การประชุม
ก่อนการสังเกตการสอน
ระยะแรกของวงจรนิเทศแบบคลินิก จุดเน้นที่ทำให้การสังเกตการสอนมีความหมาย และหน้าต่างโจฮารีที่อธิบายว่าทำไมครูบางคนจึงพูด และบางคนจึงเงียบ
เรียบเรียงจาก Zepeda, S. J. (2017). Instructional Supervision: Applying Tools and Concepts
(4th ed.). New York, NY: Routledge. Chapter 9, pp. 171 to 187.
ชุดนี้เป็นฉบับเรียบเรียงเพื่อการบรรยาย มีชั้นวิพากษ์และการเชื่อมกับบริบทไทยที่หนังสือไม่ได้พูด
ส่วนฉบับแปลตามต้นฉบับอยู่อีกไฟล์หนึ่ง
(เปิดฉบับแปล)
ห้าองก์ ตามผู้นำเสนอห้าคน
ทำไมต้องมีการประชุมก่อน และผู้นิเทศมีบทบาทอะไร
คุณลักษณะ 6 ข้อ เป้าหมาย 4 ข้อ ระยะ 3 ระยะ และแบบฟอร์ม 4 ส่วน
ใครกำหนด เกณฑ์อะไร และทำไมความกลัวจึงขวางอยู่
เครื่องมือตีความสิ่งที่ครูพูดและไม่พูด
ซ้อมจัดประชุมกับครูจำลอง แล้ววิพากษ์บทนี้ในบริบทไทย
เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีการประชุมก่อน
ครูไม่รู้ว่าจะถูกดูเรื่องอะไร จึงพยายามทำให้ทุกอย่างดูดี
ผลคือข้อมูลกระจัดกระจาย และบทสนทนาหลังสังเกตกลายเป็นการแจ้งผล
ครูได้พูดทบทวนบทเรียนของตนเองออกมาดัง ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในตัวมันเอง
ผลคือข้อมูลตรงประเด็น และบทสนทนาหลังสังเกตกลายเป็นการวิเคราะห์ร่วมกัน
บทที่ 9 คือ ระยะที่หนึ่ง ของวงจรที่กินสามบท
Pre-observation Conference
ตกลงกันว่าจะดูเรื่องอะไร ด้วยเครื่องมืออะไร เมื่อไร และผู้นิเทศจะนั่งตรงไหน
ผลลัพธ์คือจุดเน้น
Classroom Observation
เก็บข้อมูลตามจุดเน้นที่ตกลงไว้ ด้วยเครื่องมือสังเกตการสอน 14 ชิ้นที่หนังสือให้ไว้
ผลลัพธ์คือข้อมูลที่มั่นคง
Post-observation Conference
วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน สร้างบทเรียนขึ้นใหม่ และกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ทางวิชาชีพต่อไป
ผลลัพธ์คือการเติบโต
ดวงตาอีกคู่หนึ่ง ไม่ใช่ผู้ตัดสิน
the supervisor's main responsibility is to serve as "another set of eyes," holding up the "mirror of practice" in which the teacher can examine specific classroom behaviors
Gall and Acheson (2010) อ้างใน Zepeda (2017), p. 171
another set of eyes
ผู้นิเทศเป็นดวงตาเพิ่ม ไม่ใช่ดวงตาที่เหนือกว่า ครูยังเป็นผู้ตีความสิ่งที่เห็น
mirror of practice
กระจกไม่ตัดสิน กระจกสะท้อน หน้าที่ของผู้นิเทศคือยกกระจกให้ตรงมุมที่ครูอยากเห็น
stable data
ข้อมูลที่มั่นคง คือข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่เปลี่ยนไปตามความทรงจำหรือความรู้สึก ของผู้สังเกต
หนังสือพูดสองอย่าง ที่ดูขัดกัน
ผู้นิเทศ เป็นผู้กำหนดว่าจะเก็บข้อมูลชนิดใด
ครู ควรเป็นผู้นำในการพูดถึงข้อกังวลและประเด็นของการปฏิบัติ
สามข้อที่ต้องถือติดตัวไปทั้งการนำเสนอ
วงปิด ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว
การประชุมก่อน การสังเกต และการประชุมหลัง เกี่ยวเนื่องกัน และวนกลับเข้าสู่รอบถัดไป
ไม่มุ่งตัดสิน
คำว่า non-evaluative ในหน้า 172 คือเส้นแบ่งระหว่างการนิเทศเพื่อพัฒนา กับการประเมินเพื่อตัดสิน ซึ่งเป็นแกนของหนังสือทั้งเล่ม
ต้องมีหลักฐานก่อนพูด
ข้อมูลที่มั่นคงและข้อมูลเชิงภววิสัย เป็นเงื่อนไขของทุกอย่างที่ผู้นิเทศจะพูดกับครู
| ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|
| The clinical supervision model has evolved over the years to include three closely interrelated processes | แบบจำลองการนิเทศแบบคลินิกครอบคลุมกระบวนการสามอย่างที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด |
| these conferences are non-evaluative in nature | การประชุมเหล่านี้มีธรรมชาติที่ไม่มุ่งตัดสิน |
| Supervisors who collect stable data during the observation provide a clearer portrayal of the events | ผู้นิเทศที่เก็บข้อมูลที่มั่นคงจะให้ภาพเหตุการณ์ที่ชัดเจนกว่า |
สี่ชุดตัวเลข ที่ประกอบเป็นการประชุมหนึ่งครั้ง
คุณลักษณะ
ลักษณะของการประชุมที่มีประสิทธิผล ตามที่หนังสือระบุไว้ในหน้า 172
เป้าหมาย
Sullivan and Glanz (2013) หน้า 123 อ้างใน Zepeda หน้า 172
ลำดับของการสนทนา
Goldhammer (1969) หน้า 173 fluency, rehearsal, contract
แบบฟอร์ม
โครงของภาพที่ 9.3 และ 9.4 หน้า 174 ถึง 175
ข้อสังเกตของกลุ่ม ในรายการหัวข้อประจำบทที่หน้าเปิดบท หนังสือเรียง Tool 10 ไว้เป็นรายการสุดท้าย แต่เนื้อหาจริงวางไว้เป็นหัวข้อที่สอง ชุดสไลด์นี้เดินตามลำดับเนื้อหาจริง
สองข้อที่ ตรวจได้ กับสี่ข้อที่ ต้องรู้สึกเอง
ใกล้พอที่ครูจะจำแผนได้ ห่างพอที่จะปรับแผนทัน
2. จัดในห้องเรียนที่จะสังเกตจริง
ผู้นิเทศได้เห็นผังห้อง สื่อ และร่องรอยของชั้นเรียนไปพร้อมกัน
4. กำหนดจุดเน้นให้ชัด โดยครูเป็นผู้นำ
5. ให้ครูได้พูดทบทวนการสอนของตนเอง
6. ฉายให้เห็นบริบท คุณลักษณะ บรรยากาศ และวัฒนธรรมของชั้นเรียน
สี่ข้อนี้วัดด้วยแบบฟอร์มไม่ได้ ต้องดูจากบทสนทนาจริง
สังเกตว่า สามในสี่ข้อไม่ใช่เรื่องเนื้อหา
| ข้อ | เป้าหมาย | ทำอะไรกับความสัมพันธ์ |
|---|---|---|
| 1 | ระบุความสนใจและข้อกังวลของครูด้วยวิธีที่เหมาะสม
แบบชี้แนะให้ข้อมูล แบบร่วมมือ หรือแบบกำกับตนเอง |
เลือกแนวทางให้ตรงกับระยะการพัฒนาวิชาชีพของครู เป็นการยอมรับว่าครูแต่ละคนไม่เหมือนกัน |
| 2 | ทำให้ชัดว่าจุดมุ่งหมายหลักคือการปรับปรุงการเรียนการสอน | ประกาศเส้นแบ่งว่านี่ไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสิน เป็นการลดความกลัวโดยตรง |
| 3 | ลดความเครียดและทำให้ครูรู้สึกสบายใจ | เป็นเป้าหมายทางอารมณ์ล้วน ๆ ซึ่งพบไม่บ่อยในเครื่องมือทางการนิเทศ |
| 4 | เลือกเครื่องมือสังเกต และนัดหมายเวลาเข้าสังเกตกับการประชุมหลัง | ทำให้ครูรู้ล่วงหน้าครบทุกอย่าง จึงไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ |
ใครพูดมากกว่ากัน เปลี่ยนไปทีละระยะ
Fluency
สร้างความคุ้นชิน
ผู้นิเทศทำความรู้จักตัวครู นักเรียน และบทเรียนที่จะสังเกต
ผู้นิเทศถาม ครูเล่า
"ห้องนี้เป็นอย่างไร เด็กกลุ่มไหนที่ครูเป็นห่วง"
Rehearsal
ซักซ้อม
ครูพาผู้นิเทศเดินผ่านแผนทีละขั้น อธิบายว่าบทเรียนอยู่ตรงไหนของหลักสูตร และเล่าข้อกังวล
ครูพูดเป็นหลัก
"ช่วยพาไล่แผนตั้งแต่ต้นคาบจนจบคาบทีละขั้น"
Contract
ทำข้อตกลง
เจรจาข้อตกลงของรอบนิเทศ กำหนดจุดเน้นและเป้าหมาย และเลือกเครื่องมือสังเกต
ตกลงร่วมกัน
"สรุปว่าครั้งนี้เราดูเรื่องการเรียกตอบ ผมจะใช้ผังที่นั่ง"
แบบฟอร์มเดินจาก บทเรียน ไปหาห้องเรียน ไปหาหลักฐาน ไปหาจุดเน้น
| ส่วน | ถามอะไร | คำถามในฟอร์ม | ทำไมต้องถามตรงนี้ |
|---|---|---|---|
| 1 | จุดประสงค์การเรียนรู้ | เนื้อหา นักเรียนจะเรียนอะไร, กระบวนการ การสอนจะมีหน้าตาและเสียงอย่างไร, ทรัพยากร ใช้สื่ออะไร | ทำให้ผู้นิเทศเข้าใจว่าคาบนี้ควรเกิดอะไรขึ้น ต้นฉบับสั่งให้กระตุ้นครูอธิบาย เหตุและผล ระหว่างสิ่งที่ครูจะทำกับสิ่งที่คาดว่านักเรียนจะทำ |
| 2 | สภาพแวดล้อมของชั้นเรียน | คุณลักษณะของผู้เรียน, วัฒนธรรมและบรรยากาศ | กันไม่ให้ผู้นิเทศตีความสิ่งที่เห็นด้วยมาตรฐานของห้องอื่น ต้นฉบับย้ำว่า Schools are diverse |
| 3 | การมองหาผลลัพธ์ | การประเมิน พฤติกรรมการสอนใดที่ช่วยครูประเมินการเรียนรู้ | ทำให้การสังเกตไม่หยุดที่พฤติกรรมของครู แต่ไปถึงหลักฐานการเรียนรู้ของนักเรียน |
| 4 | การกำหนดจุดเน้น | จุดเน้น, เครื่องมือสังเกตการสอน | ต้นฉบับระบุว่านี่ น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด ของการประชุมทั้งหมด สามส่วนแรกมีไว้เพื่อพาให้ถึงส่วนนี้ |
เช็กลิสต์ที่ใช้ได้จริง ก่อนเดินเข้าห้องประชุม
| คำถามที่ผู้นิเทศต้องตอบตัวเองได้ | ที่มาในหนังสือ |
|---|---|
| นัดไว้ก่อนสังเกตกี่ชั่วโมง และนัดที่ไหน | คุณลักษณะข้อ 2 และ 3 หน้า 172 |
| ครูได้พูดมากกว่าเราหรือยัง | คุณลักษณะข้อ 4 และ 5 หน้า 172 กับกล่อง Fieldwork หน้า 176 |
| เราได้บอกไปหรือยังว่านี่ไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสิน | คำว่า non-evaluative หน้า 172 และเป้าหมายข้อ 2 ของ Sullivan and Glanz |
| ครูได้พาเราเดินผ่านแผนทีละขั้นหรือยัง | ระยะ rehearsal หน้า 173 |
| ตกลงจุดเน้น เครื่องมือ และเวลานัดหมายครบหรือยัง | ระยะ contract หน้า 173 และเป้าหมายข้อ 4 |
จุดเน้นทำงาน สามทางพร้อมกัน
เปิดบทสนทนา
promote dialogue between the supervisor and the teacher
ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องคุยที่เป็นรูปธรรม แทนการคุยเรื่องการสอนแบบลอย ๆ
ระบุประเด็นที่ต้องการพัฒนา
help the teacher identify a growth area
ต้นฉบับใช้คำว่า growth area ไม่ใช่ weakness ซึ่งเป็นการเลี่ยงคำเชิงลบโดยตั้งใจ
เลือกข้อมูลและเครื่องมือ
identify what concrete data to gather and what observation tools to use
ถ้าไม่มีจุดเน้น ผู้นิเทศจะไม่รู้ว่าควรจดอะไร
ไม่มีความจริงสากล แต่มีเงื่อนไขที่ชัดเจน
ครูเลือกจุดเน้นจากสี่เหตุผล ความสนใจในเรื่องเป้าหมาย, ความต้องการจำเป็นที่รับรู้เอง, การติดตามผลจากการพัฒนาวิชาชีพ, ความอยากลองเทคนิคใหม่
ผู้นิเทศทำอะไร ใช้แนวทางที่อ้อมมากขึ้น ช่วยครู flesh out จุดเน้นให้ชัด
ใช้กับใคร ครูปีแรก และครูที่อยู่ในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน
ข้อควรระวังที่ต้นฉบับเตือน ได้ผลจริง แต่ teachers often feel greater autonomy when they have authority to determine the observation focus
กว้างเกินไป กับ ทะเยอทะยานเกินไป ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
| อาการ | ต้นฉบับ | ผลที่ตามมา และตัวอย่างในบริบทไทย |
|---|---|---|
| กว้างเกินไป too broad |
the supervisor and teacher will be unclear about the data to be gathered | ไม่ชัดว่าจะเก็บข้อมูลอะไร ผู้นิเทศจึงจดทุกอย่าง
ตัวอย่าง "อยากให้ดูการจัดการชั้นเรียน" ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเข้าแถวจนถึงการเก็บงาน |
| ทะเยอทะยานเกินไป too ambitious |
the observer will need to collect too much data scattered across too many areas | ชัดแต่มากเกินกำลังของการสังเกตครั้งเดียว ข้อมูลจึงตื้นทุกเรื่อง
ตัวอย่าง "อยากให้ดูการตั้งคำถาม การเรียกตอบ การให้เวลาคิด และการสรุปท้ายคาบ" |
| แคบพอ realistic |
Regardless of who sets the focus, it must be realistic | เก็บข้อมูลได้จริงในการสังเกตครั้งเดียว และเลือกเครื่องมือได้ตรง
ตัวอย่าง "อยากรู้ว่าตอนถามหน้าชั้น ผมเรียกใครบ้าง นั่งตรงไหน และให้เวลาคิดนานเท่าไร" |
เมื่อครูอาวุโสขอให้ดู เรื่องที่ตนสอนคนอื่นอยู่
Ms. Sweeney ครูภาษาที่มีประสบการณ์ 17 ปี เป็นวิทยากรหลักสูตรพัฒนาวิชาชีพระดับเขตพื้นที่ เรื่องการเรียนรู้แบบร่วมมือ Mr. Brown ผู้ช่วยผู้อำนวยการคนใหม่ได้รับมอบหมายให้นิเทศเธอ เมื่อถามว่าอยากให้ดูเรื่องอะไร เธอตอบว่า "How I monitor cooperative learning groups as they work."
Zepeda (2017), pp. 178 to 179
ครูนำ
ไม่ควรเปลี่ยนจุดเน้น เพราะครูเป็นผู้เสนอ และเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่าผู้นิเทศ
แคบพอหรือยัง
คำว่า "ติดตามกลุ่ม" ยังกว้างมาก เดินดู ถามคำถาม ให้ข้อมูลย้อนกลับ หรือประเมินกระบวนการกลุ่ม ล้วนเป็นการติดตามทั้งสิ้น
ไม่เปลี่ยน แต่ทำให้แคบลง
ตรงกับคำว่า flesh out ในหน้า 178 คือช่วยครูขยายให้ชัด เช่น "ติดตามอย่างไรตอนกลุ่มติดขัด" ซึ่งยังเป็นจุดเน้นของเธอ แต่เก็บข้อมูลได้จริง
Trust is at stake ความไว้วางใจกำลังเป็นเดิมพัน
snoopervisory เป็นคำผสมจาก snoop คือสอดแนม กับ supervisory จึงแปลว่ากลวิธีนิเทศแบบสอดแนม
| คำถามสี่ข้อที่หนังสือให้ไว้ | ถ้าตอบว่าใช่ แปลว่าอะไร |
|---|---|
| เหตุการณ์นั้นบดบังการสอนหรือกิจกรรมของนักเรียนทั้งหมดจนหมดสิ้นหรือไม่ | ถ้าใช่ ต้องพูด เพราะข้อมูลของจุดเน้นเดิมใช้ไม่ได้อยู่แล้ว |
| หากไม่พูดถึง ครูจะยังคงพบปัญหาต่อไปหรือไม่ | ถ้าใช่ ควรพูด แต่ควรพูดในฐานะข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อค้นพบของการนิเทศครั้งนี้ |
| ครูรับรู้เหตุการณ์นั้นหรือไม่ | ถ้าไม่รับรู้ นี่คือควอดรันท์ Blind ซึ่งต้องแตะด้วยข้อมูลเท่านั้น ตามองก์ที่ 4 |
| การชี้ให้เห็นเหตุการณ์นั้น จะบั่นทอนความสัมพันธ์หรือไม่ | ถ้าใช่ ให้ชั่งน้ำหนักกับสามข้อแรก เพราะความสัมพันธ์คือทุนของรอบนิเทศครั้งต่อไป |
ทำไมครูจึงไม่กล้าเสนอ จุดเน้นที่ตนกังวลจริง
ครูเชื่อว่าผู้นิเทศ are out to get them คือตั้งใจจะมาเล่นงาน
ทุกครั้งที่ผู้นิเทศเอาการประเมินสรุปรวมมาแทนที่การนิเทศ เพียงเพื่อทำตามข้อกำหนด
Blumberg (1980) การนิเทศแบบคลินิกกลายเป็น merely an organizational ritual
The only way to combat this fear is to build trust
The more teachers, administrators, central office staff, and school-based administrators trust each other, the more collegial they are likely to be
Sergiovanni, Starratt, and Cho (2013), p. 40 อ้างใน Zepeda (2017), p. 180
ห้าข้อนี้ตรวจสอบ ผู้นิเทศ ไม่ใช่ครู
ภาษากาย
ท่าทาง สีหน้า และการสบตา สื่อข้อความที่ต่างจากคำพูดหรือไม่
เวลา
การนัดหมายสะท้อนความสำคัญของการประชุมหรือไม่
การใช้พื้นที่
นั่งอย่างผู้เท่าเทียมกัน หรือมีโต๊ะกั้นเพื่อระบุบทบาท
การใช้ถ้อยคำ
ใช้คำว่าฉันกี่ครั้ง ใช้คำยกย่องเกินจริงหรือศัพท์เฉพาะเพื่อกลบข้อกังวลหรือไม่
การติดตามผล
เขียนด้วยน้ำเสียงราชการในบุรุษที่สามหรือไม่
ตรงกับข้อ 4 คือ superlatives ที่ฟังดูดีแต่ไม่ให้ข้อมูลย้อนกลับที่ใช้พัฒนาได้
เป็นข้อมูลที่มั่นคง และเปิดให้ครูเป็นผู้ตีความ
จุดเน้นที่ใช้ได้จริง ต้องผ่านสี่ด่าน
แคบพอ
ไม่กว้างจนไม่รู้จะจดอะไร และไม่ทะเยอทะยานจนเก็บไม่ไหวในครั้งเดียว (หน้า 178)
ครูนำ
ครูเสนอ ผู้นิเทศช่วยขยายให้ชัด ยกเว้นครูปีแรกและครูในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน (หน้า 177 ถึง 178)
มีเครื่องมือรองรับ
เลือกเครื่องมือสังเกตได้จริง และนัดเวลาเข้าสังเกตกับการประชุมหลังไว้แล้ว (หน้า 172 และ 179)
อยู่บนความไว้วางใจ
ถ้าครูกลัว ครูจะไม่เสนอจุดเน้นที่ตนกังวลจริง สามด่านแรกจึงไร้ความหมาย (หน้า 180)
| ต้นฉบับ | คำแปล |
|---|---|
| If the focus is too broad, the supervisor and teacher will be unclear about the data to be gathered. | หากจุดเน้นกว้างเกินไป ผู้นิเทศและครูจะไม่ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลใด |
| teachers often feel greater autonomy when they have authority to determine the observation focus | ครูมักรู้สึกถึงความเป็นอิสระในการกำกับตนเองมากกว่า เมื่อมีอำนาจกำหนดจุดเน้นเอง |
| clinical supervision is irrelevant in a teacher’s professional life; it has become merely an organizational ritual | การนิเทศแบบคลินิกไม่มีความหมายต่อชีวิตวิชาชีพของครู มันกลายเป็นเพียงพิธีกรรมขององค์กร |
ความเงียบของครู มีเงื่อนไข ไม่ใช่นิสัย
ไม่เคยมีส่วนร่วมในการอภิปรายที่เปิดกว้างและปราศจากการจับผิด
กลัวว่างานของตนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
ครูจำนวนมากจะขอความช่วยเหลือเอง หากเชื่อว่าผู้นิเทศให้ข้อคิดเห็นและทรัพยากรที่ใช้ได้จริง
ประโยคนี้ย้ายความรับผิดชอบจากตัวครูไปที่ผู้นิเทศ คือครูจะเปิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นิเทศเคยให้อะไรที่ใช้ได้จริงมาก่อนหรือไม่ ความไว้วางใจจึงไม่ใช่เรื่องบุคลิก แต่เป็นผลสะสมของการกระทำ
สองแกน ตนรู้หรือไม่รู้ ผู้อื่นรู้หรือไม่รู้
เป็นเครื่องมือ ตีความ ไม่ใช่เครื่องมือ จัดประเภทครู
Supervisors can use the Johari Window to consider how teachers feel about being observed and to interpret what teachers say or do not say in the pre- and post-observation conferences.
Zepeda (2017), p. 181
เป็นการตีความ บทสนทนาครั้งนี้
เป็นการตีตรา ตัวครู ซึ่งทำให้เครื่องมือกลายเป็นข้ออ้างในการไม่พยายาม และขัดกับประโยคถัดมาที่ว่าหน้าที่ของผู้นิเทศคือการโค้ชครูในเรื่องนี้
ครูพูดแบบนี้ กำลังอยู่ควอดรันท์ไหน
สี่ควอดรันท์ สี่ยุทธวิธี
| ควอดรันท์ | อาการที่เห็นในห้องประชุม | สิ่งที่ผู้นิเทศควรทำ | กับดัก |
|---|---|---|---|
| Open | พูดได้ทุกเรื่อง ทั้งที่สำเร็จและที่ยาก ยินดีให้คนอื่นเข้ามาสังเกต | กระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็ได้จุดเน้น ใช้เวลาไปกับการทำให้จุดเน้นแคบลงแทน | ต้นฉบับเตือนว่า could be disastrous if the teacher's practices and self-image are not congruent คือเปิดเผยมากแต่ภาพที่มองตนเองไม่ตรงกับการปฏิบัติจริง |
| Hidden Facade |
พูดน้อยมาก แต่ไม่ใช่เพราะไร้ความสามารถ ต้นฉบับระบุว่ามาจาก insecurity หรือ fear of not meeting expectations | เริ่มจากอภิปรายทั่วไปเรื่องการปฏิบัติและจุดประสงค์การเรียนรู้ จากฐานนั้น จึงค่อยถามเฉพาะเจาะจงขึ้น | ถ้าเจาะจงตั้งแต่คำถามแรก ครูจะปิดทันที ต้นฉบับย้ำว่า It may take time to discover, or even uncover, what really matters |
| Blind | ไม่รู้ตัวว่ามีบางแง่มุมที่ต้องการความใส่ใจ และอาจไม่รู้จุดแข็งของตนเองด้วย | แตะด้วยข้อมูลเชิงภววิสัยที่เก็บได้จริงเท่านั้น the supervisor should rely on objective data gathered during the observation | ถ้าแตะด้วยความเห็น ครูจะตั้งท่าปกป้องตนเอง เหมือนกรณี Jackie Arnold หน้า 181 ถึง 182 |
| Unknown | ทั้งครูและผู้นิเทศยังไม่รู้ เป็นศักยภาพหรือปมที่ยังไม่ถูกค้นพบ | เปิดได้ด้วยสามกลไก คือการสะท้อนคิด การเปิดเผยตนเอง และข้อมูลย้อนกลับ | ผู้นิเทศควบคุมได้เพียงกลไกเดียวจากสาม คือข้อมูลย้อนกลับ ส่วนใหญ่จึงเกิดในการประชุมหลัง (บทที่ 11) |
เมื่อควอดรันท์ Open กลายเป็นการตั้งท่าปกป้อง
Jackie ครูอาวุโสที่มีชื่อเสียงดี เชิญ Tess นักศึกษาฝึกสอนให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ตน
Tess บอกว่าน้ำเสียงของ Jackie ฟังดู cranky และกันนักเรียนชายบางคนออกจากการอภิปราย
Jackie ตั้งท่าปกป้องตนเอง ระบุว่า Tess เป็นพวก know-it-all ที่ถูกบดบังด้วย idealism ของครูมือใหม่
ทำไมจึงพัง
ข้อมูลที่ Tess ให้เป็นการตีความ ไม่ใช่ข้อมูลเชิงภววิสัย คำว่า "หงุดหงิด" เป็นความรู้สึกของผู้สังเกต ส่วน "กันนักเรียนชายบางคน" ไม่มีตัวเลขรองรับ จึงละเมิดกฎในหน้า 182 ที่ว่าให้อาศัยข้อมูลเชิงภววิสัยที่เก็บได้จริง
รูปแบบที่น่าจะรอด
"หนูจดไว้ว่าคาบนี้อาจารย์เรียกนักเรียนหญิง 9 ครั้ง นักเรียนชาย 2 ครั้ง อาจารย์คิดว่าเกิดจากอะไรคะ" เป็นข้อมูลที่มั่นคง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเปิดให้ Jackie เป็นผู้ตีความเอง
โจฮารีในบทที่ 9 ให้อะไรกับผู้นิเทศ
ภาษาสำหรับอ่านความเงียบ
ความเงียบของครูไม่ใช่การไม่ให้ความร่วมมือ แต่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังขอให้ครูเปิด สิ่งที่อยู่ในควอดรันท์ Hidden
กฎเหล็กเรื่องหลักฐาน
ควอดรันท์ Blind แตะได้ด้วยข้อมูลเชิงภววิสัยเท่านั้น ซึ่งเป็นกฎเดียวกับคำว่า stable data ในหน้า 171
ขอบเขตของตัวเครื่องมือ
ผู้นิเทศควบคุมได้เพียงข้อมูลย้อนกลับ ส่วนการสะท้อนคิดและการเปิดเผยตนเอง เป็นของครู จึงบังคับให้เกิดไม่ได้
ซ้อมจัดการประชุม กับครูจำลอง แล้วให้บอทประเมินตรวจ
เกณฑ์ที่บอทประเมินใช้มี 5 ข้อ ตัดสินสามระดับ คือ ผ่าน ผ่านบางส่วน และยังไม่ผ่าน ได้แก่ ไม่มุ่งตัดสิน, ให้ครูนำ, ได้จุดเน้นที่แคบพอ, ตกลงเครื่องมือและเวลานัดหมาย และ เคารพขอบเขตของครู
ข้อจำกัดที่ต้องบอกผู้ฟังตรง ๆ เด็คนี้ทำงานฝั่งผู้ใช้ทั้งหมด จึงแยกได้เพียงระดับคำสั่งระบบ ค่าควบคุม และการเรียกคนละครั้ง ยังไม่ใช่การแยกปลายทางอย่างที่ระบบใช้งานจริงควรทำ
ครูจำลองจะตอบตามควอดรันท์ที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ครูควอดรันท์ Hidden จะไม่เล่าเรื่องที่ตนกังวลจริง จนกว่าคุณจะถามให้กว้างก่อนแล้วค่อยเจาะจง ตามยุทธวิธีในหน้า 182
เมื่อคุยครบแล้ว กด ให้บอทประเมินตรวจ บอทอีกตัวจะตรวจเฉพาะสิ่งที่ คุณ พูด ไม่ใช่สิ่งที่ครูจำลองพูด
มาถึงห้องเรียน ในสภาพที่พร้อมทำงาน
ความคุ้นเคยกับห้องเรียน
วิธีที่ง่ายที่สุดคือจัดการประชุมก่อนในห้องเรียนนั้นเอง ซึ่งตรงกับคุณลักษณะข้อ 3 ของ Tool 10
การกำหนดขอบเขต
ตกลงกันว่า จะเข้าเมื่อไรและอย่างไร จะนั่งตรงไหน จะอยู่นานเท่าใด และจะออกอย่างไร ขอบเขตเหล่านี้ทำให้ครูรู้สึกสบายใจ
สิ่งประกอบการสอน
เอกสารประกอบ หนังสือเรียน และ สำเนาผังที่นั่งหลายชุด ซึ่งใช้ติดตามแบบแผนการเรียกตอบได้ดี
เครื่องมือ
คอมพิวเตอร์พกพาหรือกล้องวิดีโอ แต่ต้องระวังเป็นพิเศษ หลายระบบโรงเรียนต้องขออนุญาตผู้ปกครองก่อนบันทึกวิดีโอเด็ก
สามเรื่องที่บทนี้ มัดเข้าด้วยกัน
เครื่องนำทาง
the focus serves as a guide for both the teacher and the supervisor; it positions the supervisor to collect useful data for the teacher to analyze later
สิ่งที่ครูเปิด
In developing the focus of the classroom observation, teachers open one or more panes of their Johari Window
ตัวกำหนดว่าเปิดแค่ไหน
How much teachers disclose about their practices during the pre-observation conference depends on their experience and the degree of trust between supervisor and teacher
การประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการปูพื้นให้กับการสังเกตการสอนในชั้นเรียน
ประโยคนี้ปรากฏสองครั้งในบท คือหน้า 173 และหน้า 184 กลุ่มแปลเหมือนกันทั้งสองแห่ง
สามเรื่องที่บทนี้ ยังไม่ได้ตอบ
| ข้อจำกัด | หนังสือพูดอะไรไว้ | คำถามที่ยังค้าง |
|---|---|---|
| 1. ผู้นิเทศคนเดียวกันเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ตัดสิน | หน้า 180 ระบุว่าความกลัวโตขึ้นเมื่อผู้นิเทศเอาการประเมินสรุปรวมมาแทนที่การนิเทศ และทางออกคือสร้างความไว้วางใจ | ถ้าโครงสร้างบังคับให้คนคนเดียวกันทำทั้งสองบทบาท ความไว้วางใจจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือ หรือเราต้องแยกบทบาทออกจากกันตั้งแต่ระดับระบบ |
| 2. ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในบท | ทั้งบทเป็นข้อเสนอเชิงแนวปฏิบัติ อ้างวรรณกรรมทุติยภูมิ ไม่มีผลการวิจัยเชิงปริมาณใด ๆ | ตัวเลข 24 ถึง 48 ชั่วโมง มาจากไหน มีงานวิจัยรองรับหรือเป็นภูมิปัญญาจากการปฏิบัติ ถ้าจะใช้ในดุษฎีนิพนธ์ ต้องตรวจกับต้นฉบับปฐมภูมิก่อน |
| 3. บริบทเป็นอเมริกันทั้งหมด | อ้าง state mandates, district policies, union agreements และวัฒนธรรมป๊อปอย่าง Dragnet | ในไทยที่การนิเทศผูกกับความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และผู้นิเทศมักเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แรงจูงใจของครูในการเปิดเผยจุดอ่อนต่างจากบริบทต้นฉบับอย่างไร |
ถ้าจะใช้บทนี้ในโรงเรียนไทย ต้องปรับอะไร
วัดปริมาณการพูดของแต่ละฝ่าย เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเครื่องมือใด
เกณฑ์ความแคบของจุดเน้น ใช้ตรวจแผนการนิเทศที่มีอยู่แล้วได้เลย
กฎว่าต้องมีข้อมูลก่อนพูด เปลี่ยนบทสนทนาจากความเห็นเป็นหลักฐาน
ระยะ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ต้องหาสาระที่แท้จริงให้เจอ คือความสดของแผนและโอกาสปรับ ไม่ใช่ตัวเลขชั่วโมง
การบันทึกวิดีโอ ต้องผ่านกรอบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และต้องตอบให้ได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง
รายการอ้างอิง ของบทที่ 9
- Blumberg, A. (1980). Supervisors and teachers: A private cold war. Berkeley, CA: McCutchan.
- Gall, M. D., & Acheson, K. A. (2010). Clinical supervision and teacher development (6th ed.). New York, NY: Longman.
- Goldhammer, R. (1969). Clinical supervision: Special methods for the supervision of teachers. New York, NY: Holt, Rinehart, & Winston.
- Luft, J., & Ingham, H. (1955). The Johari Window: A graphic model for interpersonal relations. University of California Western Training Lab.
- Sergiovanni, T. J., Starratt, R. J., & Cho, V. (2013). Supervision: A redefinition (9th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
- Sullivan, S., & Glanz, J. (2013). Supervision that improves teaching (4th ed.). Thousand Oaks, CA: Corwin Press.
- Wiles, J., & Bondi, J. (2004). Supervision: A guide to practice. Columbus, OH: Merrill.
- Zepeda, S. J. (2012). Flash focus: Classroom observational simulation. Athens: Instructional Supervision Course at the University of Georgia.
- Gall, M. D., & Acheson, K. A. (2010). Clinical supervision and teacher development (6th ed.).
- Glickman, C. D., Gordon, S. P., & Ross-Gordon, J. M. (2013). The basic guide to supervision and instructional leadership (9th ed.).
- O'Leary, M. (2014). Classroom observation: A guide to the effective observation of teaching and learning. London: Routledge.
- Zepeda, S. J. (2012). Informal classroom observations on the go (3rd ed.). New York, NY: Routledge.
ที่มาของสไลด์ชุดนี้ Zepeda, S. J. (2017). Instructional Supervision: Applying Tools and Concepts (4th ed.). New York, NY: Routledge, ch. 9, pp. 171 to 187 งานแปลตามต้นฉบับอยู่ที่ ชุดสไลด์ฉบับแปล
บอทประเมินตรวจอะไร และตรวจจากอะไร
| รหัส | เกณฑ์ | ที่มาในหนังสือ | สิ่งที่ถือว่าผ่าน |
|---|---|---|---|
| C1 | ไม่มุ่งตัดสิน | คำว่า non-evaluative หน้า 172 และเป้าหมายข้อ 2 ของ Sullivan และ Glanz | ไม่มีถ้อยคำที่ประเมินคุณค่าของครู ไม่มีคำแนะนำที่ครูไม่ได้ขอ |
| C2 | ให้ครูนำ | หน้า 172 the teacher should take the lead | ใช้คำถามปลายเปิด และเปิดพื้นที่ให้ครูพูดมากกว่าผู้นิเทศ |
| C3 | ได้จุดเน้นที่แคบพอ | หน้า 178 too broad กับ too ambitious | จุดเน้นที่ได้ระบุพฤติกรรมที่จดได้จริงในการสังเกตครั้งเดียว |
| C4 | ตกลงเครื่องมือและเวลานัดหมาย | ระยะ contract หน้า 173 และเป้าหมายข้อ 4 | ระบุเครื่องมือเก็บข้อมูล เวลาที่จะเข้าสังเกต และเวลาประชุมหลัง |
| C5 | เคารพขอบเขตของครู | หน้า 179 Trust is at stake และหน้า 183 การกำหนดขอบเขต | ไม่รุกล้ำเรื่องที่ครูยังไม่เปิด และตกลงรายละเอียดการเข้าห้องไว้ |
แผนเวลา 60 นาที และแผนสำรอง
| องก์ | ผู้นำเสนอ | เวลา | หน้า | ตัดได้ก่อนถ้าเวลาไม่พอ |
|---|---|---|---|---|
| I | คนที่ 1 | 10 นาที | 1 ถึง 7 | หน้าความตึงเรื่องใครนำ ย้ายไปตอบตอนถามตอบ |
| II | คนที่ 2 | 12 นาที | 8 ถึง 13 | หน้าเป้าหมายสี่ข้อ ย่อเหลือพูดปากเปล่า |
| III | คนที่ 3 | 14 นาที | 14 ถึง 21 | หน้าตัวแปรห้าข้อของ Wiles และ Bondi ย่อเหลือสองข้อที่เห็นภาพที่สุด |
| IV | คนที่ 4 | 13 นาที | 22 ถึง 28 | กิจกรรมคัดแยกคำพูด ลดจาก 8 ข้อเหลือ 4 ข้อ |
| V | คนที่ 5 | 11 นาที | 29 ถึง 34 | หน้าสาธิตบอทคู่ขนาน ให้กดครั้งเดียว ไม่ลองซ้ำ |
ถ้าอินเทอร์เน็ตล่ม
หน้าสาธิตบอทคู่ขนานใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นให้ผู้ฟังสองคนแสดงบทบาทสมมติแทน ตามที่หนังสือแนะนำไว้ในกล่อง Group Processing หน้า 185 แล้วให้ชั้นเรียนตรวจด้วยเกณฑ์ห้าข้อในภาคผนวกก่อนหน้า
กับชุดสไลด์ฉบับแปล
ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อความต้นฉบับหรือคำแปลของประโยคใด ให้สลับไปที่ ชุดสไลด์ฉบับแปล ซึ่งมีข้อความต้นฉบับคู่คำแปลครบทุกหน้า พร้อมแถบระบุตำแหน่งในหนังสือ