice” in which the teacher can examine specific classroom behaviors.”
“Supervisors who collect stable data during the observation provide a clearer portrayal of the events in the classroom.”
“During the conference that precedes a formal classroom observation, the supervisor determines what kinds of data to gather.”
“The pre-observation conference opens the door to the teacher’s world in the classroom.”
“Gall และ Acheson (2010) ระบุว่าความรับผิดชอบหลักของผู้นิเทศ คือการทำหน้าที่เป็น "ดวงตาอีกคู่หนึ่ง" ที่ยก "กระจกสะท้อนการปฏิบัติ" ขึ้นมาให้ครูได้ตรวจสอบพฤติกรรมเฉพาะอย่างในชั้นเรียนของตนเอง”
“ผู้นิเทศที่เก็บข้อมูลที่มั่นคงระหว่างการสังเกตการสอน จะให้ภาพเหตุการณ์ในชั้นเรียนที่ชัดเจนกว่า”
“ระหว่างการประชุมที่เกิดขึ้นก่อนการสังเกตการสอนอย่างเป็นทางการ ผู้นิเทศเป็นผู้กำหนดว่าจะเก็บข้อมูลชนิดใด”
“การประชุมก่อนการสังเกตการสอน เปิดประตูเข้าสู่โลกของครูในชั้นเรียน”
สามข้อที่ต้องจำจากหัวข้อแรก ก่อนส่งไม้ต่อ
เป็นวงจร ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว
ก่อนสังเกต, สังเกต, หลังสังเกต สามกระบวนการนี้เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด และวนกลับเข้าสู่รอบถัดไป
บทบาทคือดวงตา ไม่ใช่ผู้ตัดสิน
ผู้นิเทศยกกระจกสะท้อนการปฏิบัติให้ครูดู ด้วย ข้อมูลที่มั่นคง ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่ด้วยความเห็น
เป้าหมายคือความเป็นเจ้าของร่วม
การวางแผนร่วมกันในการประชุมนี้ ทำให้ครูเป็นเจ้าของกระบวนการนิเทศร่วมกับผู้นิเทศ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ
| ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|
| The clinical supervision model has evolved over the years to include three closely interrelated processes | แบบจำลองการนิเทศแบบคลินิกได้พัฒนาขึ้น จนครอบคลุมกระบวนการสามอย่างที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด |
| the supervisor’s main responsibility is to serve as "another set of eyes" | ความรับผิดชอบหลักของผู้นิเทศคือการทำหน้าที่เป็น "ดวงตาอีกคู่หนึ่ง" |
| The pre-observation conference opens the door to the teacher’s world in the classroom. | การประชุมก่อนการสังเกตการสอน เปิดประตูเข้าสู่โลกของครูในชั้นเรียน |
ครูควรเป็นผู้นำ แต่ระยะการพัฒนาวิชาชีพทำให้ต่างกัน
“During the pre-observation conference, the teacher and supervisor establish the focus for the classroom observation.”
“In talking about concerns or areas of practice, the teacher should take the lead (though the teacher’s career stage naturally makes a difference here).”
“This conversation supports decisions about what data will provide useful information for the post-observation conference and what tools the supervisor will use to gather that data.”
“ระหว่างการประชุมก่อนการสังเกตการสอน ครูและผู้นิเทศร่วมกันกำหนดจุดเน้นสำหรับการสังเกตการสอนในชั้นเรียน”
“ในการพูดถึงข้อกังวลหรือประเด็นของการปฏิบัติ ครูควรเป็นผู้นำ (แม้ว่าระยะการพัฒนาวิชาชีพของครูจะทำให้เรื่องนี้ต่างกันไปโดยธรรมชาติ)”
“บทสนทนานี้ช่วยรองรับการตัดสินใจว่าข้อมูลใดจะให้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการประชุมหลังการสังเกตการสอน และผู้นิเทศจะใช้เครื่องมือใดเก็บข้อมูลนั้น”
ไม่มุ่งตัดสิน non-evaluative in nature
“Effective pre-observation conferences have common characteristics.”
“Collaboratively planned and conducted by the teacher and the supervisor, these conferences are non-evaluative in nature and designed to establish the observation’s purpose and focus.”
“They also link the previous and current supervisory cycles.”
“Pre-observation conferences are beneficial to both the teacher and the supervisor and foster relationship building between them.”
“การประชุมก่อนการสังเกตการสอนที่มีประสิทธิผลมีคุณลักษณะร่วมกัน”
“กล่าวคือ เป็นการประชุมที่ครูและผู้นิเทศวางแผนและดำเนินการร่วมกัน มีธรรมชาติที่ไม่มุ่งตัดสิน และออกแบบมาเพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายและจุดเน้นของการสังเกตการสอน”
“การประชุมเหล่านี้ยังเชื่อมโยงรอบการนิเทศครั้งก่อนเข้ากับครั้งปัจจุบัน”
“การประชุมก่อนการสังเกตการสอนเป็นประโยชน์ทั้งต่อครูและผู้นิเทศ และส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย”
ในทางอุดมคติ การประชุมก่อนการสังเกตการสอน Ideally, the pre-observation conference ...
- Is held 24 to 48 hours prior to the observation
จัดขึ้นก่อนการสังเกตการสอน 24 ถึง 48 ชั่วโมง - Takes place in the classroom where the observation will occur
จัดขึ้นในห้องเรียนที่จะมีการสังเกตการสอนจริง
- Strengthens the professional relationship
เสริมความเข้มแข็งให้ความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพระหว่างผู้นิเทศกับครู - Defines a clear focus, with the teacher taking the lead
กำหนดจุดเน้นให้ชัดเจน โดยมีครูเป็นผู้นำ - Gives the teacher the opportunity to "talk through" teaching
ให้โอกาสครูได้ "พูดทบทวน" การสอนของตนเอง - Illuminates the context, characteristics, climate, and culture of the classroom
ฉายให้เห็นบริบท คุณลักษณะ บรรยากาศ และวัฒนธรรมของชั้นเรียน
ประเด็นอภิปราย ข้อ 24 ถึง 48 ชั่วโมง และข้อจัดในห้องเรียนจริง ทำได้จริงแค่ไหน ในโรงเรียนไทยที่ครูมีคาบสอนแน่นและมีงานพิเศษ
เป้าหมายสี่ข้อ Sullivan and Glanz (2013), p. 123
“To identify the teacher’s interests and concerns in an appropriate manner (directive informational, collaborative, or self-directed).”
“To clarify that the primary purpose of the observation is to improve teaching and learning.”
“To reduce stress and make the teacher feel comfortable about the process.”
“To choose an observation tool and schedule the visit and post-conference.” (p. 123)
“เพื่อระบุความสนใจและข้อกังวลของครูด้วยวิธีที่เหมาะสม (แบบชี้แนะให้ข้อมูล แบบร่วมมือ หรือแบบกำกับตนเอง)”
“เพื่อทำให้ชัดเจนว่าจุดมุ่งหมายหลักของการสังเกตการสอนคือการปรับปรุงการเรียนการสอน”
“เพื่อลดความเครียดและทำให้ครูรู้สึกสบายใจกับกระบวนการ”
“เพื่อเลือกเครื่องมือสังเกตการสอน และนัดหมายเวลาเข้าสังเกตกับการประชุมหลังการสังเกตการสอน” (หน้า 123)
ข้อสังเกตการจัดวาง ในไฟล์ต้นฉบับ ภาพที่ 9.2 ถูกวางแทรกกลางรายการสี่ข้อนี้ สไลด์เรียงสี่ข้อติดกันตามเจตนาของผู้เขียน และรายงานการจัดวางของต้นฉบับไว้
สามระยะของการประชุม fluency, rehearsal, contract
“The pre-observation conference sets the stage for all that follows.”
“Goldhammer (1969) describes three stages of the pre-observation conference: fluency, rehearsal, and contract.”
“These important components will maximize the benefits of the pre-observation conference for both a teacher and a supervisor. Figure 9.2 summarizes the description of these stages.”
“การประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการปูพื้นให้กับทุกสิ่งที่จะตามมา”
“Goldhammer (1969) อธิบายสามระยะของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน ได้แก่ ระยะสร้างความคุ้นชิน ระยะซักซ้อม และระยะทำข้อตกลง”
“องค์ประกอบสำคัญเหล่านี้จะทำให้ประโยชน์ของการประชุมก่อนการสังเกตการสอนสูงสุด ทั้งต่อครูและผู้นิเทศ ภาพที่ 9.2 สรุปคำอธิบายของระยะเหล่านี้ไว้”
ระยะของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน Figure 9.2 Stages of the Pre-observation Conference
| Stage / ระยะ | Description (ต้นฉบับ) | คำแปล |
|---|---|---|
| Fluency ระยะสร้างความคุ้นชิน |
The supervisor becomes “fluent” in or more knowledgeable about the teacher, the students, and the lesson that will be observed. | ผู้นิเทศกลายเป็นผู้ที่ "คุ้นชิน" หรือมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับตัวครู นักเรียน และบทเรียนที่จะถูกสังเกต |
| Rehearsal ระยะซักซ้อม |
The teacher walks the supervisor through the lesson plan, explains how the lesson fits into the curriculum, and outlines the expected learning outcomes. The teacher shares any concerns about the lesson and clarifies the components of the lesson plan that may be unclear. | ครูพาผู้นิเทศเดินผ่านแผนการจัดการเรียนรู้ทีละขั้น อธิบายว่าบทเรียนนี้วางตัวอยู่ตรงไหนของหลักสูตร และร่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวังไว้ ครูเล่าข้อกังวลเกี่ยวกับบทเรียน และอธิบายองค์ประกอบของแผนที่อาจยังไม่ชัดเจน |
| Contract ระยะทำข้อตกลง |
The teacher and the supervisor negotiate the contract for the supervision cycle that sets the focus and goals for observation and selects the observation tool. | ครูและผู้นิเทศเจรจาข้อตกลงสำหรับรอบการนิเทศ ซึ่งกำหนดจุดเน้นและเป้าหมายของการสังเกตการสอน และเลือกเครื่องมือสังเกตการสอน |
กรอกฟอร์มล่วงหน้าได้ แต่จุดเน้นต้องเกิดในห้องประชุม
“Most school systems have their own pre-observation form.”
“The teacher might want to complete this form in advance, although the supervisor and teacher should work together to determine the focus during the conference.”
“The pre-observation form presented in Figure 9.3 can help the supervisor to review the learning objectives for the lesson to be observed, better understand the classroom during the extended observation, identify the focus of the observation, and get teachers to talk about their classroom practices.”
“ระบบโรงเรียนส่วนใหญ่มีแบบฟอร์มก่อนการสังเกตการสอนของตนเอง”
“ครูอาจต้องการกรอกแบบฟอร์มนี้ล่วงหน้า แม้ว่า ผู้นิเทศและครูควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดจุดเน้นระหว่างการประชุม”
“แบบฟอร์มก่อนการสังเกตการสอนที่นำเสนอไว้ในภาพที่ 9.3 ช่วยให้ผู้นิเทศสามารถ ทบทวนจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียนที่จะถูกสังเกต เข้าใจชั้นเรียนได้ดีขึ้นระหว่างการสังเกตการสอนแบบขยายเวลา ระบุจุดเน้นของการสังเกตการสอน และทำให้ครูได้พูดถึงการปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนของตนเอง”
แบบฟอร์มมีสี่ส่วนหลัก Figure 9.3 and 9.4 Pre-observation Conference Form
| ส่วน | หัวข้อและคำถามในฟอร์ม | คำแปลและคำอธิบายที่พิมพ์กำกับไว้ในภาพที่ 9.3 |
|---|---|---|
| 1 | Learning Objectives Content What will the students learn? |
จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา นักเรียนจะได้เรียนรู้อะไร ขอให้ครูพาเดินผ่านบทเรียนทีละขั้น กระบวนการนี้บางครั้งเรียกว่า preplanning ซึ่งเป็นกระบวนการดั้งเดิมในแบบจำลองการนิเทศแบบคลินิกรุ่นแรก |
| 1 | Process What will instruction look and sound like? What instructional strategies will be used? | กระบวนการ การสอนจะมีหน้าตาและเสียงเป็นอย่างไร จะใช้ยุทธวิธีการสอนแบบใด กระตุ้นให้ครูอธิบาย "เหตุและผล" ระหว่างสิ่งที่ครูจะทำ กับสิ่งที่ครูคาดว่านักเรียนจะทำ |
| 1 | Resources What resources and materials will the teacher use? | ทรัพยากร ครูจะใช้ทรัพยากรและสื่อใดตลอดบทเรียน เทคโนโลยีทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นทรัพยากรและเป็นวิธีสอน |
| 2 | Understanding the Classroom Environment Characteristics of the learners What are the students like? Culture and climate How does the teacher characterize the usual atmosphere in the room? |
การเข้าใจสภาพแวดล้อมของชั้นเรียน คุณลักษณะของผู้เรียน นักเรียนเป็นอย่างไร วัฒนธรรมและบรรยากาศ ครูอธิบายบรรยากาศตามปกติในห้องว่าอย่างไร ต้นฉบับขยายว่า โรงเรียนมีความหลากหลาย เป็นไปได้ยากที่ครูคณิตศาสตร์ทุกคนที่สอนพีชคณิต 1 จะใช้แผนเดียวกัน |
| 3 | Looking for Results Assessment What teaching behaviors assist the teacher in assessing student learning? |
การมองหาผลลัพธ์ การประเมิน พฤติกรรมการสอนใดที่ช่วยครูในการประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ถามครูว่านักเรียนจะแสดงอะไรออกมาได้ และจะใช้ชิ้นงานใดเป็นหลักฐานความรอบรู้ |
| 4 | Focusing for the Observation Focus Observation tool |
การกำหนดจุดเน้นสำหรับการสังเกตการสอน จุดเน้น และ เครื่องมือสังเกตการสอน ต้นฉบับระบุว่านี่ น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด ของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน |
ตัวร่างแบบฟอร์ม ก่อนการสังเกตการสอน
ข้อจำกัดที่ต้องบอกผู้ฟัง ระบบถูกล็อกให้ทำงานเฉพาะกรอบของบทที่ 9 ห้ามเสนอเกณฑ์นอกบทนี้ และห้ามอ้างเลขหน้าที่ไม่ได้ระบุไว้ ผลที่ได้เป็น ร่าง ที่ครูกับผู้นิเทศต้องแก้ร่วมกันในห้องประชุมจริง ไม่ใช่ฟอร์มสำเร็จรูปที่ใช้แทนการสนทนา
สังเกตว่าช่อง จุดเน้น ที่ระบบเสนอ แคบพอจะเก็บข้อมูลได้จริงหรือไม่ ตามเกณฑ์ที่หนังสือให้ไว้ในหน้า 178 ซึ่งจะพูดถึงในองก์ที่ 3
คาบที่วุ่นที่สุดของคุณ Extended Reflection
“Think of the most hectic teaching period or segment you have had this year.”
“Imagine that your supervisor walked into your classroom during this time and stayed for 50 minutes.”
“What do you think the outcome would have been (1) with a pre-observation conference and (2) without a pre-observation conference?”
“นึกถึงคาบสอนหรือช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดที่คุณเคยเจอในปีนี้”
“ลองจินตนาการว่าผู้นิเทศของคุณเดินเข้ามาในห้องเรียนช่วงเวลานั้นพอดี และอยู่ต่ออีก 50 นาที”
“คุณคิดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร (1) เมื่อมีการประชุมก่อนการสังเกตการสอน และ (2) เมื่อไม่มีการประชุมก่อนการสังเกตการสอน”
ให้ผู้ฟังตอบสด คำถามนี้ตอบได้ในหนึ่งนาที และทำให้เห็นด้วยตัวเองว่าทำไมข้อกำหนด24 ถึง 48 ชั่วโมง กับข้อจัดในห้องเรียนจริง จึงไม่ใช่พิธีกรรม
ลองจัดประชุมจริงกับเพื่อนครู Fieldwork: Conducting a Pre-observation Conference
“Ask a teaching colleague if it would be possible to conduct a pre-observation conference using Figure 9.4. The pre-observation conference can be held before school, during a mutual planning period, during a lunch period, or after school.”
“After the pre-observation conference is over, reflect on the following:”
“The length of the pre-observation conference”
“The amount of talking you did versus the amount the teacher talked”
“Artifacts shared (e.g., seating chart, teaching materials, samples of student work).”
“Reconstruct the experience and identify what went well and what you would do differently the next time you conduct a pre-observation conference.”
“ลองถามเพื่อนครูว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะจัดการประชุมก่อนการสังเกตการสอนโดยใช้ภาพที่ 9.4 การประชุมก่อนการสังเกตการสอนสามารถจัดได้ก่อนเข้าเรียน ระหว่างคาบว่างที่ตรงกัน ระหว่างพักกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน”
“เมื่อการประชุมก่อนการสังเกตการสอนสิ้นสุดลง ให้สะท้อนคิดในประเด็นต่อไปนี้”
“ความยาวของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน”
“ปริมาณการพูดของคุณ เทียบกับปริมาณการพูดของครู”
“สิ่งประกอบการสอนที่แลกเปลี่ยนกัน (เช่น ผังที่นั่ง สื่อการสอน ตัวอย่างงานนักเรียน)”
“สร้างประสบการณ์นั้นขึ้นใหม่ แล้วระบุว่าอะไรเป็นไปด้วยดี และอะไรที่คุณจะทำต่างออกไป ในครั้งถัดไปที่คุณจัดการประชุมก่อนการสังเกตการสอน”
ข้อที่ใช้ได้ทันที "ปริมาณการพูดของคุณเทียบกับของครู" เป็นตัวชี้วัดที่วัดได้จริงว่าการประชุมนี้ครูนำหรือผู้นิเทศนำ
Tool 10 ให้อะไรกับเราบ้าง
คุณลักษณะ
สองข้อตรวจสอบได้ด้วยข้อเท็จจริง คือ 24 ถึง 48 ชั่วโมง และจัดในห้องเรียนจริง อีกสี่ข้อเป็นคุณภาพของการสนทนา
เป้าหมาย
Sullivan and Glanz (2013) ระบุตัวครู จุดมุ่งหมาย ความเครียด และเครื่องมือกับกำหนดการ
ระยะ
Goldhammer (1969) ระยะสร้างความคุ้นชิน ระยะซักซ้อม และระยะทำข้อตกลง เรียงตามลำดับ
ส่วนของแบบฟอร์ม
จุดประสงค์การเรียนรู้, สภาพแวดล้อมของชั้นเรียน, การมองหาผลลัพธ์, การกำหนดจุดเน้น
| ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|
| these conferences are non-evaluative in nature and designed to establish the observation’s purpose and focus | การประชุมเหล่านี้มีธรรมชาติที่ไม่มุ่งตัดสิน และออกแบบมาเพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายและจุดเน้นของการสังเกตการสอน |
| the teacher should take the lead (though the teacher’s career stage naturally makes a difference here) | ครูควรเป็นผู้นำ แม้ว่าระยะการพัฒนาวิชาชีพของครูจะทำให้เรื่องนี้ต่างกันไปโดยธรรมชาติ |
| The pre-observation conference sets the stage for all that follows. | การประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการปูพื้นให้กับทุกสิ่งที่จะตามมา |
ทำไมจุดเน้นจึงสำคัญที่สุด Focus and the Pre-observation Conference
“Perhaps the most important feature of the pre-observation conference is determining the focus for the upcoming classroom observation.”
“Why is the focus so important? This is a complex question with a multifaceted answer.”
“The focus serves to promote dialogue between the supervisor and the teacher, help the teacher identify a growth area, and help the supervisor identify what concrete data to gather and what observation tools to use.”
“บางที ลักษณะเด่นที่สำคัญที่สุดของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการกำหนดจุดเน้นสำหรับการสังเกตการสอนที่กำลังจะมาถึง”
“เหตุใดจุดเน้นจึงสำคัญนัก นี่เป็นคำถามที่ซับซ้อนและมีคำตอบหลายแง่มุม”
“จุดเน้นทำหน้าที่ส่งเสริมการสนทนาระหว่างผู้นิเทศกับครู ช่วยให้ครูระบุประเด็นที่ต้องการพัฒนา และช่วยให้ผู้นิเทศระบุว่าจะเก็บข้อมูลรูปธรรมใด และจะใช้เครื่องมือสังเกตการสอนชนิดใด”
ใครควรเป็นผู้กำหนด ครู ผู้นิเทศ หรือทั้งสองฝ่าย
“Who should direct the focus portion of the pre-observation conference? The teacher? The supervisor? Both?”
“Opinions vary, and there are no universal truths. Ideally, the supervisor and the teacher mutually agree on a focus for the observation.”
“Career stages and adult learning are examined in Chapter 6, the needs of beginning teachers in Chapter 12, and the foundations of job-embedded professional learning in Chapter 4.”
“ใครควรเป็นผู้กำกับส่วนที่ว่าด้วยจุดเน้นของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน ครูหรือ ผู้นิเทศหรือ หรือทั้งสองฝ่าย”
“ความคิดเห็นในเรื่องนี้แตกต่างกันไป และไม่มีความจริงสากล ในทางอุดมคติ ผู้นิเทศและครูเห็นพ้องต้องกันเรื่องจุดเน้นของการสังเกตการสอน”
“ระยะการพัฒนาวิชาชีพและการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ได้รับการตรวจสอบไว้ในบทที่ 6 ความต้องการจำเป็นของครูใหม่อยู่ในบทที่ 12 และรากฐานของการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ฝังอยู่ในงานอยู่ในบทที่ 4”
จุดเน้นที่ครูเป็นผู้กำหนด Teacher-Directed Focus
“As professionals capable of thinking critically about instruction, students, curriculum content, and methods, teachers are able to make informed decisions about the development of their practices and thus direct their own learning.”
“Teachers can identify the observation focus area based on their interest in a target area, their perceived need to improve in a specific area, their desire to follow up on professional development, or their desire to try a new technique.”
“When the teacher assumes responsibility for directing the observation focus, the supervisor takes a more indirect approach, perhaps helping the teacher to flesh out an area of focus.”
“ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพที่สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการสอน นักเรียน เนื้อหาหลักสูตร และวิธีการ ครูย่อมสามารถตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาการปฏิบัติของตนเอง และกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้”
“ครูสามารถระบุประเด็นที่จะเป็นจุดเน้นของการสังเกตการสอนได้ โดยพิจารณาจากความสนใจในเรื่องเป้าหมาย ความต้องการจำเป็นที่ตนรับรู้ว่าต้องปรับปรุงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ความประสงค์ที่จะติดตามผลจากการพัฒนาวิชาชีพ หรือความประสงค์ที่จะทดลองเทคนิคใหม่”
“เมื่อครูรับผิดชอบการกำกับจุดเน้นของการสังเกตการสอน ผู้นิเทศจะใช้แนวทางที่อ้อมมากขึ้น โดยอาจช่วยครูขยายประเด็นที่จะเป็นจุดเน้นให้ชัดขึ้น”
จุดเน้นที่ผู้นิเทศเป็นผู้กำหนด Supervisor-Directed Focus
“The supervisor perceives a particular need and guides the teacher to focus on this target.”
“Supervisors tend to take a directive approach with certain groups of teachers (such as first-year teachers or those on a plan of remediation).”
“A supervisor-directed focus can certainly be positive and fruitful; however, teachers often feel greater autonomy when they have authority to determine the observation focus.”
“ผู้นิเทศรับรู้ถึงความต้องการจำเป็นบางอย่าง และนำครูให้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายนั้น”
“ผู้นิเทศมักใช้แนวทางแบบชี้แนะกับครูบางกลุ่ม (เช่น ครูปีแรก หรือครูที่อยู่ในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน)”
“จุดเน้นที่ผู้นิเทศกำหนดย่อมเป็นไปในทางบวกและเกิดผลได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ครูมักรู้สึกถึงความเป็นอิสระในการกำกับตนเองมากกว่า เมื่อครูมีอำนาจกำหนดจุดเน้นของการสังเกตการสอนเอง”
กว้างเกิน กับ ทะเยอทะยานเกิน too broad and too ambitious
“Regardless of who sets the focus, it must be realistic.”
“If the focus is too broad, the supervisor and teacher will be unclear about the data to be gathered.”
“If the focus is too ambitious, the observer will need to collect too much data scattered across too many areas.”
“In Figure 9.5, for example, has Ms. Sanchez asked Ms. Elliot to focus the observation too broadly? Should Ms. Elliot try to work with Ms. Sanchez to narrow the focus? If so, what approach should she take?”
“ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กำหนดจุดเน้น จุดเน้นนั้นต้องเป็นไปได้จริง”
“หากจุดเน้นกว้างเกินไป ผู้นิเทศและครูจะไม่ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลใด”
“หากจุดเน้นทะเยอทะยานเกินไป ผู้สังเกตจะต้องเก็บข้อมูลมากเกินไป กระจายอยู่ในหลายประเด็นเกินไป”
“ตัวอย่างเช่นในภาพที่ 9.5 Ms. Sanchez ได้ขอให้ Ms. Elliot กำหนดจุดเน้นของการสังเกตการสอนไว้กว้างเกินไปหรือไม่ Ms. Elliot ควรพยายามทำงานร่วมกับ Ms. Sanchez เพื่อทำให้จุดเน้นแคบลงหรือไม่ ถ้าควร เธอควรใช้แนวทางใด”
ครูปีแรกเริ่มจากปล่อย Negotiating Boundaries for the Observation Focus
“First-year teachers might need guidance in developing the observation focus. Consider the following sequence:”
“For the first formal observation, let the first-year teacher guide the focus with minimal input from the supervisor.”
“Based on the first observation, exert more influence, if necessary, on the focus of the second formal observation.”
“Link the focus of all subsequent observations to data from prior observations and the discussions in post-observation conferences.”
“ครูปีแรกอาจต้องการการชี้แนะในการพัฒนาจุดเน้นของการสังเกตการสอน ลองพิจารณาลำดับต่อไปนี้”
“สำหรับการสังเกตการสอนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ให้ครูปีแรกเป็นผู้นำในการกำหนดจุดเน้น โดยผู้นิเทศให้ข้อมูลน้อยที่สุด”
“จากการสังเกตการสอนครั้งแรก ให้ใช้อิทธิพลมากขึ้นต่อจุดเน้นของการสังเกตการสอนอย่างเป็นทางการครั้งที่สอง หากจำเป็น”
“เชื่อมโยงจุดเน้นของการสังเกตการสอนครั้งต่อ ๆ ไปทั้งหมด เข้ากับข้อมูลจากการสังเกตการสอนครั้งก่อน และการอภิปรายในการประชุมหลังการสังเกตการสอน”
ครูอาวุโสขอให้สังเกตเรื่องที่ตนสอนคนอื่นอยู่ Case Study
“Ms. Sweeney, a 17-year veteran language arts teacher at Arlington Middle School, teaches a district-wide professional development course on cooperative learning. Teachers in her building often observe her cooperative learning lessons.”
“Mr. Brown, the new assistant principal at Arlington Middle School, has been assigned to supervise Ms. Sweeney. During the pre-observation conference, Mr. Brown asks Ms. Sweeney what she would like the focus of the observation to be. She responds, “How I monitor cooperative learning groups as they work.””
“Should Mr. Brown try to get Ms. Sweeney to choose a different focus?”
“What additional information does Mr. Brown need from Ms. Sweeney to be clear on the focus? How should Mr. Brown proceed and why?”
“Ms. Sweeney ครูภาษาที่มีประสบการณ์ 17 ปีที่โรงเรียนมัธยมต้น Arlington เป็นผู้สอนหลักสูตรพัฒนาวิชาชีพระดับเขตพื้นที่ในเรื่องการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครูในอาคารเดียวกันมักมาสังเกตบทเรียนการเรียนรู้แบบร่วมมือของเธออยู่เสมอ”
“Mr. Brown ผู้ช่วยผู้อำนวยการคนใหม่ของโรงเรียนมัธยมต้น Arlington ได้รับมอบหมายให้นิเทศ Ms. Sweeney ระหว่างการประชุมก่อนการสังเกตการสอน Mr. Brown ถามว่าเธออยากให้จุดเน้นเป็นเรื่องใด เธอตอบว่า “วิธีที่ดิฉันติดตามกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือขณะที่พวกเขาทำงาน””
“Mr. Brown ควรพยายามให้ Ms. Sweeney เลือกจุดเน้นอื่นหรือไม่”
“Mr. Brown ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอะไรจาก Ms. Sweeney เพื่อให้ชัดเจนเรื่องจุดเน้น Mr. Brown ควรดำเนินการอย่างไรและเพราะเหตุใด”
จุดเน้นนำทางผู้สังเกต Implications About Focus and the Observation
“The focus steers the observer through the steps of the observation in order to”
“Identify the instrument to collect useful data that will, for example, portray the teacher’s and students’ activities or words, classroom procedures, instructional methods (pedagogy), and classroom management strategies;”
“Focus intently on instructional behaviors, record events, and present the teacher with a rich portrayal of practice to discuss and analyze during the post-observation conference;”
“Assist as the teacher identifies an area to examine in detail.”
“จุดเน้นนำทางผู้สังเกตผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ของการสังเกตการสอน เพื่อ”
“ระบุเครื่องมือที่จะเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะฉายภาพ เช่น กิจกรรมหรือถ้อยคำของครูและนักเรียน ขั้นตอนในชั้นเรียน วิธีสอน (ศาสตร์การสอน) และยุทธศาสตร์การจัดการชั้นเรียน”
“มุ่งความสนใจอย่างจดจ่อไปที่พฤติกรรมการสอน บันทึกเหตุการณ์ และนำเสนอภาพการปฏิบัติที่ให้รายละเอียดสมบูรณ์แก่ครู เพื่ออภิปรายและวิเคราะห์ระหว่างการประชุมหลังการสังเกตการสอน”
“ช่วยเหลือขณะที่ครูระบุประเด็นที่จะตรวจสอบอย่างละเอียด”
ความไว้วางใจกำลังเป็นเดิมพัน Trust is at stake
“Teaching does not occur in a vacuum; unexpected incidents may unfold during the observation.”
“The supervisor may well notice events that fall outside the focus and may choose to discuss them, but with caution. Trust is at stake.”
“Letting unanticipated incidents clutter the post-observation conference can smack of “snoopervisory” or “gotcha” tactics.”
“Did the incident completely overshadow all instruction? Will the teacher continue to encounter problems? Is the teacher even aware of the incident? Will calling attention to the event diminish the teacher-supervisor relationship?”
“การสอนไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอาจคลี่คลายออกมาระหว่างการสังเกตการสอน”
“ผู้นิเทศย่อมอาจสังเกตเห็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกจุดเน้น และอาจเลือกที่จะพูดถึงมัน แต่ต้องระมัดระวัง เพราะความไว้วางใจกำลังเป็นเดิมพัน”
“การปล่อยให้เหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหมายเข้ามารกการประชุมหลังการสังเกตการสอน อาจมีกลิ่นอายของกลวิธีนิเทศแบบสอดแนม หรือกลวิธีจับผิดคาหนังคาเขา”
“เหตุการณ์นั้นบดบังการสอนทั้งหมดหรือไม่ ถ้าไม่พูดถึง ครูจะยังพบปัญหาต่อไปหรือไม่ ครูรับรู้เหตุการณ์นั้นหรือไม่ การชี้ให้เห็นจะบั่นทอนความสัมพันธ์หรือไม่”
ถ้าคุณเป็น Mr. Brown คุณจะทำอย่างไร Extended Reflection
“During his classroom observation of Ms. Sweeney, Mr. Brown notes that two students in one of the cooperative groups are doing homework for a different class and a student in another group is reading a magazine. In a third group, three of five students do not have their books.”
“The focus agreed on in the pre-observation conference was monitoring group work, not off-task behavior of students. If you were Mr. Brown, what would you do?”
“ระหว่างการสังเกตการสอนของ Ms. Sweeney นั้น Mr. Brown บันทึกไว้ว่า นักเรียนสองคนในกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มหนึ่งกำลังทำการบ้านของอีกวิชาหนึ่ง และนักเรียนอีกคนในอีกกลุ่มกำลังอ่านนิตยสาร ส่วนในกลุ่มที่สาม นักเรียนสามในห้าคนไม่มีหนังสือเรียน”
“จุดเน้นที่ตกลงกันไว้ในการประชุมก่อนการสังเกตการสอนคือการติดตามการทำงานกลุ่ม ไม่ใช่พฤติกรรมนอกงานของนักเรียน ถ้าคุณเป็น Mr. Brown คุณจะทำอย่างไร”
ทำไมคำถามนี้ยาก เพราะพฤติกรรมนอกงานที่ Mr. Brown เห็น เป็น หลักฐานโดยตรง ของจุดเน้นที่ตกลงกันไว้ คือการติดตามกลุ่มนั่นเอง ทางออกที่กลุ่มเสนอคือรายงานเป็นข้อมูลของจุดเน้นเดิม ไม่ใช่รายงานเป็นเรื่องวินัยนักเรียน ซึ่งจะกลายเป็นการจับผิดทันที ตามที่หน้า 179 เตือนไว้ว่า Trust is at stake
Fear to Focus ความกลัวที่ขวางการตั้งจุดเน้น
“If you asked a group of teachers why they hesitate to ask their supervisors to focus on an area of concern, the answer would more than likely be fear, specifically the belief that their supervisors are out to get them.”
“This fear, now practically a tradition in preK-12 schools, grows whenever a supervisor supplants supervision with summative evaluation that serves only to comply with state mandates.”
“In the book, Supervisors and Teachers: A Private Cold War, Blumberg (1980) concludes that clinical supervision is irrelevant in a teacher’s professional life; it has become merely an organizational ritual.”
“The only way to combat this fear is to build trust between teachers and supervisors.”
“หากคุณถามครูกลุ่มหนึ่งว่าเหตุใดพวกเขาจึงลังเลที่จะขอให้ผู้นิเทศมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่ตนกังวล คำตอบมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นความกลัว โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าผู้นิเทศตั้งใจจะมาเล่นงานพวกเขา”
“ความกลัวนี้ ซึ่งบัดนี้แทบกลายเป็นธรรมเนียมในโรงเรียนตั้งแต่ระดับก่อนอนุบาลถึงชั้นมัธยมปลาย จะเติบโตขึ้นทุกครั้งที่ผู้นิเทศเอาการประเมินสรุปรวมเข้าไปแทนที่การนิเทศ โดยทำไปเพียงเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐ”
“ในหนังสือ Supervisors and Teachers: A Private Cold War นั้น Blumberg (1980) สรุปว่าการนิเทศแบบคลินิกไม่มีความหมายต่อชีวิตวิชาชีพของครู มันกลายเป็นเพียงพิธีกรรมขององค์กรเท่านั้น”
“หนทางเดียวที่จะต่อสู้กับความกลัวนี้ คือการสร้างความไว้วางใจระหว่างครูกับผู้นิเทศ”
ตัวแปรห้าข้อที่ผู้นิเทศต้องตระหนัก Wiles and Bondi (2004), p. 248
| ข้อ | ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|---|
| 1 | Body language Are gestures, facial movements, eye contact conveying a different message than the words? | ภาษากาย ท่าทาง การเคลื่อนไหวบนใบหน้า และการสบตา กำลังสื่อสารข้อความที่ต่างไปจากถ้อยคำหรือไม่ |
| 2 | Time Does the scheduling of the meeting reflect its importance? | เวลา การนัดหมายเวลาประชุมสะท้อนความสำคัญของการประชุมนั้นหรือไม่ |
| 3 | Use of space Is the supervisor sitting down as an equal, or is a desk being used to separate and identify the roles? | การใช้พื้นที่ ผู้นิเทศนั่งลงอย่างผู้ที่เท่าเทียมกัน หรือมีโต๊ะทำงานถูกใช้เพื่อแบ่งแยกและระบุบทบาท |
| 4 | Word usage How many times does the supervisor use the word I? Is he or she overusing superlatives? Is jargon used to mask the real concerns? | การใช้ถ้อยคำ ผู้นิเทศใช้คำว่า ฉัน กี่ครั้ง ใช้คำยกย่องขั้นสูงสุดมากเกินไปหรือไม่ มีการใช้ศัพท์เฉพาะวงการเพื่อกลบข้อกังวลที่แท้จริงหรือไม่ |
| 5 | Written follow-up Does the communication consist of dull, third-person messages that communicate a bureaucratic tone? | การติดตามผลเป็นลายลักษณ์อักษร การสื่อสารประกอบด้วยข้อความน่าเบื่อในบุรุษที่สาม ที่สื่อน้ำเสียงแบบระบบราชการหรือไม่ |
แปดคำที่ต้อง แปลให้ตรงและจำให้ได้
จุดเน้นที่ใช้ได้จริง ต้องผ่านสี่ด่าน
แคบพอ
ไม่กว้างจนไม่รู้จะเก็บข้อมูลอะไร และไม่ทะเยอทะยานจนเก็บไม่ไหวในครั้งเดียว
พิมพ์ 178
ครูนำ
ครูเป็นผู้เสนอ ผู้นิเทศช่วยขยายให้ชัด ยกเว้นกรณีครูปีแรกหรือครูในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน
พิมพ์ 177 ถึง 178
มีเครื่องมือรองรับ
เลือกเครื่องมือสังเกตการสอนได้จริง และนัดหมายเวลาเข้าสังเกตกับการประชุมหลังไว้แล้ว
พิมพ์ 172 และ 179
อยู่บนความไว้วางใจ
ถ้าครูกลัวว่าผู้นิเทศจะมาเล่นงาน ครูจะไม่เสนอจุดเน้นที่ตนกังวลจริง
พิมพ์ 180
| ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|
| Regardless of who sets the focus, it must be realistic. | ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กำหนดจุดเน้น จุดเน้นนั้นต้องเป็นไปได้จริง |
| Trust is at stake. | ความไว้วางใจกำลังเป็นเดิมพัน |
| The only way to combat this fear is to build trust between teachers and supervisors. | หนทางเดียวที่จะต่อสู้กับความกลัวนี้ คือการสร้างความไว้วางใจระหว่างครูกับผู้นิเทศ |
ครูอาจลังเล ที่จะยอมรับจุดอ่อนของตนเอง
“Teachers may hesitate to admit a weakness, especially if they have experienced evaluation as supervision, have not engaged in open, fault-free discussions, or fear that their jobs are on the line.”
“However, many teachers will ask for help if they know they need it, especially if they believe their supervisors will provide useful insights and resources.”
“ครูอาจลังเลที่จะยอมรับจุดอ่อน โดยเฉพาะหากพวกเขาเคยประสบกับการประเมินที่ถูกนำมาใช้แทนการนิเทศ ไม่เคยมีส่วนร่วมในการอภิปรายที่เปิดกว้างและปราศจากการจับผิด หรือกลัวว่างานของตนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”
“อย่างไรก็ตาม ครูจำนวนมากจะขอความช่วยเหลือหากพวกเขารู้ว่าตนต้องการมัน โดยเฉพาะหากพวกเขาเชื่อว่าผู้นิเทศจะให้ข้อคิดเห็นเชิงลึกและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์”
สี่ควอดรันท์ของหน้าต่างโจฮารี four panes
“One way for exploring communication between supervisors and teachers is the Johari Window.”
“Joseph Luft and Harry Ingham (1955) developed the Johari Window to describe personal knowledge and interactions in terms of four panes:”
“Open pane: information that is known by the person and others; information is shared and public.”
“Hidden pane: information that is known by the person but hidden from others, as in a public persona.”
“Blind pane: information that is factual but unknown by the person, as it is a blind spot.”
“Unknown pane: information that is not known to the person or to others; the unknown pane is a person’s unconsciousness.”
“วิธีหนึ่งในการสำรวจการสื่อสารระหว่างผู้นิเทศกับครู คือหน้าต่างโจฮารี”
“Joseph Luft และ Harry Ingham (1955) พัฒนาหน้าต่างโจฮารีขึ้น เพื่ออธิบายความรู้เกี่ยวกับตนเองและปฏิสัมพันธ์ ในรูปของสี่ควอดรันท์ ดังนี้”
“Open ควอดรันท์ที่รู้ทั้งตนและผู้อื่น เป็นสารสนเทศที่แบ่งปันกันและเปิดเผยต่อสาธารณะ”
“Hidden ควอดรันท์ที่ตนรู้แต่ซ่อนไว้จากผู้อื่น เช่นเดียวกับบุคลิกที่แสดงต่อสาธารณะ”
“Blind ควอดรันท์ที่เป็นข้อเท็จจริงแต่ตนไม่รู้ เพราะเป็นจุดบอดของตนเอง”
“Unknown ควอดรันท์ที่ทั้งตนและผู้อื่นไม่รู้ ควอดรันท์นี้คือจิตไร้สำนึกของบุคคลนั้น”
หน้าต่างโจฮารีที่ทำให้ความเข้าใจของครูลึกขึ้น Figure 9.6 The Johari Window, Deepening Teacher Understanding
| ข้อความในกล่องรอบภาพ (ต้นฉบับ) | คำแปล | ชี้ออกจาก |
|---|---|---|
| Classroom observations and data and evidence illustrate blind spots. | การสังเกตการสอนในชั้นเรียน ข้อมูล และหลักฐาน ช่วยฉายให้เห็นจุดบอด | Blind |
| Reduce area through conversation and feedback. | ลดพื้นที่ของควอดรันท์นี้ลงด้วยการสนทนาและข้อมูลย้อนกลับ | Blind |
| Façade areas to avoid. Organizational culture and trust influence the hidden self. | พื้นที่ของการสร้างภาพที่ควรหลีกเลี่ยง วัฒนธรรมองค์กรและความไว้วางใจมีอิทธิพลต่อตัวตนที่ซ่อนอยู่ | Hidden |
| Find hidden talents and strengths to increase individual and organization ... | ค้นหาความสามารถและจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคคลและองค์กร | Unknown |
เครื่องมือตีความ ไม่ใช่เครื่องมือจัดประเภทตัวครู
“Supervisors can use the Johari Window to consider how teachers feel about being observed and to interpret what teachers say or do not say in the pre- and post-observation conferences.”
“While working with teachers to frame a focus for the classroom observation, for example, the supervisor may be asking them to disclose a weakness that lies behind the hidden pane.”
“Teachers who are comfortable with their Johari Window need very little prompting to identify a focus for the classroom observation.”
“Teachers with little experience, first-year teachers or those unfamiliar with the intents of supervision, might be more reluctant. The supervisor’s job is to coach teachers in this aspect of professional growth.”
“ผู้นิเทศสามารถใช้หน้าต่างโจฮารีเพื่อพิจารณาว่าครูรู้สึกอย่างไรต่อการถูกสังเกตการสอน และเพื่อตีความสิ่งที่ครูพูดหรือไม่พูดในการประชุมก่อนและหลังการสังเกตการสอน”
“ตัวอย่างเช่น ขณะที่ทำงานร่วมกับครูเพื่อกำหนดกรอบจุดเน้นของการสังเกตการสอน ผู้นิเทศอาจกำลังขอให้ครูเปิดเผยจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่หลังควอดรันท์ Hidden”
“ครูที่รู้สึกสบายใจกับหน้าต่างโจฮารีของตนเอง ต้องการการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในการระบุจุดเน้นของการสังเกตการสอน”
“ส่วนครูที่มีประสบการณ์น้อย ไม่ว่าจะเป็นครูปีแรกหรือครูที่ไม่คุ้นเคยกับเจตนาของการนิเทศ อาจลังเลมากกว่า หน้าที่ของผู้นิเทศคือการโค้ชครูในแง่มุมนี้ของการเติบโตทางวิชาชีพ”
Open Arena ครูที่เปิดเผย หรือดูเหมือนจะเปิดเผย
“Some teachers are (or appear to be) very open when discussing their teaching, readily sharing both the triumphs and the trials of their efforts in the classroom.”
“Such teachers often are willing to have others (teachers, supervisors) visit their classrooms to observe, gather ideas, and give feedback.”
“These visits are good learning opportunities, if the teacher is, indeed, effective. However, such classroom observations could be disastrous if the teacher’s practices and self-image are not congruent.”
“ครูบางคนเปิดเผยมาก (หรือดูเหมือนจะเปิดเผยมาก) เมื่อพูดคุยเรื่องการสอนของตน พร้อมจะแบ่งปันทั้งชัยชนะและความยากลำบากจากความพยายามของตนในชั้นเรียน”
“ครูเหล่านี้มักยินดีให้ผู้อื่น (ทั้งครูด้วยกันและผู้นิเทศ) เข้ามาสังเกตการสอนในชั้นเรียนของตน เพื่อเก็บเกี่ยวแนวคิดและให้ข้อมูลย้อนกลับ”
“การเข้าเยี่ยมเหล่านี้เป็นโอกาสการเรียนรู้ที่ดี หากครูคนนั้นมีประสิทธิผลจริง อย่างไรก็ตาม การสังเกตการสอนเช่นนี้อาจกลายเป็นหายนะได้ หากการปฏิบัติของครูกับภาพที่ครูมองตนเองไม่สอดคล้องกัน”
เมื่อครูที่ดูเปิดเผย ตั้งท่าปกป้องตนเอง Case Study
“Jackie Arnold is a veteran teacher who enjoys a good reputation among her peers. The principal assigns Tess Navarro to Jackie as a student teacher. ... After school one day, Jackie invites Tess to give her feedback.”
“Tess says that Jackie’s voice sounds “cranky” and that she excluded certain male students from the class discussion. When Tess shares these observations, Jackie becomes defensive, characterizing Tess as a “know-it-all” whose insights are clouded by the “idealism” of a beginning teacher.”
“Develop a plan for expanding the blind pane of Jackie’s Johari Window.”
“Jackie Arnold เป็นครูที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงดีในหมู่เพื่อนร่วมงาน ผู้อำนวยการมอบหมายให้ Tess Navarro มาเป็นนักศึกษาฝึกสอนกับ Jackie ... วันหนึ่งหลังเลิกเรียน Jackie เชิญ Tess ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ตน”
“Tess บอกว่าน้ำเสียงของ Jackie ฟังดู "หงุดหงิด" และ Jackie กันนักเรียนชายบางคนออกจากการอภิปราย ในชั้นเรียน เมื่อ Tess เล่าสิ่งที่ตนสังเกตเห็นเหล่านี้ Jackie ก็ตั้งท่าปกป้องตนเอง โดยระบุว่า Tess เป็นพวก "รู้ไปหมดทุกเรื่อง" ซึ่งข้อคิดเห็นเชิงลึกของเธอถูกบดบังด้วย "อุดมคตินิยม" ของครูมือใหม่”
“จงพัฒนาแผนสำหรับการขยายควอดรันท์ Blind ในหน้าต่างโจฮารีของ Jackie”
Hidden Façade ความเงียบที่ไม่ได้มาจากความไร้ความสามารถ
“Teachers who operate mainly in the hidden or secret part of the window say little about what goes on in their classrooms.”
“Their reticence arises not from incompetence, but from insecurity or fear of not meeting expectations.”
“One approach is to engage the teacher in a general discussion of classroom practices and the learning objectives for a particular lesson. From this platform, the supervisor can guide the conversation with more specific questions.”
“It may take time to discover, or even uncover, what really matters.”
“ครูที่ดำเนินการอยู่ในส่วนที่ซ่อนหรือส่วนลับของหน้าต่างเป็นหลัก จะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตนน้อยมาก”
“ความเงียบขรึมของพวกเขาไม่ได้เกิดจากความไร้ความสามารถ แต่เกิดจากความไม่มั่นคงในใจ หรือความกลัวว่าจะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง”
“แนวทางหนึ่งคือชวนครูเข้าสู่การอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติในชั้นเรียนและจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียนหนึ่ง ๆ จากฐานนี้ ผู้นิเทศจึงจะสามารถนำบทสนทนาด้วยคำถามที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น”
“อาจต้องใช้เวลากว่าจะค้นพบ หรือกระทั่งเปิดเผยออกมาว่าสิ่งใดสำคัญจริง ๆ”
ยุทธวิธีสองขั้น ในย่อหน้านี้ คือเริ่มจากการอภิปรายทั่วไปแล้วค่อยเจาะจง เป็นลำดับที่ผู้นิเทศต้องทำให้ถูก ถ้าเจาะจงตั้งแต่คำถามแรก ครูจะปิดทันที
Blind Spot ต้องแตะด้วยข้อมูล ไม่ใช่ด้วยความเห็น
“We do not always see ourselves as others see us. The supervisor at the back of the room may observe an aspect of a teacher’s classroom practices that needs attention, though the teacher is unaware of it.”
“Bringing such aspects into the open can be a difficult task, especially if the teacher resists recognizing or acknowledging them.”
“On the other hand, teachers may also be blind to their own strengths (although such news is usually welcome).”
“In framing effective feedback, the supervisor should rely on objective data gathered during the observation.”
“เราไม่ได้มองตัวเราเองเหมือนที่คนอื่นมองเราเสมอไป ผู้นิเทศที่นั่งอยู่หลังห้องอาจสังเกตเห็นแง่มุมหนึ่งของการปฏิบัติในชั้นเรียนของครูที่ต้องการความใส่ใจ ทั้งที่ครูไม่รู้ตัวเลย”
“การนำแง่มุมเช่นนั้นออกมาสู่ที่แจ้งอาจเป็นงานที่ยาก โดยเฉพาะหากครูต่อต้านการรับรู้หรือการยอมรับมัน”
“ในทางกลับกัน ครูอาจมองไม่เห็นจุดแข็งของตนเองด้วยเช่นกัน (แม้ว่าข่าวแบบนั้นมักจะเป็นที่ยินดี)”
“ในการวางกรอบข้อมูลย้อนกลับที่มีประสิทธิผล ผู้นิเทศควรอาศัยข้อมูลเชิงภววิสัยที่เก็บได้ระหว่างการสังเกตการสอน”
Unknown สามกลไกที่เปิดควอดรันท์นี้ได้
“The unknown pane is the most difficult for people to open. This area hides information that only the individual can discover.”
“Reflection, disclosure, and feedback can lead to this discovery, freeing the potential that lies behind the unknown pane.”
“This aspect of the Johari Window offers perspectives that apply particularly to the post-observation conference, which is discussed in Chapter 11.”
“ควอดรันท์ Unknown เป็นควอดรันท์ที่ผู้คนเปิดได้ยากที่สุด พื้นที่นี้ซ่อนสารสนเทศที่มีเพียงตัวบุคคลเท่านั้นที่จะค้นพบได้”
“การสะท้อนคิด การเปิดเผยตนเอง และข้อมูลย้อนกลับ สามารถนำไปสู่การค้นพบนี้ ซึ่งจะปลดปล่อยศักยภาพที่อยู่หลังควอดรันท์ Unknown ออกมา”
“แง่มุมนี้ของหน้าต่างโจฮารีให้มุมมองที่ใช้ได้กับการประชุมหลังการสังเกตการสอนเป็นพิเศษ ซึ่งจะอภิปรายไว้ในบทที่ 11”
ลองสังเกตครูที่คุณรู้จักน้อย Fieldwork
“Arrange to observe a teacher you know relatively little about. Conduct a pre-observation conference with Figure 9.4 as a template.”
“When you get to the section Focusing for the Observation, track the reaction you get from the teacher you are going to observe.”
“What do you notice about the interaction?”
“In what pane of the Johari Window do you suspect the teacher is operating?”
“What supervisory skills might help you work with the teacher to open the Johari Window?”
“จัดการให้ตนเองได้ไปสังเกตการสอนของครูที่คุณรู้จักค่อนข้างน้อย จัดการประชุมก่อนการสังเกตการสอนโดยใช้ภาพที่ 9.4 เป็นแม่แบบ”
“เมื่อคุณมาถึงส่วน การกำหนดจุดเน้นสำหรับการสังเกตการสอน ให้ติดตามปฏิกิริยาที่คุณได้รับจากครูที่คุณกำลังจะไปสังเกตการสอน”
“คุณสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์นั้น”
“คุณสงสัยว่าครูคนนั้นกำลังดำเนินการอยู่ในควอดรันท์ใดของหน้าต่างโจฮารี”
“ทักษะการนิเทศใดที่อาจช่วยให้คุณทำงานกับครูเพื่อเปิดหน้าต่างโจฮารีได้”
การใช้งานในชั้นเรียน สามคำถามนี้คือโครงของกิจกรรมคัดแยกคำพูดครูในชุดสไลด์ฉบับสรุป
ผู้นิเทศทำอะไรได้บ้าง กับแต่ละควอดรันท์
| ควอดรันท์ | ครูมีพฤติกรรมอย่างไร | สิ่งที่ผู้นิเทศควรทำในการประชุมก่อนการสังเกตการสอน |
|---|---|---|
| Open Arena |
พูดถึงห้องเรียนของตนได้ทุกเรื่อง ทั้งที่สำเร็จและที่ยาก ยินดีให้คนอื่นเข้าไปสังเกต | กระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็ระบุจุดเน้นได้ ระวังกรณีที่การปฏิบัติจริงกับภาพที่ครูมองตนเองไม่ตรงกัน |
| Hidden Façade |
พูดน้อยมากเกี่ยวกับชั้นเรียนของตน ไม่ใช่เพราะไร้ความสามารถ แต่เพราะไม่มั่นคงในใจ | เริ่มจากการอภิปรายทั่วไปเรื่องการปฏิบัติและจุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วค่อยเจาะจงขึ้น ต้องให้เวลา |
| Blind Blind Spot |
ไม่รู้ตัวว่ามีบางแง่มุมที่ต้องการความใส่ใจ และอาจไม่รู้จุดแข็งของตนเองด้วย | แตะด้วย ข้อมูลเชิงภววิสัยที่เก็บได้จริง เท่านั้น ห้ามแตะด้วยความเห็น |
| Unknown | ทั้งครูและผู้นิเทศยังไม่รู้ เป็นศักยภาพหรือปมที่ยังไม่ถูกค้นพบ | เปิดได้ด้วยการสะท้อนคิด การเปิดเผยตนเอง และข้อมูลย้อนกลับ ส่วนใหญ่เกิดในการประชุมหลัง (บทที่ 11) |
แบบฟอร์มไม่ใช่การเตรียมตัวทั้งหมด How to Prepare for the Classroom Observation
“The primary tool for the pre-observation conference is some type of pre-observation conference form (see Figure 9.4).”
“However, conducting a classroom observation requires other preparation as well. Effective supervisors arrive at the teacher’s classroom ready to work.”
“The following are some additional tools they use for an extended classroom observation.”
“เครื่องมือหลักของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือแบบฟอร์มการประชุมก่อนการสังเกตการสอนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (ดูภาพที่ 9.4)”
“อย่างไรก็ตาม การดำเนินการสังเกตการสอนในชั้นเรียนต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างอื่นด้วยเช่นกัน ผู้นิเทศที่มีประสิทธิผลจะมาถึงห้องเรียนของครูในสภาพที่พร้อมทำงาน”
“ต่อไปนี้คือเครื่องมือเพิ่มเติมบางอย่างที่พวกเขาใช้สำหรับการสังเกตการสอนในชั้นเรียนแบบขยายเวลา”
สี่อย่างที่ต้องเตรียมนอกเหนือจากแบบฟอร์ม Familiarity, Boundaries, Artifacts, Tools
| หัวข้อ | ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|---|
| Familiarity With the Teacher's Classroom ความคุ้นเคยกับห้องเรียนของครู |
One way to become familiar with the classroom environment is to hold the pre-observation conference in that classroom. | วิธีหนึ่งที่จะทำให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของชั้นเรียน คือการจัดการประชุมก่อนการสังเกตการสอน ในห้องเรียนนั้นเอง |
| Establishment of Boundaries การกำหนดขอบเขต |
During the pre-observation conference, the teacher and supervisor agree on the details: when and how to enter, where to sit, how long to stay, and how to leave. These boundaries frame the observation and put the teacher at ease. | ระหว่างการประชุมก่อนการสังเกตการสอน ครูและผู้นิเทศตกลงกันในรายละเอียด ได้แก่ จะเข้าห้องเมื่อใดและอย่างไร จะนั่งตรงไหน จะอยู่นานเท่าใด และจะออกจากห้องอย่างไร ขอบเขตเหล่านี้เป็นกรอบให้กับการสังเกตการสอน และทำให้ครูรู้สึกสบายใจ |
| Artifacts สิ่งประกอบการสอน |
the prepared supervisor brings relevant artifacts, such as instructional materials or multiple copies of the teacher's seating chart (an effective way to track calling patterns or chronicle other events). | ผู้นิเทศที่เตรียมตัวมาดีจะนำสิ่งประกอบการสอนที่เกี่ยวข้องมาด้วย เช่น สื่อการสอน หรือสำเนาผังที่นั่งของครูหลายชุด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลในการติดตามแบบแผนการเรียกตอบ |
| Tools เครื่องมือ |
Using technology in classroom observations requires special care. many school systems require parent permission to videotape children. Other district policies or union agreements might regulate videotaping teachers. | การใช้เทคโนโลยีต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ระบบโรงเรียนหลายแห่งกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต จากผู้ปกครองก่อนบันทึกวิดีโอเด็ก นโยบายของเขตพื้นที่หรือข้อตกลงกับสหภาพครู อาจกำกับการบันทึกวิดีโอครูไว้ |
ขอแค่ข้อเท็จจริง Nothing but the facts
“During the classroom observation, the supervisor’s responsibility is to collect accurate, objective data that reflect events.”
“As Sergeant Friday used to say on Dragnet, “Nothing but the facts, ma’am.” These data underpin the teacher’s reflection and growth during the post-observation conference and beyond.”
“The pre-observation conference can be a learning opportunity for teachers; successful conferences promote dialogue about teaching, with the teacher in the lead.”
“The supervisor’s goal should be to extend the dialogue by asking questions that invite reflection and further analysis.”
“ระหว่างการสังเกตการสอนในชั้นเรียน ความรับผิดชอบของผู้นิเทศคือการเก็บข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและเป็นภววิสัย ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
“ดังที่จ่า Friday เคยพูดไว้ในละคร Dragnet ว่า "ขอแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้นครับคุณผู้หญิง" ข้อมูลเหล่านี้เป็นรากฐานให้กับการสะท้อนคิดและการเติบโตของครูระหว่างการประชุมหลังการสังเกตการสอนและต่อจากนั้น”
“การประชุมก่อนการสังเกตการสอนสามารถเป็นโอกาสการเรียนรู้ของครูได้ การประชุมที่ประสบความสำเร็จส่งเสริมบทสนทนาเกี่ยวกับการสอน โดยมีครูเป็นผู้นำ”
“เป้าหมายของผู้นิเทศควรเป็นการขยายบทสนทนานั้นออกไป ด้วยการตั้งคำถามที่ชวนให้สะท้อนคิดและวิเคราะห์ต่อ”
ครูเปิดควอดรันท์ของตน ตอนที่ร่วมกันพัฒนาจุดเน้น
“A key component of the pre-observation conference is determining a focus for the classroom observation. In a sense, the focus serves as a guide for both the teacher and the supervisor; it positions the supervisor to collect useful data for the teacher to analyze later.”
“In developing the focus of the classroom observation, teachers open one or more panes of their Johari Window.”
“How much teachers disclose about their practices during the pre-observation conference depends on their experience and the degree of trust between supervisor and teacher.”
“The pre-observation conference sets the stage for the classroom observation.”
“องค์ประกอบสำคัญของการประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการกำหนดจุดเน้นสำหรับการสังเกตการสอนในชั้นเรียน ในแง่หนึ่ง จุดเน้นทำหน้าที่เป็นเครื่องนำทางให้ทั้งครูและผู้นิเทศ มันวางตำแหน่งให้ผู้นิเทศเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ให้ครูวิเคราะห์ในภายหลัง”
“ในการพัฒนาจุดเน้นของการสังเกตการสอนในชั้นเรียน ครูได้เปิดควอดรันท์หนึ่งควอดรันท์หรือมากกว่านั้นของหน้าต่างโจฮารีของตน”
“ครูจะเปิดเผยเรื่องการปฏิบัติของตนมากเพียงใดระหว่างการประชุมก่อนการสังเกตการสอน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของครู และระดับความไว้วางใจระหว่างผู้นิเทศกับครู”
“การประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการปูพื้นให้กับการสังเกตการสอนในชั้นเรียน”
ย่อหน้าที่สองและสามคือจุดที่บทนี้มัดสามเรื่องเข้าด้วยกัน คือ จุดเน้น หน้าต่างโจฮารี และ ความไว้วางใจ ทั้งสามเรื่องแยกจากกันไม่ได้
ฝึกหาจุดเน้นภายในหนึ่งนาที Flash Focus!, Zepeda (2012)
“The following activity, Flash Focus!, was developed by Zepeda (2012) with assistance from doctoral students at the University of Georgia as a way to provide (1) ample opportunities to practice finding a focus, (2) pick a tool to use to collect data, and then (3) collect data during an observation.”
“To start the activity, go to YouTube and type in “teachers teaching” or other similar descriptors. Pick a video clip to watch.”
“Within a minute, find a focus for the classroom observation and choose a tool that appropriately collects the data for the chosen focus. For the next several minutes, collect data using the selected tool.”
“Why did you choose that focus? Explain the tool you chose and why. What did you discover about the process and skills needed to conduct informal classroom observations?”
“กิจกรรมต่อไปนี้ชื่อ Flash Focus! พัฒนาขึ้นโดย Zepeda (2012) ด้วยความช่วยเหลือจากนักศึกษา ระดับปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจีย เพื่อเป็นวิธีที่ให้ (1) โอกาสอันมากมายในการฝึกหาจุดเน้น (2) การเลือกเครื่องมือที่จะใช้เก็บข้อมูล และจากนั้น (3) การเก็บข้อมูลระหว่างการสังเกตการสอน”
“ในการเริ่มกิจกรรม ให้เข้า YouTube แล้วพิมพ์คำว่า "teachers teaching" หรือคำบรรยายอื่นที่คล้ายกัน เลือกคลิปวิดีโอมาหนึ่งคลิป”
“ภายในหนึ่งนาที ให้หาจุดเน้นสำหรับการสังเกตการสอน และเลือกเครื่องมือที่เก็บข้อมูลสำหรับ จุดเน้นที่เลือกไว้ได้อย่างเหมาะสม จากนั้นอีกหลายนาทีถัดมา ให้เก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือที่เลือกไว้”
“เหตุใดคุณจึงเลือกจุดเน้นนั้น อธิบายเครื่องมือที่คุณเลือกและเหตุผล คุณค้นพบอะไรเกี่ยวกับ กระบวนการและทักษะที่จำเป็นในการดำเนินการสังเกตการสอนแบบไม่เป็นทางการ”
กิจกรรมที่หนังสือแนะนำ และ รายการอ้างอิงทั้งหมด
From Theory to Practice
หาเพื่อนร่วมวิชาชีพในโรงเรียนของตน โดยเน้นว่ากิจกรรมของบทที่ 9, 10 และ 11 เกี่ยวเนื่องกันเป็นชุด จึงต้องหาคนที่ร่วมงานได้ครบทั้งสามระยะ ให้จัดและบันทึกวิดีโอการประชุมโดยใช้ภาพที่ 9.4 แล้วดูเทปนั้นซ้ำ
Group Processing
แบ่งกลุ่มย่อยถอดบทเรียนจากประสบการณ์ และขอให้อาจารย์ผู้สอนหาอาสาสมัครสองคน มาแสดงการประชุมก่อนการสังเกตการสอนจำลอง แล้วให้ชั้นเรียนให้ข้อมูลย้อนกลับ
Reflection
ระบุความท้าทายที่พบระหว่างทาง และสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและกระบวนการ ต้นฉบับใช้คำว่า challenges you encountered along the road
- Blumberg, A. (1980). Supervisors and teachers: A private cold war. Berkeley, CA: McCutchan.
- Gall, M. D., & Acheson, K. A. (2010). Clinical supervision and teacher development (6th ed.). New York, NY: Longman.
- Goldhammer, R. (1969). Clinical supervision: Special methods for the supervision of teachers. New York, NY: Holt, Rinehart, & Winston.
- Luft, J., & Ingham, H. (1955). The Johari Window: A graphic model for interpersonal relations. University of California Western Training Lab.
- Sergiovanni, T. J., Starratt, R. J., & Cho, V. (2013). Supervision: A redefinition (9th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
- Sullivan, S., & Glanz, J. (2013). Supervision that improves teaching (4th ed.). Thousand Oaks, CA: Corwin Press.
- Wiles, J., & Bondi, J. (2004). Supervision: A guide to practice. Columbus, OH: Merrill.
- Zepeda, S. J. (2012). Flash focus: Classroom observational simulation. Athens: Instructional Supervision Course at the University of Georgia.
สามคำถาม ที่เกิดจากการแปลบทนี้
24 ถึง 48 ชั่วโมง ทำได้จริงไหม
ในโรงเรียนไทยที่ครูมีคาบสอนแน่นและมีงานพิเศษมาก ข้อกำหนดเรื่องเวลาและการจัดในห้องเรียนจริง จะกลายเป็นพิธีกรรมที่ทำพอเป็นพิธีหรือไม่ และถ้าทำไม่ได้ สิ่งใดคือสาระที่ต้องรักษาไว้
ความตึงเรื่องใครนำ
หน้า 171 บอกว่าผู้นิเทศเป็นผู้กำหนดชนิดของข้อมูล แต่หน้า 172 บอกว่าครูควรเป็นผู้นำ หนังสือเปิดความตึงนี้ไว้เอง และแก้ด้วยคำว่า mutually agree ในหน้า 177 คำถามคือในทางปฏิบัติ ใครมีอำนาจจริง
Blumberg ยังจริงอยู่ไหม
Blumberg (1980) สรุปว่าการนิเทศแบบคลินิกกลายเป็นพิธีกรรมขององค์กร ผ่านมากว่าสี่ทศวรรษ ในบริบทไทยที่มีระบบ วPA ข้อสรุปนี้ยังใช้ได้หรือไม่ และการนิเทศจะหลุดจากการเป็นพิธีกรรมได้อย่างไร
ศัพท์ 20 คำ พร้อมเหตุผลของการเลือกคำ
| อังกฤษ | ไทยที่ล็อก | เหตุผล |
|---|---|---|
| pre-observation conference | การประชุมก่อนการสังเกตการสอน | ตรงกับคำที่วรรณกรรมนิเทศไทยใช้บ่อยที่สุด และเข้าชุดกับการประชุมหลังการสังเกตการสอน |
| clinical supervision | การนิเทศแบบคลินิก | คำที่วรรณกรรมไทยใช้แล้ว ไม่บัญญัติใหม่ |
| supervisor | ผู้นิเทศ | ไม่ใช้ "ศึกษานิเทศก์" เพราะต้นฉบับหมายรวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาด้วย |
| focus | จุดเน้นของการสังเกต | ในเนื้อความใช้ "จุดเน้น" ในหัวสไลด์ใช้ "โฟกัส" ได้ |
| fluency, rehearsal, contract | ระยะสร้างความคุ้นชิน, ระยะซักซ้อม, ระยะทำข้อตกลง | เป็นลำดับ ไม่ใช่ประเภท และ contract ไม่ใช่นิติกรรม จึงไม่แปลว่า "สัญญา" |
| stable data | ข้อมูลที่มั่นคง | ข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่ "ข้อมูลคงที่" ซึ่งเป็นตัวลวงที่พบบ่อยที่สุด |
| non-evaluative | ไม่มุ่งตัดสิน | เส้นแบ่ง supervision กับ evaluation ที่เป็นแกนของทั้งเล่ม |
| growth area | ประเด็นที่ต้องการพัฒนา | ต้นฉบับเลี่ยงคำเชิงลบ จึงไม่แปลว่า "จุดอ่อน" |
| artifacts | สิ่งประกอบการสอน | ผังที่นั่ง เอกสารประกอบ ตัวอย่างงานนักเรียน |
| pane | ควอดรันท์ | ยึดตามเด็ค Johari Window ของรายวิชาเดียวกัน เพื่อไม่ให้ผู้ฟังสับสน |
| snoopervisory, gotcha tactics | กลวิธีนิเทศแบบสอดแนม, กลวิธีจับผิดคาหนังคาเขา | เป็นการเล่นคำในต้นฉบับ ต้องมีหมายเหตุกำกับและโชว์คำอังกฤษคู่ |
| plan of remediation | แผนพัฒนาการปฏิบัติงาน | ใกล้เคียง วPA ในบริบทไทย แต่ห้ามแปลทับในคำแปลตรงตัว |
| autonomy | ความเป็นอิสระในการกำกับตนเอง | ศัพท์เฉพาะของทฤษฎีแรงจูงใจในบทที่ 7 ไม่ใช่ "อิสรภาพ" |
| objective data | ข้อมูลเชิงภววิสัย | ตามศัพท์บัญญัติ หรือใช้ "ข้อมูลตามที่เป็นจริง" ได้ |
| rich portrayal | ภาพที่ให้รายละเอียดสมบูรณ์ | rich ในบริบทวิจัยเชิงคุณภาพคือความหนาแน่นของรายละเอียด |
| self-image | ภาพที่ครูมองตนเอง | ไม่ใช้ "อัตมโนทัศน์" ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิคที่หนักเกินบริบทนี้ |
หกจุดที่กลุ่ม รายงานตามที่ปรากฏ ไม่ได้แก้ต้นฉบับ
| ตำแหน่ง | สิ่งที่ปรากฏในต้นฉบับ | สิ่งที่กลุ่มทำ |
|---|---|---|
| หน้า 170 | รายการหัวข้อประจำบทเรียง Tool 10 ไว้ท้าย แต่เนื้อหาจริงวางไว้เป็นหัวข้อที่สอง | เดินตามลำดับเนื้อหาจริง และหมายเหตุความต่างไว้ในหน้าแผนที่บท |
| ภาพที่ 9.1 | ภาพใช้คำว่า Conversation ส่วนเนื้อความใช้ Conference | แปลตามคำที่ปรากฏจริงในแต่ละที่ คือ "การสนทนา" ในภาพ และ "การประชุม" ในเนื้อความ |
| หน้า 172 | ภาพที่ 9.2 ถูกวางแทรกกลางรายการเป้าหมายสี่ข้อของ Sullivan and Glanz | เรียงสี่ข้อติดกันตามเจตนาของผู้เขียน แล้วรายงานการจัดวางของต้นฉบับไว้ |
| ภาพที่ 9.2 | เขียนว่า becomes "fluent" in or more knowledgeable about ซึ่งอ่านแล้วสะดุด | แปลตามที่ปรากฏ และหมายเหตุว่าฉบับพิมพ์อื่นอาจจัดวางต่างกัน |
| หน้า 176 | กล่อง Fieldwork อ้าง Figure 9.4 แล้วอ้าง Figure 9.3 ทั้งที่บริบทหมายถึงแบบฟอร์มเปล่าเหมือนกัน | แปลตามที่ปรากฏ ไม่แก้เลขภาพเอง |
| หน้า 182 | กรณีศึกษา Jackie ใช้คำว่า expanding the blind pane แต่ภาพที่ 9.6 เขียนว่า Reduce area | แปลตามที่ปรากฏ และตั้งเป็นประเด็นอภิปรายว่าผู้เขียนอาจหมายถึงขยายสิ่งที่ Jackie มองเห็น |
| ภาพที่ 9.6 | ภาพใช้คำว่า Façade ส่วนเนื้อความใช้ Hidden | แสดงทั้งสองคำในหน้าเดียวกัน และระบุว่า Façade มาจากสาย Luft และ Ingham ฉบับดั้งเดิม |
แผนเวลา 60 นาที และแผนสำรองเมื่อเวลาไม่พอ
| องก์ | ผู้นำเสนอ | เวลา | หน้า | ตัดได้ก่อนถ้าเวลาไม่พอ |
|---|---|---|---|---|
| I | คนที่ 1 | 10 นาที | 1 ถึง 9 | หน้าเรื่องเลขหน้า ย้ายไปตอบตอนถามตอบแทน |
| II | คนที่ 2 | 14 นาที | 10 ถึง 21 | ลดหน้าสาธิตปัญญาประดิษฐ์เหลือกดครั้งเดียว ไม่ลองซ้ำ |
| III | คนที่ 3 | 15 นาที | 22 ถึง 35 | กิจกรรมการ์ดพลิก ให้พลิกทั้งหมดทีเดียวแทนการเปิดทีละใบ |
| IV | คนที่ 4 | 13 นาที | 36 ถึง 46 | กรณีศึกษา Jackie ย่อเหลือเล่าปากเปล่า |
| V | คนที่ 5 | 8 นาที | 47 ถึง 53 | หน้า Flash Focus! ข้ามได้ เพราะเป็นกิจกรรมนอกเวลา |
ถ้าอินเทอร์เน็ตล่ม
หน้าสาธิตปัญญาประดิษฐ์ในองก์ที่ 2 ใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปทำกิจกรรม Flash Focus! แทน หรือใช้ภาพหน้าจอผลลัพธ์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
หน้าสรุปท้ายองก์
ทุกองก์จบด้วยหน้าสรุปที่มีคำถามส่งต่อองก์ถัดไป ผู้นำเสนอคนถัดไปเริ่มจากการตอบคำถามนั้น จึงไม่ต้องแนะนำตัวซ้ำ
ถ้าอาจารย์ขอดูข้อความต้นฉบับของประโยคใด ให้กดปุ่มผู้ช่วยถามตอบมุมล่างขวา แล้วสลับเป็นโหมด เฉพาะหน้านี้ ผู้ช่วยจะยกข้อความต้นฉบับพร้อมเลขหน้าให้ทันที