เปิดเรื่อง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
สรุปและวิเคราะห์เนื้อหา

การประชุม
ก่อนการสังเกตการสอน

ระยะแรกของวงจรนิเทศแบบคลินิก จุดเน้นที่ทำให้การสังเกตการสอนมีความหมาย และหน้าต่างโจฮารีที่อธิบายว่าทำไมครูบางคนจึงพูด และบางคนจึงเงียบ

เรียบเรียงจาก Zepeda, S. J. (2017). Instructional Supervision: Applying Tools and Concepts (4th ed.). New York, NY: Routledge. Chapter 9, pp. 171 to 187.
ชุดนี้เป็นฉบับเรียบเรียงเพื่อการบรรยาย มีชั้นวิพากษ์และการเชื่อมกับบริบทไทยที่หนังสือไม่ได้พูด ส่วนฉบับแปลตามต้นฉบับอยู่อีกไฟล์หนึ่ง (เปิดฉบับแปล)

งานกลุ่ม รายวิชา 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน ปร.ด. หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร 1
แผนที่การนำเสนอห้าองก์ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ภาพรวม IIIIIIIVV

ห้าองก์ ตามผู้นำเสนอห้าคน

I
ที่ทางในวงจร

ทำไมต้องมีการประชุมก่อน และผู้นิเทศมีบทบาทอะไร

II
กายวิภาคของการประชุม

คุณลักษณะ 6 ข้อ เป้าหมาย 4 ข้อ ระยะ 3 ระยะ และแบบฟอร์ม 4 ส่วน

III
จุดเน้น

ใครกำหนด เกณฑ์อะไร และทำไมความกลัวจึงขวางอยู่

IV
หน้าต่างโจฮารี

เครื่องมือตีความสิ่งที่ครูพูดและไม่พูด

V
ซ้อมและวิพากษ์

ซ้อมจัดประชุมกับครูจำลอง แล้ววิพากษ์บทนี้ในบริบทไทย

ชุดนี้ต่างจากฉบับแปลอย่างไร ฉบับแปลเดินตามลำดับหน้าของหนังสือทุกประการ �พื่อเป็นหลักฐานของงานแปล ส่วนชุดนี้จัดเรียงใหม่เพื่อการบรรยาย เพิ่มการเปรียบเทียบ กรณีในบริบทไทย และองก์วิพากษ์ที่หนังสือไม่ได้พูด โดยระบุทุกครั้งว่าส่วนใดเป็นของหนังสือ และส่วนใดเป็นความเห็นของกลุ่ม
สามอย่างที่ผู้ฟังจะได้กลับไป หนึ่ง เกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ ว่าการประชุมก่อนการสังเกตการสอนครั้งหนึ่งมีคุณภาพหรือไม่ สอง ภาษาสำหรับอ่านความเงียบของครู ผ่านหน้าต่างโจฮารี และสาม คำถามที่ยังค้าง ว่าหลักในบทนี้ย้ายมาใช้ในระบบที่ผู้นิเทศเป็นผู้บังคับบัญชาได้แค่ไหน
แผนที่การนำเสนอ, ผู้นำเสนอคนที่ 1 1
ปัญหาตั้งต้น ผู้นิเทศเดินเข้าห้องโดยไม่ได้คุยกันก่อน 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ตั้งโจทย์ IIIIIIIVV

เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีการประชุมก่อน

ไม่มีการประชุมก่อน
ผู้นิเทศไม่รู้ว่าบทเรียนนี้ต่อจากอะไร ไม่รู้ว่าเด็กคนไหนต้องการอะไรเป็นพิเศษ จึงจดทุกอย่างที่เห็น

ครูไม่รู้ว่าจะถูกดูเรื่องอะไร จึงพยายามทำให้ทุกอย่างดูดี

ผลคือข้อมูลกระจัดกระจาย และบทสนทนาหลังสังเกตกลายเป็นการแจ้งผล
มีการประชุมก่อน
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะดูเรื่องอะไร ด้วยเครื่องมืออะไร

ครูได้พูดทบทวนบทเรียนของตนเองออกมาดัง ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในตัวมันเอง

ผลคือข้อมูลตรงประเด็น และบทสนทนาหลังสังเกตกลายเป็นการวิเคราะห์ร่วมกัน
คำถามของ Zepeda หน้า 174 ชวนให้ผู้อ่านนึกถึงคาบที่วุ่นวายที่สุดในปีนี้ แล้วจินตนาการว่าผู้นิเทศเดินเข้ามาช่วงนั้นพอดี และอยู่ต่ออีก 50 นาที ผลลัพธ์จะต่างกันอย่างไรเมื่อมีกับไม่มีการประชุมก่อน
ตัวเลขที่หนังสือให้ไว้ การประชุมควรจัดก่อนการสังเกตการสอน 24 ถึง 48 ชั่วโมง และควรจัด ในห้องเรียนที่จะสังเกตจริง ส่วนการสังเกตการสอนแบบขยายเวลาที่หนังสือใช้เป็นค่ามาตรฐานคือ 50 นาที หรือหนึ่งคาบเต็ม ตัวเลขทั้งสามนี้เป็นข้อกำหนดเชิงปฏิบัติที่ตรวจสอบได้ ต่างจากคุณลักษณะอีกสี่ข้อของ Tool 10 ที่วัดได้จากบทสนทนาจริงเท่านั้น
ปัญหาตั้งต้น, ผู้นำเสนอคนที่ 1 1
วงจรนิเทศแบบคลินิกสามระยะ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
โครงของสามบท IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 171 ภาพที่ 9.1

บทที่ 9 คือ ระยะที่หนึ่ง ของวงจรที่กินสามบท

บทที่ 9

Pre-observation Conference

ตกลงกันว่าจะดูเรื่องอะไร ด้วยเครื่องมืออะไร เมื่อไร และผู้นิเทศจะนั่งตรงไหน
ผลลัพธ์คือจุดเน้น

บทที่ 10

Classroom Observation

เก็บข้อมูลตามจุดเน้นที่ตกลงไว้ ด้วยเครื่องมือสังเกตการสอน 14 ชิ้นที่หนังสือให้ไว้
ผลลัพธ์คือข้อมูลที่มั่นคง

บทที่ 11

Post-observation Conference

วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน สร้างบทเรียนขึ้นใหม่ และกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ทางวิชาชีพต่อไป
ผลลัพธ์คือการเติบโต

สิ่งที่คนมักมองข้าม นี่เป็น วงปิด ข้อมูลจากการประชุมหลังของรอบหนึ่ง กลายเป็นวัตถุดิบของการประชุมก่อนในรอบถัดไป ตามที่หนังสือระบุไว้ในหน้า 172 ว่า การประชุมนี้ link the previous and current supervisory cycles ถ้าโรงเรียนนิเทศปีละครั้ง วงจรนี้จะไม่เกิดขึ้นจริง
ทำไมต้องเข้าใจทั้งสามบทพร้อมกัน Suggested Activities ในหน้าพิมพ์ 185 ระบุตรง ๆ ว่ากิจกรรมของบทที่ 9, 10 และ 11 interlocking คือเกี่ยวเนื่องกันเป็นชุด ผู้อ่านที่จะทำกิจกรรมท้ายบทให้ครบ ต้องหาครูที่ยอมร่วมงานด้วยทั้งสามระยะตั้งแต่แรก ไม่ใช่หาทีละบท ข้อกำหนดนี้สะท้อนว่าผู้เขียนไม่ได้มองการประชุมก่อนการสังเกตการสอนเป็นกิจกรรมเดี่ยว
วงจรสามระยะ, ผู้นำเสนอคนที่ 1 1
บทบาทของผู้นิเทศตามบทที่ 9 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
นิยามบทบาท IIIIIIIVV Gall and Acheson (2010) อ้างใน Zepeda หน้า 171

ดวงตาอีกคู่หนึ่ง ไม่ใช่ผู้ตัดสิน

the supervisor's main responsibility is to serve as "another set of eyes," holding up the "mirror of practice" in which the teacher can examine specific classroom behaviors

Gall and Acheson (2010) อ้างใน Zepeda (2017), p. 171

คำที่ 1

another set of eyes

ผู้นิเทศเป็นดวงตาเพิ่ม ไม่ใช่ดวงตาที่เหนือกว่า ครูยังเป็นผู้ตีความสิ่งที่เห็น

คำที่ 2

mirror of practice

กระจกไม่ตัดสิน กระจกสะท้อน หน้าที่ของผู้นิเทศคือยกกระจกให้ตรงมุมที่ครูอยากเห็น

คำที่ 3

stable data

ข้อมูลที่มั่นคง คือข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่เปลี่ยนไปตามความทรงจำหรือความรู้สึก ของผู้สังเกต

ข้อสังเกตของกลุ่ม ทั้งสามคำนี้บังคับว่าผู้นิเทศต้อง มีหลักฐาน ก่อนพูด ซึ่งจะกลับมาเป็นกฎเหล็กอีกครั้งในองก์ที่ 4 ตอนพูดถึงควอดรันท์ Blind
บทบาทผู้นิเทศ, ผู้นำเสนอคนที่ 1 1
ความตึงเชิงบทบาทที่หนังสือเปิดไว้เอง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ชั้นวิเคราะห์ของกลุ่ม IIIIIIIVV

หนังสือพูดสองอย่าง ที่ดูขัดกัน

หน้า 171
the supervisor determines what kinds of data to gather

ผู้นิเทศ เป็นผู้กำหนดว่าจะเก็บข้อมูลชนิดใด
หน้า 172
the teacher should take the lead

ครู ควรเป็นผู้นำในการพูดถึงข้อกังวลและประเด็นของการปฏิบัติ
ทางออกที่หนังสือให้ไว้เอง ในหน้า 177 คือคำว่า mutually agree และประโยคที่ว่า there are no universal truths หนังสือจงใจไม่ให้สูตรตายตัว แล้วโยนน้ำหนักไปที่ ระยะการพัฒนาวิชาชีพของครู แทน ซึ่งเป็นเรื่องของบทที่ 6
คำถามของกลุ่ม ในทางปฏิบัติ ความตึงนี้ไม่ได้แก้ด้วยทฤษฎี แต่แก้ด้วย ความไว้วางใจ ถ้าครูไม่ไว้ใจ ครูจะยกอำนาจการกำหนดจุดเน้นให้ผู้นิเทศโดยปริยาย เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งดูเหมือนเห็นพ้องต้องกัน แต่จริง ๆ คือการยอมจำนน
ที่หนังสือแก้ความตึงนี้ด้วยระยะการพัฒนาวิชาชีพ หน้าพิมพ์ 178 ระบุว่าผู้นิเทศมักใช้แนวทางแบบชี้แนะกับครูปีแรกและครูที่อยู่ในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน แต่กล่อง Experience ในหน้าเดียวกันกลับแนะนำให้ ปล่อยครูปีแรกนำก่อนในครั้งแรก แล้วค่อยเข้าไปกำกับมากขึ้นในครั้งที่สอง สองข้อความนี้อยู่หน้าเดียวกันและดูขัดกันเอง ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มเสนอให้อภิปรายว่าเงื่อนไขใดทำให้เลือกอย่างหนึ่งมากกว่าอีกอย่าง
ความตึงเรื่องใครนำ, ผู้นำเสนอคนที่ 1 1
สรุปองก์ที่ 1 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ปิดองก์ที่ 1 IIIIIIIVV

สามข้อที่ต้องถือติดตัวไปทั้งการนำเสนอ

01

วงปิด ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว

การประชุมก่อน การสังเกต และการประชุมหลัง เกี่ยวเนื่องกัน และวนกลับเข้าสู่รอบถัดไป

02

ไม่มุ่งตัดสิน

คำว่า non-evaluative ในหน้า 172 คือเส้นแบ่งระหว่างการนิเทศเพื่อพัฒนา กับการประเมินเพื่อตัดสิน ซึ่งเป็นแกนของหนังสือทั้งเล่ม

03

ต้องมีหลักฐานก่อนพูด

ข้อมูลที่มั่นคงและข้อมูลเชิงภววิสัย เป็นเงื่อนไขของทุกอย่างที่ผู้นิเทศจะพูดกับครู

ส่งต่อองก์ที่ 2 ถ้าการประชุมนี้สำคัญขนาดนี้ แล้วการประชุมที่ดีมีหน้าตาอย่างไร หนังสือตอบด้วยเครื่องมือชิ้นที่ 10 ซึ่งเป็นกายวิภาคของการประชุมทั้งหมด
สามประโยคจากต้นฉบับที่รองรับข้อสรุปนี้
ต้นฉบับคำแปล
The clinical supervision model has evolved over the years to include three closely interrelated processesแบบจำลองการนิเทศแบบคลินิกครอบคลุมกระบวนการสามอย่างที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด
these conferences are non-evaluative in natureการประชุมเหล่านี้มีธรรมชาติที่ไม่มุ่งตัดสิน
Supervisors who collect stable data during the observation provide a clearer portrayal of the eventsผู้นิเทศที่เก็บข้อมูลที่มั่นคงจะให้ภาพเหตุการณ์ที่ชัดเจนกว่า
สรุปองก์ที่ 1, ส่งต่อผู้นำเสนอคนที่ 2 1
Tool 10 กายวิภาคของการประชุม 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
เครื่องมือชิ้นที่ 10 IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 172

สี่ชุดตัวเลข ที่ประกอบเป็นการประชุมหนึ่งครั้ง

6 ข้อ

คุณลักษณะ

ลักษณะของการประชุมที่มีประสิทธิผล ตามที่หนังสือระบุไว้ในหน้า 172

4 ข้อ

เป้าหมาย

Sullivan and Glanz (2013) หน้า 123 อ้างใน Zepeda หน้า 172

3 ระยะ

ลำดับของการสนทนา

Goldhammer (1969) หน้า 173 fluency, rehearsal, contract

4 ส่วน

แบบฟอร์ม

โครงของภาพที่ 9.3 และ 9.4 หน้า 174 ถึง 175

วิธีจำที่กลุ่มเสนอ คุณลักษณะคือ เงื่อนไข ว่าประชุมเมื่อไรที่ไหน เป้าหมายคือ ผลลัพธ์ ที่ต้องได้ ระยะคือ ลำดับ ของบทสนทนา และแบบฟอร์มคือ เครื่องมือ ที่พาให้เกิดทั้งสามอย่าง
ทำไมชื่อว่า Tool 10 หนังสือทั้งเล่มเรียงเครื่องมือไว้ตามลำดับตั้งแต่บทที่ 1 เครื่องมือชิ้นที่ 10 นี้จึงเป็นชิ้นเดียวที่อุทิศให้การประชุมก่อนการสังเกตการสอนโดยเฉพาะ ส่วนเครื่องมือชิ้นที่ 11 ถึง 24 ซึ่งเป็นเครื่องมือสังเกตการสอน 14 ชิ้น อยู่ในบทที่ 10 ทั้งหมด
ข้อสังเกตของกลุ่ม ในรายการหัวข้อประจำบทที่หน้าเปิดบท หนังสือเรียง Tool 10 ไว้เป็นรายการสุดท้าย แต่เนื้อหาจริงวางไว้เป็นหัวข้อที่สอง ชุดสไลด์นี้เดินตามลำดับเนื้อหาจริง
กายวิภาค Tool 10, ผู้นำเสนอคนที่ 2 1
คุณลักษณะหกข้อ แยกสองกลุ่ม 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
คุณลักษณะ 6 ข้อ IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 172

สองข้อที่ ตรวจได้ กับสี่ข้อที่ ต้องรู้สึกเอง

ตรวจสอบได้ด้วยข้อเท็จจริง
1. จัดก่อนสังเกต 24 ถึง 48 ชั่วโมง
ใกล้พอที่ครูจะจำแผนได้ ห่างพอที่จะปรับแผนทัน

2. จัดในห้องเรียนที่จะสังเกตจริง
ผู้นิเทศได้เห็นผังห้อง สื่อ และร่องรอยของชั้นเรียนไปพร้อมกัน
คุณภาพของการสนทนา
3. เสริมความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพ
4. กำหนดจุดเน้นให้ชัด โดยครูเป็นผู้นำ
5. ให้ครูได้พูดทบทวนการสอนของตนเอง
6. ฉายให้เห็นบริบท คุณลักษณะ บรรยากาศ และวัฒนธรรมของชั้นเรียน

สี่ข้อนี้วัดด้วยแบบฟอร์มไม่ได้ ต้องดูจากบทสนทนาจริง
ชั้นวิพากษ์ของกลุ่ม ในโรงเรียนไทย ข้อ 1 และ 2 มักถูกทำให้เป็นเพียงช่องในแบบฟอร์ม คือมีการลงเวลาและสถานที่ไว้ แต่ไม่ได้เกิดการสนทนาจริง เมื่อสองข้อที่ตรวจได้ถูกทำเป็นพิธี สี่ข้อที่เหลือก็หายไปด้วย ซึ่งตรงกับข้อสรุปของ Blumberg (1980) ที่จะพูดถึงในองก์ที่ 3
วิธีตรวจของกลุ่ม ถ้าจะตรวจว่าการประชุมครั้งหนึ่งเข้าเกณฑ์หรือไม่ ให้ถามสามคำถามตามลำดับ หนึ่ง นัดเมื่อไรและที่ไหน ตอบได้จากบันทึกการนัดหมาย สอง ใครพูดมากกว่ากัน ตอบได้จากการบันทึกเสียงหรือการนับคร่าว ๆ สาม ครูได้ยินคำว่าไม่ใช่การประเมินหรือยัง ตอบได้ก็ต่อเมื่อผู้นิเทศพูดออกมาจริง ไม่ใช่เข้าใจกันเอง
คุณลักษณะหกข้อ, ผู้นำเสนอคนที่ 2 1
เป้าหมายสี่ข้อของ Sullivan และ Glanz 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
เป้าหมาย 4 ข้อ IIIIIIIVV Sullivan and Glanz (2013) p. 123 อ้างใน Zepeda หน้า 172

สังเกตว่า สามในสี่ข้อไม่ใช่เรื่องเนื้อหา

ข้อ เป้าหมาย ทำอะไรกับความสัมพันธ์
1 ระบุความสนใจและข้อกังวลของครูด้วยวิธีที่เหมาะสม
แบบชี้แนะให้ข้อมูล แบบร่วมมือ หรือแบบกำกับตนเอง
เลือกแนวทางให้ตรงกับระยะการพัฒนาวิชาชีพของครู เป็นการยอมรับว่าครูแต่ละคนไม่เหมือนกัน
2 ทำให้ชัดว่าจุดมุ่งหมายหลักคือการปรับปรุงการเรียนการสอน ประกาศเส้นแบ่งว่านี่ไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสิน เป็นการลดความกลัวโดยตรง
3 ลดความเครียดและทำให้ครูรู้สึกสบายใจ เป็นเป้าหมายทางอารมณ์ล้วน ๆ ซึ่งพบไม่บ่อยในเครื่องมือทางการนิเทศ
4 เลือกเครื่องมือสังเกต และนัดหมายเวลาเข้าสังเกตกับการประชุมหลัง ทำให้ครูรู้ล่วงหน้าครบทุกอย่าง จึงไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์
ข้อสังเกตของกลุ่ม มีเพียงข้อ 4 เท่านั้นที่เป็นงานเชิงเทคนิค อีกสามข้อล้วนจัดการกับ ความสัมพันธ์และความรู้สึก ซึ่งอธิบายว่าทำไมหนังสือจึงให้น้ำหนักกับความไว้วางใจมากขนาดนั้น
เป้าหมายสี่ข้อ, ผู้นำเสนอคนที่ 2 1
สามระยะของ Goldhammer 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ลำดับของบทสนทนา IIIIIIIVV Goldhammer (1969) อ้างใน Zepeda หน้า 173 ภาพที่ 9.2

ใครพูดมากกว่ากัน เปลี่ยนไปทีละระยะ

ระยะที่ 1

Fluency
สร้างความคุ้นชิน

ผู้นิเทศทำความรู้จักตัวครู นักเรียน และบทเรียนที่จะสังเกต

ผู้นิเทศถาม ครูเล่า
"ห้องนี้เป็นอย่างไร เด็กกลุ่มไหนที่ครูเป็นห่วง"

ระยะที่ 2

Rehearsal
ซักซ้อม

ครูพาผู้นิเทศเดินผ่านแผนทีละขั้น อธิบายว่าบทเรียนอยู่ตรงไหนของหลักสูตร และเล่าข้อกังวล

ครูพูดเป็นหลัก
"ช่วยพาไล่แผนตั้งแต่ต้นคาบจนจบคาบทีละขั้น"

ระยะที่ 3

Contract
ทำข้อตกลง

เจรจาข้อตกลงของรอบนิเทศ กำหนดจุดเน้นและเป้าหมาย และเลือกเครื่องมือสังเกต

ตกลงร่วมกัน
"สรุปว่าครั้งนี้เราดูเรื่องการเรียกตอบ ผมจะใช้ผังที่นั่ง"

ตัวชี้วัดที่วัดได้จริง หนังสือให้ไว้ในกล่อง Fieldwork หน้า 176 คือ ปริมาณการพูดของผู้นิเทศเทียบกับของครู ถ้าผู้นิเทศพูดมากกว่าครูตลอดทั้งสามระยะ แปลว่าระยะที่ 2 ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
สามระยะของ Goldhammer, ผู้นำเสนอคนที่ 2 1
แบบฟอร์มสี่ส่วนและตรรกะเบื้องหลัง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
เครื่องมือของการประชุม IIIIIIIVV ภาพที่ 9.3 และ 9.4 หน้า 174 ถึง 175

แบบฟอร์มเดินจาก บทเรียน ไปหาห้องเรียน ไปหาหลักฐาน ไปหาจุดเน้น

ส่วน ถามอะไร คำถามในฟอร์ม ทำไมต้องถามตรงนี้
1 จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา นักเรียนจะเรียนอะไร, กระบวนการ การสอนจะมีหน้าตาและเสียงอย่างไร, ทรัพยากร ใช้สื่ออะไร ทำให้ผู้นิเทศเข้าใจว่าคาบนี้ควรเกิดอะไรขึ้น ต้นฉบับสั่งให้กระตุ้นครูอธิบาย เหตุและผล ระหว่างสิ่งที่ครูจะทำกับสิ่งที่คาดว่านักเรียนจะทำ
2 สภาพแวดล้อมของชั้นเรียน คุณลักษณะของผู้เรียน, วัฒนธรรมและบรรยากาศ กันไม่ให้ผู้นิเทศตีความสิ่งที่เห็นด้วยมาตรฐานของห้องอื่น ต้นฉบับย้ำว่า Schools are diverse
3 การมองหาผลลัพธ์ การประเมิน พฤติกรรมการสอนใดที่ช่วยครูประเมินการเรียนรู้ ทำให้การสังเกตไม่หยุดที่พฤติกรรมของครู แต่ไปถึงหลักฐานการเรียนรู้ของนักเรียน
4 การกำหนดจุดเน้น จุดเน้น, เครื่องมือสังเกตการสอน ต้นฉบับระบุว่านี่ น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด ของการประชุมทั้งหมด สามส่วนแรกมีไว้เพื่อพาให้ถึงส่วนนี้
กติกาที่มักถูกละเลย หน้า 173 ระบุว่าครูกรอกฟอร์มล่วงหน้าได้ แต่ จุดเน้นต้องเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ไม่ใช่ถูกกำหนดมาแล้วในกระดาษ ถ้าครูส่งฟอร์มที่กรอกครบมาแล้วและผู้นิเทศเพียงเซ็นรับ การประชุมนั้นไม่ได้เกิดขึ้น
แบบฟอร์มสี่ส่วน, ผู้นำเสนอคนที่ 2 1
สรุปองก์ที่ 2 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ปิดองก์ที่ 2 IIIIIIIVV

เช็กลิสต์ที่ใช้ได้จริง ก่อนเดินเข้าห้องประชุม

คำถามที่ผู้นิเทศต้องตอบตัวเองได้ ที่มาในหนังสือ
นัดไว้ก่อนสังเกตกี่ชั่วโมง และนัดที่ไหน คุณลักษณะข้อ 2 และ 3 หน้า 172
ครูได้พูดมากกว่าเราหรือยัง คุณลักษณะข้อ 4 และ 5 หน้า 172 กับกล่อง Fieldwork หน้า 176
เราได้บอกไปหรือยังว่านี่ไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสิน คำว่า non-evaluative หน้า 172 และเป้าหมายข้อ 2 ของ Sullivan and Glanz
ครูได้พาเราเดินผ่านแผนทีละขั้นหรือยัง ระยะ rehearsal หน้า 173
ตกลงจุดเน้น เครื่องมือ และเวลานัดหมายครบหรือยัง ระยะ contract หน้า 173 และเป้าหมายข้อ 4
ส่งต่อองก์ที่ 3 ทั้งหมดนี้พาไปสู่ช่องเดียวในแบบฟอร์ม คือช่อง จุดเน้น แล้วจุดเน้นที่ดีมีหน้าตาอย่างไร และทำไมครูจำนวนมากจึงไม่กล้าเสนอจุดเน้นที่ตนกังวลจริง
สิ่งที่แบบฟอร์มทำไม่ได้ หน้าพิมพ์ 173 ระบุว่าครูกรอกฟอร์มล่วงหน้าได้ แต่ the supervisor and teacher should work together to determine the focus during the conference คือจุดเน้นต้องเกิดขึ้น ระหว่างการประชุม แบบฟอร์มจึงเป็นบันทึกของบทสนทนา ไม่ใช่สิ่งทดแทนบทสนทนา ถ้าครูส่งฟอร์มที่กรอกครบมาแล้วและผู้นิเทศเพียงเซ็นรับ การประชุมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง
สรุปองก์ที่ 2, ส่งต่อผู้นำเสนอคนที่ 3 1
จุดเน้นทำหน้าที่อะไรบ้าง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
หัวใจของบท IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 177

จุดเน้นทำงาน สามทางพร้อมกัน

ต่อการสนทนา

เปิดบทสนทนา

promote dialogue between the supervisor and the teacher
ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องคุยที่เป็นรูปธรรม แทนการคุยเรื่องการสอนแบบลอย ๆ

ต่อครู

ระบุประเด็นที่ต้องการพัฒนา

help the teacher identify a growth area
ต้นฉบับใช้คำว่า growth area ไม่ใช่ weakness ซึ่งเป็นการเลี่ยงคำเชิงลบโดยตั้งใจ

ต่อผู้นิเทศ

เลือกข้อมูลและเครื่องมือ

identify what concrete data to gather and what observation tools to use
ถ้าไม่มีจุดเน้น ผู้นิเทศจะไม่รู้ว่าควรจดอะไร

ประโยคที่ต้องจำ Perhaps the most important feature of the pre-observation conference is determining the focus for the upcoming classroom observation. (หน้า 177) คำว่า perhaps ในต้นฉบับไม่ได้แปลว่าไม่แน่ใจ แต่เป็นการถ่อมตัวทางวิชาการ เพราะทั้งบทเดินไปสู่ข้อสรุปนี้
คำที่ต้นฉบับเลือกใช้อย่างระวัง หนังสือใช้คำว่า growth area ไม่ใช่ weakness ซึ่งเป็นการเลี่ยงคำเชิงลบโดยตั้งใจ และใช้คำว่า concrete data ไม่ใช่ information เพื่อเน้นว่าต้องเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ การเลือกคำระดับนี้บอกว่าผู้เขียนตั้งใจให้จุดเน้นเป็นเรื่องของการพัฒนา ไม่ใช่การหาข้อบกพร่อง
จุดเน้นคืออะไร, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
ครูนำหรือผู้นิเทศนำ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
สองแนวทาง IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 177 ถึง 178

ไม่มีความจริงสากล แต่มีเงื่อนไขที่ชัดเจน

Teacher-Directed Focus
ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ครูเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่คิดอย่างมีวิจารณญาณได้ จึงตัดสินใจเรื่องการพัฒนาตนเองได้

ครูเลือกจุดเน้นจากสี่เหตุผล ความสนใจในเรื่องเป้าหมาย, ความต้องการจำเป็นที่รับรู้เอง, การติดตามผลจากการพัฒนาวิชาชีพ, ความอยากลองเทคนิคใหม่

ผู้นิเทศทำอะไร ใช้แนวทางที่อ้อมมากขึ้น ช่วยครู flesh out จุดเน้นให้ชัด
Supervisor-Directed Focus
ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ผู้นิเทศรับรู้ความต้องการจำเป็นบางอย่างที่ครูยังไม่เห็น

ใช้กับใคร ครูปีแรก และครูที่อยู่ในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน

ข้อควรระวังที่ต้นฉบับเตือน ได้ผลจริง แต่ teachers often feel greater autonomy when they have authority to determine the observation focus
ลำดับที่สวนทางกับสัญชาตญาณ กล่อง Experience หน้า 178 บอกว่าสำหรับครูปีแรก ให้เริ่มจาก ปล่อยให้ครูนำโดยผู้นิเทศให้ข้อมูลน้อยที่สุด แล้วค่อยเข้าไปกำกับมากขึ้นในครั้งที่สอง ไม่ใช่กลับกัน เหตุผลคือถ้าเริ่มจากกำกับ ครูใหม่จะเรียนรู้ว่าการนิเทศคือการถูกสั่ง
ใครกำหนดจุดเน้น, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
เกณฑ์สองข้อของจุดเน้นที่ใช้ได้จริง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
เกณฑ์ตัดสิน IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 178

กว้างเกินไป กับ ทะเยอทะยานเกินไป ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

อาการ ต้นฉบับ ผลที่ตามมา และตัวอย่างในบริบทไทย
กว้างเกินไป
too broad
the supervisor and teacher will be unclear about the data to be gathered ไม่ชัดว่าจะเก็บข้อมูลอะไร ผู้นิเทศจึงจดทุกอย่าง
ตัวอย่าง "อยากให้ดูการจัดการชั้นเรียน" ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเข้าแถวจนถึงการเก็บงาน
ทะเยอทะยานเกินไป
too ambitious
the observer will need to collect too much data scattered across too many areas ชัดแต่มากเกินกำลังของการสังเกตครั้งเดียว ข้อมูลจึงตื้นทุกเรื่อง
ตัวอย่าง "อยากให้ดูการตั้งคำถาม การเรียกตอบ การให้เวลาคิด และการสรุปท้ายคาบ"
แคบพอ
realistic
Regardless of who sets the focus, it must be realistic เก็บข้อมูลได้จริงในการสังเกตครั้งเดียว และเลือกเครื่องมือได้ตรง
ตัวอย่าง "อยากรู้ว่าตอนถามหน้าชั้น ผมเรียกใครบ้าง นั่งตรงไหน และให้เวลาคิดนานเท่าไร"
วิธีตรวจง่ายที่สุด ถามว่า "ถ้าจดเรื่องนี้ จะจดลงในกระดาษหน้าเดียวได้ไหม และจดเป็นตัวเลขหรือคำพูดจริงได้หรือเปล่า" ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่ายังกว้างหรือทะเยอทะยานเกินไป
เกณฑ์จุดเน้น, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
กรณีศึกษา Ms. Sweeney 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
กรณีศึกษา IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 178 ถึง 179

เมื่อครูอาวุโสขอให้ดู เรื่องที่ตนสอนคนอื่นอยู่

Ms. Sweeney ครูภาษาที่มีประสบการณ์ 17 ปี เป็นวิทยากรหลักสูตรพัฒนาวิชาชีพระดับเขตพื้นที่ เรื่องการเรียนรู้แบบร่วมมือ Mr. Brown ผู้ช่วยผู้อำนวยการคนใหม่ได้รับมอบหมายให้นิเทศเธอ เมื่อถามว่าอยากให้ดูเรื่องอะไร เธอตอบว่า "How I monitor cooperative learning groups as they work."

Zepeda (2017), pp. 178 to 179

ถ้ายึดหน้า 172

ครูนำ

ไม่ควรเปลี่ยนจุดเน้น เพราะครูเป็นผู้เสนอ และเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่าผู้นิเทศ

ถ้ายึดหน้า 178

แคบพอหรือยัง

คำว่า "ติดตามกลุ่ม" ยังกว้างมาก เดินดู ถามคำถาม ให้ข้อมูลย้อนกลับ หรือประเมินกระบวนการกลุ่ม ล้วนเป็นการติดตามทั้งสิ้น

ทางออกของกลุ่ม

ไม่เปลี่ยน แต่ทำให้แคบลง

ตรงกับคำว่า flesh out ในหน้า 178 คือช่วยครูขยายให้ชัด เช่น "ติดตามอย่างไรตอนกลุ่มติดขัด" ซึ่งยังเป็นจุดเน้นของเธอ แต่เก็บข้อมูลได้จริง

ชั้นที่กรณีนี้ซ่อนไว้ Mr. Brown เป็นผู้บริหารใหม่ที่ เชี่ยวชาญน้อยกว่า ครูที่ตนนิเทศ บทที่ 9 ไม่ได้พูดเรื่องนี้ตรง ๆ แต่เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยมากในโรงเรียนไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมบทบาท "ดวงตาอีกคู่หนึ่ง" จึงสำคัญกว่าบทบาท "ผู้รู้"
กรณีศึกษา Ms. Sweeney, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
เมื่อผู้นิเทศเห็นสิ่งที่ไม่ได้ตกลงกันไว้ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
จริยธรรมของการสังเกต IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 179

Trust is at stake ความไว้วางใจกำลังเป็นเดิมพัน

Letting unanticipated incidents clutter the post-observation conference can smack of "snoopervisory" or "gotcha" tactics.
snoopervisory เป็นคำผสมจาก snoop คือสอดแนม กับ supervisory จึงแปลว่ากลวิธีนิเทศแบบสอดแนม
คำถามสี่ข้อที่หนังสือให้ไว้ ถ้าตอบว่าใช่ แปลว่าอะไร
เหตุการณ์นั้นบดบังการสอนหรือกิจกรรมของนักเรียนทั้งหมดจนหมดสิ้นหรือไม่ ถ้าใช่ ต้องพูด เพราะข้อมูลของจุดเน้นเดิมใช้ไม่ได้อยู่แล้ว
หากไม่พูดถึง ครูจะยังคงพบปัญหาต่อไปหรือไม่ ถ้าใช่ ควรพูด แต่ควรพูดในฐานะข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อค้นพบของการนิเทศครั้งนี้
ครูรับรู้เหตุการณ์นั้นหรือไม่ ถ้าไม่รับรู้ นี่คือควอดรันท์ Blind ซึ่งต้องแตะด้วยข้อมูลเท่านั้น ตามองก์ที่ 4
การชี้ให้เห็นเหตุการณ์นั้น จะบั่นทอนความสัมพันธ์หรือไม่ ถ้าใช่ ให้ชั่งน้ำหนักกับสามข้อแรก เพราะความสัมพันธ์คือทุนของรอบนิเทศครั้งต่อไป
กรณีของ Mr. Brown หน้า 179 เขาเห็นนักเรียนทำการบ้านวิชาอื่นและอ่านนิตยสาร ทั้งที่จุดเน้นคือการติดตามการทำงานกลุ่ม ความเห็นของกลุ่ม สิ่งที่เขาเห็นเป็น หลักฐานโดยตรงของจุดเน้นเดิม คือกลุ่มที่ไม่ได้ถูกติดตาม จึงควรรายงานเป็นข้อมูลของจุดเน้น ไม่ใช่รายงานเป็นเรื่องวินัยนักเรียน ซึ่งจะกลายเป็นการจับผิดทันที
เหตุการณ์นอกจุดเน้น, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
Fear to Focus และข้อสรุปของ Blumberg 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
รากของปัญหา IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 180

ทำไมครูจึงไม่กล้าเสนอ จุดเน้นที่ตนกังวลจริง

01
ความเชื่อ

ครูเชื่อว่าผู้นิเทศ are out to get them คือตั้งใจจะมาเล่นงาน

02
เงื่อนไขที่ทำให้โต

ทุกครั้งที่ผู้นิเทศเอาการประเมินสรุปรวมมาแทนที่การนิเทศ เพียงเพื่อทำตามข้อกำหนด

03
ผลลัพธ์

Blumberg (1980) การนิเทศแบบคลินิกกลายเป็น merely an organizational ritual

04
ทางออกเดียว

The only way to combat this fear is to build trust

The more teachers, administrators, central office staff, and school-based administrators trust each other, the more collegial they are likely to be

Sergiovanni, Starratt, and Cho (2013), p. 40 อ้างใน Zepeda (2017), p. 180

ชั้นวิพากษ์ของกลุ่ม ข้อสรุปของ Blumberg มีอายุกว่าสี่ทศวรรษแล้ว แต่กลไกที่เขาชี้ คือการเอาการประเมินเพื่อตัดสินมาแทนที่การนิเทศเพื่อพัฒนา ยังทำงานอยู่ในระบบที่ผูกการนิเทศเข้ากับความก้าวหน้าทางวิชาชีพ คำถามคือ เมื่อคนคนเดียวกันทำหน้าที่ทั้งพัฒนาและตัดสิน ครูจะเปิดเผยจุดอ่อนได้จริงหรือ
Fear to Focus, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
ตัวแปรห้าข้อที่ตรวจสอบผู้นิเทศ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
เกณฑ์ที่หันกลับมาส่องตัวเอง IIIIIIIVV Wiles and Bondi (2004) p. 248 อ้างใน Zepeda หน้า 180

ห้าข้อนี้ตรวจสอบ ผู้นิเทศ ไม่ใช่ครู

01

ภาษากาย

ท่าทาง สีหน้า และการสบตา สื่อข้อความที่ต่างจากคำพูดหรือไม่

02

เวลา

การนัดหมายสะท้อนความสำคัญของการประชุมหรือไม่

03

การใช้พื้นที่

นั่งอย่างผู้เท่าเทียมกัน หรือมีโต๊ะกั้นเพื่อระบุบทบาท

04

การใช้ถ้อยคำ

ใช้คำว่าฉันกี่ครั้ง ใช้คำยกย่องเกินจริงหรือศัพท์เฉพาะเพื่อกลบข้อกังวลหรือไม่

05

การติดตามผล

เขียนด้วยน้ำเสียงราชการในบุรุษที่สามหรือไม่

ประโยคที่ไม่ให้อะไรกับครู
"ผมว่าครูสอนดีมากเลยครับ"
ตรงกับข้อ 4 คือ superlatives ที่ฟังดูดีแต่ไม่ให้ข้อมูลย้อนกลับที่ใช้พัฒนาได้
ประโยคที่ให้ข้อมูลจริง
"ผมจดไว้ว่าครูเรียกเด็กแถวหน้า 12 ครั้ง แถวหลัง 2 ครั้ง ครูคิดว่าเกิดจากอะไรครับ"
เป็นข้อมูลที่มั่นคง และเปิดให้ครูเป็นผู้ตีความ
ทำไมห้าข้อนี้จึงอยู่ในหัวข้อ Fear to Focus เพราะถ้าครูกลัวว่าผู้นิเทศจะมาเล่นงาน ครูจะอ่านสัญญาณทั้งห้าข้อนี้ตลอดเวลาเพื่อยืนยันความกลัวของตน ผู้นิเทศที่พูดถูกทุกอย่างแต่มองนาฬิกาไปด้วย จะสื่อสารตรงข้ามกับสิ่งที่พูด ห้าข้อนี้จึงไม่ใช่มารยาท แต่เป็น เงื่อนไขของความไว้วางใจ ซึ่งเป็นด่านที่สี่ของจุดเน้น
ตัวแปรห้าข้อ, ผู้นำเสนอคนที่ 3 1
สรุปองก์ที่ 3 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ปิดองก์ที่ 3 IIIIIIIVV

จุดเน้นที่ใช้ได้จริง ต้องผ่านสี่ด่าน

ด่าน 1

แคบพอ

ไม่กว้างจนไม่รู้จะจดอะไร และไม่ทะเยอทะยานจนเก็บไม่ไหวในครั้งเดียว (หน้า 178)

ด่าน 2

ครูนำ

ครูเสนอ ผู้นิเทศช่วยขยายให้ชัด ยกเว้นครูปีแรกและครูในแผนพัฒนาการปฏิบัติงาน (หน้า 177 ถึง 178)

ด่าน 3

มีเครื่องมือรองรับ

เลือกเครื่องมือสังเกตได้จริง และนัดเวลาเข้าสังเกตกับการประชุมหลังไว้แล้ว (หน้า 172 และ 179)

ด่าน 4

อยู่บนความไว้วางใจ

ถ้าครูกลัว ครูจะไม่เสนอจุดเน้นที่ตนกังวลจริง สามด่านแรกจึงไร้ความหมาย (หน้า 180)

ส่งต่อองก์ที่ 4 ด่านที่ 4 พาไปสู่คำถามว่า ทำไมครูบางคนจึงพูดถึงห้องเรียนของตนได้ทุกเรื่อง ขณะที่บางคนแทบไม่พูดอะไรเลย และผู้นิเทศจะอ่านความเงียบนั้นอย่างไร
สามประโยคจากต้นฉบับที่รองรับข้อสรุปนี้
ต้นฉบับคำแปล
If the focus is too broad, the supervisor and teacher will be unclear about the data to be gathered.หากจุดเน้นกว้างเกินไป ผู้นิเทศและครูจะไม่ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลใด
teachers often feel greater autonomy when they have authority to determine the observation focusครูมักรู้สึกถึงความเป็นอิสระในการกำกับตนเองมากกว่า เมื่อมีอำนาจกำหนดจุดเน้นเอง
clinical supervision is irrelevant in a teacher’s professional life; it has become merely an organizational ritualการนิเทศแบบคลินิกไม่มีความหมายต่อชีวิตวิชาชีพของครู มันกลายเป็นเพียงพิธีกรรมขององค์กร
สรุปองก์ที่ 3, ส่งต่อผู้นำเสนอคนที่ 4 1
ทำไมครูจึงลังเลที่จะยอมรับจุดอ่อน 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ตั้งโจทย์ขององก์ IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 180

ความเงียบของครู มีเงื่อนไข ไม่ใช่นิสัย

เงื่อนไขที่ทำให้ครูปิด
เคยประสบกับการประเมินที่ถูกนำมาใช้แทนการนิเทศ

ไม่เคยมีส่วนร่วมในการอภิปรายที่เปิดกว้างและปราศจากการจับผิด

กลัวว่างานของตนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
เงื่อนไขที่ทำให้ครูเปิด
many teachers will ask for help if they know they need it, especially if they believe their supervisors will provide useful insights and resources

ครูจำนวนมากจะขอความช่วยเหลือเอง หากเชื่อว่าผู้นิเทศให้ข้อคิดเห็นและทรัพยากรที่ใช้ได้จริง
ประโยคที่สองสำคัญไม่แพ้ประโยคแรก เพราะบอกว่าครูไม่ได้ปิดโดยธรรมชาติ การเปิดหรือปิดเป็น ผลของระบบ ไม่ใช่คุณสมบัติของตัวครู หนังสือจึงเสนอเครื่องมือหนึ่งชิ้นสำหรับอ่านเรื่องนี้ คือหน้าต่างโจฮารี
ประโยคที่กลุ่มเห็นว่าสำคัญที่สุดในหน้านี้ many teachers will ask for help if they know they need it, especially if they believe their supervisors will provide useful insights and resources
ประโยคนี้ย้ายความรับผิดชอบจากตัวครูไปที่ผู้นิเทศ คือครูจะเปิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นิเทศเคยให้อะไรที่ใช้ได้จริงมาก่อนหรือไม่ ความไว้วางใจจึงไม่ใช่เรื่องบุคลิก แต่เป็นผลสะสมของการกระทำ
ทำไมครูเงียบ, ผู้นำเสนอคนที่ 4 1
สี่ควอดรันท์ของหน้าต่างโจฮารี 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ทฤษฎีของ Luft และ Ingham IIIIIIIVV Luft and Ingham (1955) อ้างใน Zepeda หน้า 180 ภาพที่ 9.6

สองแกน ตนรู้หรือไม่รู้ ผู้อื่นรู้หรือไม่รู้

Open Arena
information that is known by the person and others; information is shared and public
รู้ทั้งตนและผู้อื่น เป็นสารสนเทศที่แบ่งปันกันและเปิดเผยต่อสาธารณะ
Blind Blind Spot
information that is factual but unknown by the person, as it is a blind spot
ผู้อื่นรู้ ตนไม่รู้ เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจุดบอดของตนเอง
Hidden Facade
information that is known by the person but hidden from others, as in a public persona
ตนรู้ ผู้อื่นไม่รู้ เช่นเดียวกับบุคลิกที่แสดงต่อสาธารณะ
Unknown Unknown
information that is not known to the person or to others; the unknown pane is a person's unconsciousness
ไม่มีใครรู้ เป็นจิตไร้สำนึกของบุคคลนั้น
ข้อควรรู้เรื่องคำ Zepeda ใช้ชื่อ Open, Hidden, Blind, Unknown ในเนื้อความ ส่วนภาพที่ 9.6 ใช้คำว่า Facade ซึ่งมาจากสาย Luft และ Ingham ฉบับดั้งเดิม สไลด์ชุดนี้แสดงทั้งสองชื่อ และใช้สีชุดเดียวกับเด็ค Johari Window ของรายวิชาเดียวกัน เพื่อให้ผู้ฟังที่ดูทั้งสองชุดจำได้ตรงกัน
สี่ควอดรันท์, ผู้นำเสนอคนที่ 4 1
โจฮารีในบทที่ 9 ใช้ทำอะไร 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ขอบเขตการใช้งานในบทนี้ IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 181

เป็นเครื่องมือ ตีความ ไม่ใช่เครื่องมือ จัดประเภทครู

Supervisors can use the Johari Window to consider how teachers feel about being observed and to interpret what teachers say or do not say in the pre- and post-observation conferences.

Zepeda (2017), p. 181

ใช้แบบที่หนังสือตั้งใจ
"ครูไม่พูดถึงช่วงท้ายคาบเลย ผมอาจกำลังขอให้ครูเปิดเรื่องที่อยู่ในควอดรันท์ Hidden ผมควรถามให้กว้างก่อนแล้วค่อยเจาะจง"

เป็นการตีความ บทสนทนาครั้งนี้
ใช้ผิดแบบที่พบบ่อย
"ครูคนนี้เป็นพวก Hidden ไม่ต้องเสียเวลาถามมาก"

เป็นการตีตรา ตัวครู ซึ่งทำให้เครื่องมือกลายเป็นข้ออ้างในการไม่พยายาม และขัดกับประโยคถัดมาที่ว่าหน้าที่ของผู้นิเทศคือการโค้ชครูในเรื่องนี้
ประโยคที่ต่อจากนั้น ครูที่สบายใจกับหน้าต่างโจฮารีของตนต้องการการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ส่วนครูที่มีประสบการณ์น้อยอาจลังเลมากกว่า The supervisor's job is to coach teachers in this aspect of professional growth.
โจฮารีเป็นเครื่องมือตีความ, ผู้นำเสนอคนที่ 4 1
กิจกรรมโต้ตอบ คัดแยกคำพูดครูเข้าควอดรันท์ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
กิจกรรมโต้ตอบ ไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ IIIIIIIVV คำพูดครูเขียนขึ้นในบริบทไทย เกณฑ์ยึดตามหน้า 180 ถึง 183

ครูพูดแบบนี้ กำลังอยู่ควอดรันท์ไหน

ข้อ 1 จาก 8 ตอบถูก 0 / 8
คัดแยกคำพูดครู, ผู้นำเสนอคนที่ 4 1
ผู้นิเทศทำอะไรได้กับแต่ละควอดรันท์ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 181 ถึง 183

สี่ควอดรันท์ สี่ยุทธวิธี

ควอดรันท์ อาการที่เห็นในห้องประชุม สิ่งที่ผู้นิเทศควรทำ กับดัก
Open พูดได้ทุกเรื่อง ทั้งที่สำเร็จและที่ยาก ยินดีให้คนอื่นเข้ามาสังเกต กระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็ได้จุดเน้น ใช้เวลาไปกับการทำให้จุดเน้นแคบลงแทน ต้นฉบับเตือนว่า could be disastrous if the teacher's practices and self-image are not congruent คือเปิดเผยมากแต่ภาพที่มองตนเองไม่ตรงกับการปฏิบัติจริง
Hidden
Facade
พูดน้อยมาก แต่ไม่ใช่เพราะไร้ความสามารถ ต้นฉบับระบุว่ามาจาก insecurity หรือ fear of not meeting expectations เริ่มจากอภิปรายทั่วไปเรื่องการปฏิบัติและจุดประสงค์การเรียนรู้ จากฐานนั้น จึงค่อยถามเฉพาะเจาะจงขึ้น ถ้าเจาะจงตั้งแต่คำถามแรก ครูจะปิดทันที ต้นฉบับย้ำว่า It may take time to discover, or even uncover, what really matters
Blind ไม่รู้ตัวว่ามีบางแง่มุมที่ต้องการความใส่ใจ และอาจไม่รู้จุดแข็งของตนเองด้วย แตะด้วยข้อมูลเชิงภววิสัยที่เก็บได้จริงเท่านั้น the supervisor should rely on objective data gathered during the observation ถ้าแตะด้วยความเห็น ครูจะตั้งท่าปกป้องตนเอง เหมือนกรณี Jackie Arnold หน้า 181 ถึง 182
Unknown ทั้งครูและผู้นิเทศยังไม่รู้ เป็นศักยภาพหรือปมที่ยังไม่ถูกค้นพบ เปิดได้ด้วยสามกลไก คือการสะท้อนคิด การเปิดเผยตนเอง และข้อมูลย้อนกลับ ผู้นิเทศควบคุมได้เพียงกลไกเดียวจากสาม คือข้อมูลย้อนกลับ ส่วนใหญ่จึงเกิดในการประชุมหลัง (บทที่ 11)
ผู้นิเทศทำอะไรได้, ผู้นำเสนอคนที่ 4 1
กรณีศึกษา Jackie Arnold 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
กรณีศึกษา IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 181 ถึง 182

เมื่อควอดรันท์ Open กลายเป็นการตั้งท่าปกป้อง

01
ครูเปิดเอง

Jackie ครูอาวุโสที่มีชื่อเสียงดี เชิญ Tess นักศึกษาฝึกสอนให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ตน

02
ข้อมูลย้อนกลับมาถึง

Tess บอกว่าน้ำเสียงของ Jackie ฟังดู cranky และกันนักเรียนชายบางคนออกจากการอภิปราย

03
ครูปิด

Jackie ตั้งท่าปกป้องตนเอง ระบุว่า Tess เป็นพวก know-it-all ที่ถูกบดบังด้วย idealism ของครูมือใหม่

วิเคราะห์

ทำไมจึงพัง

ข้อมูลที่ Tess ให้เป็นการตีความ ไม่ใช่ข้อมูลเชิงภววิสัย คำว่า "หงุดหงิด" เป็นความรู้สึกของผู้สังเกต ส่วน "กันนักเรียนชายบางคน" ไม่มีตัวเลขรองรับ จึงละเมิดกฎในหน้า 182 ที่ว่าให้อาศัยข้อมูลเชิงภววิสัยที่เก็บได้จริง

ถ้าทำใหม่

รูปแบบที่น่าจะรอด

"หนูจดไว้ว่าคาบนี้อาจารย์เรียกนักเรียนหญิง 9 ครั้ง นักเรียนชาย 2 ครั้ง อาจารย์คิดว่าเกิดจากอะไรคะ" เป็นข้อมูลที่มั่นคง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเปิดให้ Jackie เป็นผู้ตีความเอง

ข้อสังเกตที่ต้องรายงาน โจทย์ท้ายกรณีศึกษาใช้คำว่า Develop a plan for expanding the blind pane ซึ่งสวนทางกับภาพที่ 9.6 ที่เขียนว่า Reduce area through conversation and feedback กลุ่มรายงานตามที่ปรากฏ และตีความว่าผู้เขียนน่าจะหมายถึง การขยาย สิ่งที่ Jackie มองเห็น ในควอดรันท์นั้น ไม่ใช่ขยายพื้นที่ของควอดรันท์
กรณีศึกษา Jackie Arnold, ผู้นำเสนอคนที่ 4 1
สรุปองก์ที่ 4 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ปิดองก์ที่ 4 IIIIIIIVV

โจฮารีในบทที่ 9 ให้อะไรกับผู้นิเทศ

01

ภาษาสำหรับอ่านความเงียบ

ความเงียบของครูไม่ใช่การไม่ให้ความร่วมมือ แต่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังขอให้ครูเปิด สิ่งที่อยู่ในควอดรันท์ Hidden

02

กฎเหล็กเรื่องหลักฐาน

ควอดรันท์ Blind แตะได้ด้วยข้อมูลเชิงภววิสัยเท่านั้น ซึ่งเป็นกฎเดียวกับคำว่า stable data ในหน้า 171

03

ขอบเขตของตัวเครื่องมือ

ผู้นิเทศควบคุมได้เพียงข้อมูลย้อนกลับ ส่วนการสะท้อนคิดและการเปิดเผยตนเอง เป็นของครู จึงบังคับให้เกิดไม่ได้

ขอบเขตที่บทที่ 9 พูดถึง หนังสือใช้โจฮารีเป็นเครื่องมือตีความเท่านั้น ไม่ได้ลงลึกทฤษฎีการสื่อสารระหว่างบุคคล กลไกการขยาย Arena หรือข้อวิพากษ์เชิงวัฒนธรรม ผู้ที่สนใจดูได้ที่ชุดสไลด์ Johari Window ของรายวิชาเดียวกัน ซึ่งเป็นงานเดี่ยวคนละภาระงาน (เปิดชุดสไลด์นั้น)
ส่งต่อองก์ที่ 5 ทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นทฤษฎี องก์สุดท้ายจะให้ผู้ฟัง ลงมือซ้อมจัดการประชุมจริง กับครูจำลองที่อยู่คนละควอดรันท์ แล้วให้บอทประเมินอิสระตรวจ
สรุปองก์ที่ 4, ส่งต่อผู้นำเสนอคนที่ 5 1
สาธิตสด ซ้อมจัดการประชุมกับครูจำลอง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
สาธิตสด LIVE IIIIIIIVV สถาปัตยกรรมบอทคู่ขนาน

ซ้อมจัดการประชุม กับครูจำลอง แล้วให้บอทประเมินตรวจ

บอทสองตัวนี้ถูกเรียกคนละครั้ง คนละคำสั่งระบบ คนละค่าควบคุมการสร้าง บอทครูจำลองใช้ค่าที่หลากหลายกว่าเพื่อให้บทสนทนาเป็นธรรมชาติ ส่วนบอทประเมินใช้ค่าที่คงเส้นคงวากว่า และไม่เห็นคำสั่งของบอทครู

เกณฑ์ที่บอทประเมินใช้มี 5 ข้อ ตัดสินสามระดับ คือ ผ่าน ผ่านบางส่วน และยังไม่ผ่าน ได้แก่ ไม่มุ่งตัดสิน, ให้ครูนำ, ได้จุดเน้นที่แคบพอ, ตกลงเครื่องมือและเวลานัดหมาย และ เคารพขอบเขตของครู

ข้อจำกัดที่ต้องบอกผู้ฟังตรง ๆ เด็คนี้ทำงานฝั่งผู้ใช้ทั้งหมด จึงแยกได้เพียงระดับคำสั่งระบบ ค่าควบคุม และการเรียกคนละครั้ง ยังไม่ใช่การแยกปลายทางอย่างที่ระบบใช้งานจริงควรทำ
เลือกโปรไฟล์ครู พิมพ์สิ่งที่จะพูด แล้วกด คุยกับครูจำลอง

ครูจำลองจะตอบตามควอดรันท์ที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ครูควอดรันท์ Hidden จะไม่เล่าเรื่องที่ตนกังวลจริง จนกว่าคุณจะถามให้กว้างก่อนแล้วค่อยเจาะจง ตามยุทธวิธีในหน้า 182

เมื่อคุยครบแล้ว กด ให้บอทประเมินตรวจ บอทอีกตัวจะตรวจเฉพาะสิ่งที่ คุณ พูด ไม่ใช่สิ่งที่ครูจำลองพูด
สาธิตปัญญาประดิษฐ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 1
การเตรียมตัวก่อนเข้าห้องเรียน 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
หัวข้อที่ 5 ของบท IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 183 ถึง 184

มาถึงห้องเรียน ในสภาพที่พร้อมทำงาน

01

ความคุ้นเคยกับห้องเรียน

วิธีที่ง่ายที่สุดคือจัดการประชุมก่อนในห้องเรียนนั้นเอง ซึ่งตรงกับคุณลักษณะข้อ 3 ของ Tool 10

02

การกำหนดขอบเขต

ตกลงกันว่า จะเข้าเมื่อไรและอย่างไร จะนั่งตรงไหน จะอยู่นานเท่าใด และจะออกอย่างไร ขอบเขตเหล่านี้ทำให้ครูรู้สึกสบายใจ

03

สิ่งประกอบการสอน

เอกสารประกอบ หนังสือเรียน และ สำเนาผังที่นั่งหลายชุด ซึ่งใช้ติดตามแบบแผนการเรียกตอบได้ดี

04

เครื่องมือ

คอมพิวเตอร์พกพาหรือกล้องวิดีโอ แต่ต้องระวังเป็นพิเศษ หลายระบบโรงเรียนต้องขออนุญาตผู้ปกครองก่อนบันทึกวิดีโอเด็ก

ชั้นวิพากษ์ของกลุ่ม ข้อ 4 เป็นจุดที่บริบทเปลี่ยนไปมากที่สุดนับจากปี 2017 หนังสืออ้าง union agreements ซึ่งเป็นบริบทอเมริกัน ในไทยเรื่องที่เทียบได้คือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและระเบียบของสถานศึกษา และยังมีคำถามใหม่ที่หนังสือยังไม่ได้ตอบ คือถ้าใช้ปัญญาประดิษฐ์ถอดเสียงและวิเคราะห์บทเรียน ข้อมูลนั้นเป็นของใคร เก็บไว้นานเท่าไร และครูมีสิทธิ์ปฏิเสธได้หรือไม่
การเตรียมตัวสี่อย่าง, ผู้นำเสนอคนที่ 5 1
บทสรุปของบทที่ 9 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
บทสรุป IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้า 184

สามเรื่องที่บทนี้ มัดเข้าด้วยกัน

จุดเน้น

เครื่องนำทาง

the focus serves as a guide for both the teacher and the supervisor; it positions the supervisor to collect useful data for the teacher to analyze later

โจฮารี

สิ่งที่ครูเปิด

In developing the focus of the classroom observation, teachers open one or more panes of their Johari Window

ความไว้วางใจ

ตัวกำหนดว่าเปิดแค่ไหน

How much teachers disclose about their practices during the pre-observation conference depends on their experience and the degree of trust between supervisor and teacher

ประโยคปิดบท The pre-observation conference sets the stage for the classroom observation.
การประชุมก่อนการสังเกตการสอน คือการปูพื้นให้กับการสังเกตการสอนในชั้นเรียน
ประโยคนี้ปรากฏสองครั้งในบท คือหน้า 173 และหน้า 184 กลุ่มแปลเหมือนกันทั้งสองแห่ง
บทสรุป, ผู้นำเสนอคนที่ 5 1
ชั้นวิพากษ์ สามข้อจำกัดของบทนี้ 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ความเห็นของกลุ่ม ไม่ใช่ของหนังสือ IIIIIIIVV

สามเรื่องที่บทนี้ ยังไม่ได้ตอบ

ข้อจำกัด หนังสือพูดอะไรไว้ คำถามที่ยังค้าง
1. ผู้นิเทศคนเดียวกันเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ตัดสิน หน้า 180 ระบุว่าความกลัวโตขึ้นเมื่อผู้นิเทศเอาการประเมินสรุปรวมมาแทนที่การนิเทศ และทางออกคือสร้างความไว้วางใจ ถ้าโครงสร้างบังคับให้คนคนเดียวกันทำทั้งสองบทบาท ความไว้วางใจจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือ หรือเราต้องแยกบทบาทออกจากกันตั้งแต่ระดับระบบ
2. ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในบท ทั้งบทเป็นข้อเสนอเชิงแนวปฏิบัติ อ้างวรรณกรรมทุติยภูมิ ไม่มีผลการวิจัยเชิงปริมาณใด ๆ ตัวเลข 24 ถึง 48 ชั่วโมง มาจากไหน มีงานวิจัยรองรับหรือเป็นภูมิปัญญาจากการปฏิบัติ ถ้าจะใช้ในดุษฎีนิพนธ์ ต้องตรวจกับต้นฉบับปฐมภูมิก่อน
3. บริบทเป็นอเมริกันทั้งหมด อ้าง state mandates, district policies, union agreements และวัฒนธรรมป๊อปอย่าง Dragnet ในไทยที่การนิเทศผูกกับความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และผู้นิเทศมักเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แรงจูงใจของครูในการเปิดเผยจุดอ่อนต่างจากบริบทต้นฉบับอย่างไร
สิ่งที่บทนี้ทำได้ดี แม้จะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่บทนี้ให้ ภาษา ที่ใช้พูดถึง การประชุมก่อนการสังเกตการสอนได้อย่างละเอียด และให้ เกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ เช่น ปริมาณการพูดของแต่ละฝ่าย และความแคบของจุดเน้น ซึ่งนำไปใช้ได้ทันที
ชั้นวิพากษ์, ผู้นำเสนอคนที่ 5 1
เชื่อมกับบริบทไทย 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ความเห็นของกลุ่ม ไม่ใช่ของหนังสือ IIIIIIIVV

ถ้าจะใช้บทนี้ในโรงเรียนไทย ต้องปรับอะไร

สิ่งที่ย้ายมาได้เลย
จัดประชุมในห้องเรียนของครู ไม่ใช่ห้องผู้บริหาร ตรงกับตัวแปรข้อ 3 ของ Wiles และ Bondi

วัดปริมาณการพูดของแต่ละฝ่าย เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเครื่องมือใด

เกณฑ์ความแคบของจุดเน้น ใช้ตรวจแผนการนิเทศที่มีอยู่แล้วได้เลย

กฎว่าต้องมีข้อมูลก่อนพูด เปลี่ยนบทสนทนาจากความเห็นเป็นหลักฐาน
สิ่งที่ต้องคิดใหม่
ความตึงระหว่างพัฒนากับตัดสิน ในไทยการนิเทศมักผูกกับข้อตกลงพัฒนางาน ทำให้เส้นแบ่ง non-evaluative รักษาได้ยากกว่าบริบทต้นฉบับ

ระยะ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ต้องหาสาระที่แท้จริงให้เจอ คือความสดของแผนและโอกาสปรับ ไม่ใช่ตัวเลขชั่วโมง

การบันทึกวิดีโอ ต้องผ่านกรอบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และต้องตอบให้ได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง
ข้อเสนอของกลุ่ม ถ้าจะรักษาเส้นแบ่ง non-evaluative ในบริบทที่ผู้นิเทศเป็นผู้บังคับบัญชา ทางหนึ่งคือ แยกบทบาทออกจากกันในระดับระบบ เช่น ให้เพื่อนครูหรือหัวหน้ากลุ่มสาระ ทำหน้าที่เก็บข้อมูลตามจุดเน้น ส่วนผู้บริหารทำหน้าที่ประเมินตามระเบียบ โดยใช้ข้อมูลคนละชุด ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่หน้าสาธิตในหน้าก่อนใช้ คือแยกบอทที่สนทนาออกจากบอทที่ตัดสิน
เชื่อมบริบทไทย, ผู้นำเสนอคนที่ 5 1
รายการอ้างอิง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
ปิดการนำเสนอ IIIIIIIVV Zepeda (2017) หน้าพิมพ์ 186

รายการอ้างอิง ของบทที่ 9

References จำนวน 8 รายการ
  • Blumberg, A. (1980). Supervisors and teachers: A private cold war. Berkeley, CA: McCutchan.
  • Gall, M. D., & Acheson, K. A. (2010). Clinical supervision and teacher development (6th ed.). New York, NY: Longman.
  • Goldhammer, R. (1969). Clinical supervision: Special methods for the supervision of teachers. New York, NY: Holt, Rinehart, & Winston.
  • Luft, J., & Ingham, H. (1955). The Johari Window: A graphic model for interpersonal relations. University of California Western Training Lab.
  • Sergiovanni, T. J., Starratt, R. J., & Cho, V. (2013). Supervision: A redefinition (9th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
  • Sullivan, S., & Glanz, J. (2013). Supervision that improves teaching (4th ed.). Thousand Oaks, CA: Corwin Press.
  • Wiles, J., & Bondi, J. (2004). Supervision: A guide to practice. Columbus, OH: Merrill.
  • Zepeda, S. J. (2012). Flash focus: Classroom observational simulation. Athens: Instructional Supervision Course at the University of Georgia.
Suggested Readings จำนวน 4 รายการ
  • Gall, M. D., & Acheson, K. A. (2010). Clinical supervision and teacher development (6th ed.).
  • Glickman, C. D., Gordon, S. P., & Ross-Gordon, J. M. (2013). The basic guide to supervision and instructional leadership (9th ed.).
  • O'Leary, M. (2014). Classroom observation: A guide to the effective observation of teaching and learning. London: Routledge.
  • Zepeda, S. J. (2012). Informal classroom observations on the go (3rd ed.). New York, NY: Routledge.
ระวัง Zepeda (2012) ที่ปรากฏในสองรายการเป็นคนละเรื่องกัน คือ Flash focus กับ Informal classroom observations on the go ต้องแยกให้ชัดเวลาอ้างอิง
ที่มาของสไลด์ชุดนี้ Zepeda, S. J. (2017). Instructional Supervision: Applying Tools and Concepts (4th ed.). New York, NY: Routledge, ch. 9, pp. 171 to 187 งานแปลตามต้นฉบับอยู่ที่ ชุดสไลด์ฉบับแปล
รายการอ้างอิง, ผู้นำเสนอคนที่ 5 1
ภาคผนวก เกณฑ์ห้าข้อของบอทประเมิน 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
สไลด์สำรอง IIIIIIIVV

บอทประเมินตรวจอะไร และตรวจจากอะไร

รหัส เกณฑ์ ที่มาในหนังสือ สิ่งที่ถือว่าผ่าน
C1 ไม่มุ่งตัดสิน คำว่า non-evaluative หน้า 172 และเป้าหมายข้อ 2 ของ Sullivan และ Glanz ไม่มีถ้อยคำที่ประเมินคุณค่าของครู ไม่มีคำแนะนำที่ครูไม่ได้ขอ
C2 ให้ครูนำ หน้า 172 the teacher should take the lead ใช้คำถามปลายเปิด และเปิดพื้นที่ให้ครูพูดมากกว่าผู้นิเทศ
C3 ได้จุดเน้นที่แคบพอ หน้า 178 too broad กับ too ambitious จุดเน้นที่ได้ระบุพฤติกรรมที่จดได้จริงในการสังเกตครั้งเดียว
C4 ตกลงเครื่องมือและเวลานัดหมาย ระยะ contract หน้า 173 และเป้าหมายข้อ 4 ระบุเครื่องมือเก็บข้อมูล เวลาที่จะเข้าสังเกต และเวลาประชุมหลัง
C5 เคารพขอบเขตของครู หน้า 179 Trust is at stake และหน้า 183 การกำหนดขอบเขต ไม่รุกล้ำเรื่องที่ครูยังไม่เปิด และตกลงรายละเอียดการเข้าห้องไว้
กฎที่บังคับในโค้ด ไม่ใช่ฝากไว้กับคำสั่ง หนึ่ง ถ้าบอทระบุความมั่นใจระดับต่ำในข้อใด ข้อนั้นจะถูกปรับเป็นยังไม่ผ่านเสมอ สอง ผลรวมคำนวณใหม่จากผลรายข้อ ไม่เชื่อผลรวมที่โมเดลส่งมา สาม ถ้าข้อความที่ผู้ใช้พิมพ์สั้นกว่า 20 ตัวอักษร ระบบปฏิเสธก่อนเรียกโมเดล
ภาคผนวก เกณฑ์บอทประเมิน 1
ภาคผนวก แผนเวลาและแผนสำรอง 472 521 กระบวนทัศน์การนิเทศการสอน
สไลด์สำรอง IIIIIIIVV

แผนเวลา 60 นาที และแผนสำรอง

องก์ ผู้นำเสนอ เวลา หน้า ตัดได้ก่อนถ้าเวลาไม่พอ
I คนที่ 1 10 นาที 1 ถึง 7 หน้าความตึงเรื่องใครนำ ย้ายไปตอบตอนถามตอบ
II คนที่ 2 12 นาที 8 ถึง 13 หน้าเป้าหมายสี่ข้อ ย่อเหลือพูดปากเปล่า
III คนที่ 3 14 นาที 14 ถึง 21 หน้าตัวแปรห้าข้อของ Wiles และ Bondi ย่อเหลือสองข้อที่เห็นภาพที่สุด
IV คนที่ 4 13 นาที 22 ถึง 28 กิจกรรมคัดแยกคำพูด ลดจาก 8 ข้อเหลือ 4 ข้อ
V คนที่ 5 11 นาที 29 ถึง 34 หน้าสาธิตบอทคู่ขนาน ให้กดครั้งเดียว ไม่ลองซ้ำ
แผนสำรอง

ถ้าอินเทอร์เน็ตล่ม

หน้าสาธิตบอทคู่ขนานใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นให้ผู้ฟังสองคนแสดงบทบาทสมมติแทน ตามที่หนังสือแนะนำไว้ในกล่อง Group Processing หน้า 185 แล้วให้ชั้นเรียนตรวจด้วยเกณฑ์ห้าข้อในภาคผนวกก่อนหน้า

ความสัมพันธ์

กับชุดสไลด์ฉบับแปล

ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อความต้นฉบับหรือคำแปลของประโยคใด ให้สลับไปที่ ชุดสไลด์ฉบับแปล ซึ่งมีข้อความต้นฉบับคู่คำแปลครบทุกหน้า พร้อมแถบระบุตำแหน่งในหนังสือ

ภาคผนวก แผนเวลา 1
ผู้ช่วยถาม-ตอบ บทที่ 9 ฉบับสรุป
ถามได้ทั้งสาระของบท คำถามเชิงวิเคราะห์ และการนำไปใช้

ตั้งค่า API Key ก่อนใช้งาน AI Demo

สไลด์นี้ประมวลผล AI แบบ client-side กรุณาใส่ API Key เพื่อเริ่มใช้หน้าสาธิตนี้ กดปุ่มรูปเฟืองที่มุมล่างซ้ายได้ทุกเมื่อ

ตั้งค่า AI Model

Presets